บทที่ 2: งานแต่งที่ถูกขโมย
กู้ชิงสือยืนมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ความรู้สึกผูกพันฉันแม่ลูกที่เคยมีมันเจือจางจนแทบไม่หลงเหลือ เธอคร้านจะเสียเวลาพูดจาอ้อมค้อมกับไป๋เจินให้มากความ จึงเอ่ยถามเข้าประเด็นทันที
“ต้วนหลิงหลิงหายหัวไปไหน”
คำถามสั้นกระชับทำเอาไป๋เจินถึงกับสะดุ้ง เธอเริ่มอึกอัก สายตาลอกแลกไปมาไม่กล้าสบตาบุตรสาว ท่าทางมีพิรุธชัดเจนเสียจนกู้ชิงสือเดาเรื่องราวได้ไม่ยาก
หญิงสาวแค่นหัวเราะในลำคอ “ไปบ้านตระกูลฉินแล้วล่ะสิ เมื่อวานเพิ่งจะหน้าด้านไปสวมรอยเป็นฉันเพื่อรับงานแต่ง วันนี้ก็รีบแจ้นไปเสนอหน้าเลยเหรอ กลัวเขาเปลี่ยนใจหรือไง”
ไป๋เจินหน้าถอดสี รีบปฏิเสธเสียงสั่น “ชิงสือ... ลูกพูดอะไรของลูก แม่ไม่เห็นรู้เรื่อง”
“เลิกเล่นละครได้แล้ว ฉันรู้ทันพวกแม่หมดทุกอย่างนั่นแหละ” กู้ชิงสือตัดบทด้วยความรำคาญ
เมื่อถูกต้อนจนมุม ไป๋เจินก็นิ่งงันไป ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยซีดเผือดลงเมื่อต้องเผชิญกับสายตาเย็นเยียบของลูกสาว ในที่สุดเขื่อนน้ำตาก็พังทลายลงมาอีกครั้ง
“ชิงสือ... แม่ขอโทษ ฮือ... เป็นแม่เองที่ผิดต่อลูก”
เธอยกมือปิดหน้าร้องไห้ ก่อนจะพรั่งพรูความอัดอั้นออกมา “หลิงหลิงมาขู่แม่ เขาบอกว่าถ้าแม่ไม่ช่วย เขาจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าลูกหนีตามผู้ชายไปแล้ว เขาอยากได้งานแต่งนี้ เขาบังคับให้แม่ช่วย แม่ไม่อยากทำเลยนะลูก แต่แม่ไม่มีทางเลือก”
เสียงสะอื้นของไป๋เจินฟังดูน่าเวทนาสำหรับคนนอก แต่สำหรับกู้ชิงสือ มันคือเสียงแห่งความอ่อนแอที่น่าสมเพช
“ถ้าแม่ไม่ยอม เขาจะบอกต้วนกังว่าแม่สร้างภาพหลอกทุกคน เขาจะยุให้พ่อเลี้ยงลูกหย่ากับแม่ ไล่แม่ไปนอนข้างถนน แม่จะทำยังไงได้ แม่เป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว...”
ฟังดูแล้วช่างน่าเห็นใจ หากมองในมุมของความเกลียดชังที่ต้วนหลิงหลิงมีต่อเธอ การสวมรอยครั้งนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องแย่งสามี ดีไม่ดีอีกฝ่ายอาจจะวางแผนฆ่าเธอให้ตายไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นทำไมต้องลงทุนหาคนหน้าเหมือนมาสวมรอย ทั้งที่แค่สลับตัวเจ้าสาวก็จบเรื่อง
กู้ชิงสือคือเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ ๆ ของไป๋เจิน คนเป็นแม่ย่อมเจ็บปวดและอยากจะจัดการลูกเลี้ยงตัวแสบให้สาสม แต่สุดท้าย... เธอก็ทำได้แค่นั้น
เธอไม่กล้า เพราะความขี้ขลาด และเพราะต้วนหลิงหลิงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกเลี้ยงที่เธอต้องดูแล
ความเป็นแม่ของไป๋เจินพ่ายแพ้ให้กับความกลัวการถูกทิ้ง
สุดท้ายหลังจากร้องไห้จนพอใจ ไป๋เจินก็ก้มหน้ายอมรับคำสั่ง พาต้วนหลิงหลิงไปบ้านตระกูลฉิน โกหกหน้าตายว่านั่นคือ ‘กู้ชิงสือ’ ลูกสาวของเธอ
“ชิงสือ แม่รู้ว่าแม่เลวที่ทำกับลูกแบบนี้ แต่ตอนนี้ทางตระกูลฉินเขาเชื่อไปแล้วว่าหลิงหลิงคือลูก ลูกอย่าไปรื้อฟื้นหาความเลยนะ ถือว่าแม่ขอร้อง”
กู้ชิงสือมองแม่บังเกิดเกล้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่ ฉันจะเอาเรื่อง งานแต่งนั่นเป็นของฉัน สิทธิ์ทุกอย่างเป็นของฉัน ฉันไม่เคยคิดจะยกให้ใคร และชาตินี้ฉันก็จะไม่ยอมยกให้มันเด็ดขาด”
“ชิงสือ!” ไป๋เจินเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวด้วยความตกใจปนโมโห “ทำไมลูกถึงดื้อด้านแบบนี้ แค่งานแต่งงานงานเดียว หลิงหลิงเขาก็เป็นพี่สาวลูก ให้พี่เขาไปแล้วมันจะเป็นอะไร...”
“พอสักที!”
กู้ชิงสือตวาดสวนกลับ แววตาที่เคยสงบนิ่งเริ่มลุกโชนด้วยไฟแค้น
“ยกให้? เสียสละ? ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในนรกขุมนี้ แม่ก็กรอกหูฉันด้วยคำพวกนี้ตลอด บอกให้ฉันเชื่อฟัง ห้ามแย่งของพี่ ห้ามเถียงพี่ ฉันยอมถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว เสื้อผ้าใหม่รองเท้าใหม่ฉันไม่เคยได้สัมผัส เนื้อสัตว์ของอร่อยไม่เคยตกถึงท้อง ของดี ๆ ประเคนให้สองพี่น้องนั่นหมด ส่วนฉันได้แต่รอรับเศษเดนที่พวกมันเขี่ยทิ้ง”
ความทรงจำอันขมขื่นพรั่งพรูออกมาพร้อมคำพูด
“ฉันยอมเป็นคนรับใช้ ซักผ้าถูบ้านให้พวกมัน แถมยังต้องรองมือรองเท้าโดนด่าเช้าเย็น นี่มันยังไม่พออีกเหรอ แม่จะให้ฉันก้มหัวให้พวกมันไปถึงเมื่อไหร่”
เธอจ้องหน้าแม่ตัวเองเขม็ง “ตอนนี้ให้ยกงานแต่งให้ แล้วต่อไปล่ะ จะให้ฉันยกชีวิตให้มันด้วยเลยไหม”
ภาพความตายในชาติก่อนฉายวาบเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอก
ชีวิตเธอเคยถูกพรากไปเพราะความโง่เขลาและความกตัญญูจอมปลอม แต่ครั้งนี้... ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย
“ไป๋เจิน แม่จะอยากเป็นแม่พระ แม่เลี้ยงผู้แสนประเสริฐเพื่อรักษาหน้าตาตัวเอง ฉันไม่ว่า แต่ทำไมคนที่ต้องรับกรรมต้องเป็นฉัน ทำไมแม่ต้องเหยียบหัวลูกตัวเองเพื่อไปชูคอให้คนอื่นชื่นชม ฉันทำผิดอะไร”
กู้ชิงสือเรียกชื่อแม่อย่างห่างเหิน มุมปากยกยิ้มสมเพช “หรือการเกิดมาเป็นลูกแม่ มันคือความซวยของฉันเอง”
ไป๋เจินผงะถอยหลังเหมือนถูกตบหน้า น้ำตาไหลพราก “ชิงสือ... นี่ลูก... ลูกคิดกับแม่แบบนี้มาตลอดเลยเหรอ”
“ใช่ ฉันคิดแบบนี้แหละ มีแม่แท้ ๆ ก็เหมือนไม่มี สู้มีแม่เลี้ยงใจร้ายยังจะดีซะกว่า หึ”
สิ่งที่อัดอั้นมาสองชาติ ในที่สุดก็ได้ระบายออกไป เมื่อตัดเยื่อใยที่เรียกว่า ‘แม่’ ทิ้งไปได้ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น
เมื่อก่อนเธอโง่เองที่ยอมทน แต่ต่อจากนี้... ไม่มีวัน
กู้ชิงสือเมินหน้าหนี เดินมุ่งหน้าไปยังประตูบ้าน ไป๋เจินเห็นท่าไม่ดีรีบตะโกนเรียก
“เดี๋ยว! ชิงสือ ลูกจะไปไหน”
กู้ชิงสือไม่แม้แต่จะหันกลับมา
“ลูกจะไปบ้านตระกูลฉินใช่ไหม หยุดเดี๋ยวนี้นะ ห้ามไปเด็ดขาด!”
ความกลัวจับขั้วหัวใจ ไป๋เจินถลันตัวเข้าไปกระชากแขนลูกสาวไว้แน่น “แม่ไม่ให้ไป!”
เสียงยื้อยุดฉุดกระชากดังลั่น จนไปปลุก ‘ไอ้ขยะ’ ในห้องนอน ต้วนรินเจี๋ยตะโกนด่าออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลานอน ไป๋เจินรีบลดเสียงลงกระซิบกระซาบ
“ชิงสือ อย่ามาอาละวาดตอนนี้ได้ไหม แม่ขอร้อง”
“ใครกันแน่ที่อาละวาด” กู้ชิงสือสะบัดแขนอย่างแรง
“ถือว่าแม่กราบลูกก็ได้ ชิงสือ”
สิ้นเสียงสะอื้น ไป๋เจินก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าลูกสาวอย่างไม่อายฟ้าดิน
“ถ้าลูกไปพังงานตอนนี้ พี่สาวลูกจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยกงานแต่งให้พี่เขาไปเถอะ อีกไม่กี่เดือนลูกก็จะจบพยาบาล เดี๋ยวเขาก็ส่งตัวไปทำงาน มีงานทำเป็นข้าราชการ ยังไงลูกก็ต้องหาผู้ชายดี ๆ ได้อยู่แล้ว”
เธอยังคงพยายามชักแม่น้ำทั้งห้า “ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเลี้ยงของลูก ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลต้วน ป่านนี้เราสองคนคงอดตายกลายเป็นศพข้างทางไปแล้ว พ่อเขาอุตส่าห์เมตตาเลี้ยงดู ส่งเสียให้เรียนหนังสือ เห็นแก่บุญคุณที่เขารักลูกเหมือนลูกในไส้ ลูกยอม ๆ พี่เขาไปเถอะนะ”
“เขาไม่ใช่พ่อฉัน พ่อฉันตายไปนานแล้ว!” กู้ชิงสือสวนกลับเสียงแข็ง
ต้วนกังทำงานโรงงานอิฐ เป็นคนหน้าใหญ่ใจโต ชอบให้คนนับหน้าถือตา
ที่เขายอมส่งเธอเรียนก็เพราะครูมาตามถึงบ้าน กลัวชาวบ้านจะนินทาว่าใจดำ ไป๋เจินก็เอาแต่พร่ำสอนให้เธอสำนึกบุญคุณต้วนกัง เช้าสายบ่ายเย็น
แต่ความจริงคือ เงินรางวัลเรียนดี เงินที่เธอรับจ้างทำงานพิเศษ แม้แต่สมบัติเก่าที่พ่อแท้ ๆ ทิ้งไว้ให้ ก็ถูกคนบ้านนี้สูบไปจนเกลี้ยง เธอไม่เคยติดหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น
พ่อเธอทิ้งมรดกไว้ให้พอตั้งตัวได้ แต่เป็นไป๋เจินเองที่ขาดผัวไม่ได้ รีบเอาสมบัติไปประเคนให้ต้วนกังจนหมด แล้วลากลูกสาวมาเป็นทาสรับใช้ในบ้านนรกหลังนี้
เมื่อเห็นกู้ชิงสือยืนกรานเสียงแข็ง ไป๋เจินก็เริ่มหมดความอดทน
“กู้ชิงสือ! ทำไมถึงได้อกตัญญูแบบนี้ แม่ยอมคุกเข่าให้ขนาดนี้แล้วนะ!”
“มุกคุกเข่านี่มันเก่าไปแล้วแม่”
ตอนเธอสอบติดพยาบาล ต้วนหลิงหลิงอยากแย่งที่เรียน แม่ก็มาคุกเข่าขอร้องแบบนี้
ทุกครั้งที่นังลูกเลี้ยงอยากได้ของของเธอ แม่ก็จะมาคุกเข่าบีบบังคับเธอเสมอ
เข่าของแม่มีค่าแค่กับลูกเลี้ยง แต่กับลูกในไส้... แม่ไม่เคยเห็นค่า
ถึงคำสั่งบรรจุงานยังไม่มา แต่เธอมั่นใจว่าต้วนหลิงหลิงต้องหาทางแย่งไปอีกแน่
ชาติที่แล้วต้วนหลิงหลิงสวมรอยไปเป็นพยาบาลทั้งที่ไม่มีความรู้ จิ้มเข็มยังไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นหมอเทวดาเพราะปรุงยาวิเศษอะไรสักอย่างได้
เรื่องยาวิเศษอะไรนั่นเธอไม่สน แต่ชาตินี้... ต้วนหลิงหลิงจะไม่ได้อะไรจากเธอไปแม้แต่เส้นผม
กู้ชิงสือแกะมือแม่ที่เกาะขาออกอย่างรังเกียจ แล้วประกาศลั่น
“ฉันไม่ใช่กู้ชิงสือคนเดิมอีกแล้ว ต่อให้แม่คุกเข่าจนตายอยู่ตรงนี้ ต้วนหลิงหลิงมันขโมยของฉัน มันต้องชดใช้ ฉันจะไปทวงคืนทุกอย่างกลับมา”
แววตาของเธอวาวโรจน์ “สมบัติพ่อฉัน ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะชุบมือเปิบ!”
ไป๋เจินอ้าปากค้าง พูดไม่ออก ทันใดนั้นเสียงคำรามด้วยความโกรธก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“กู้ชิงสือ! นังสารเลว มึงกล้าไปขัดขาหลิงหลิงเหรอ กูจะตบมึงให้ตายคาตีน!”
ต้วนรินเจี๋ยพุ่งตัวออกมา กลิ่นตัวและกลิ่นปากเหม็นหึ่งโชยมาก่อนตัว เขาปิดประตูดังปัง ยืนขวางทางไว้ด้วยท่าทางนักเลง
ตระกูลฉินรวยล้นฟ้า ขืนปล่อยให้โอกาสหลุดมือเพราะนังเด็กนี่ พวกเขาจะอดสบายกันพอดี
“ไม่อยากตายก็ไสหัวกลับห้องไปซะ ไม่งั้นกูจะกระทืบ...”
พลั่ก!
เสียงขู่อาฆาตเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนในพริบตา
กู้ชิงสือซัดหมัดเข้ากลางดั้งจมูกของพี่ชายต่างสายเลือดเต็มแรง เลือดกำเดาพุ่งกระฉูดพร้อมน้ำตาที่ไหลพราก
ไม่ปล่อยให้ตั้งตัว หญิงสาวหมุนตัวตวัดขาถีบยอดอกต้วนรินเจี๋ยจนกระเด็นไปอัดกับประตู เสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บดังฟังชัด
ภาพการกระทืบต้วนรินเจี๋ย คือสิ่งที่เธอวาดฝันมาตลอด และวันนี้ฝันก็เป็นจริง
“หยุดนะ!”
ไป๋เจินหวีดร้องเสียงหลง เมื่อหายตะลึงก็รีบวิ่งเข้าไปขวาง
“ชิงสือ! ลูกบ้าไปแล้วเหรอ นั่นพี่ชายลูกนะ ลูกทำแบบนี้ได้ยังไง!”
[จบบท]