บทที่ 54: แผนตลบหลังดับฝัน
ต้วนหลิงหลิงให้การสนับสนุนการตัดสินใจของต้วนกังอย่างเต็มที่ ในขณะที่ไป๋เจินกลับแสดงท่าทีลังเลใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“คุณคะ หลิงหลิง ไม่อย่างนั้นก็ช่างมันเถอะค่ะ”
ไป๋เจินพยายามเกลี้ยกล่อม
“ฉันจะลองคุยกับเธอดีดี ปล่อยให้เธอไปทำงานตามปกติเถอะ ถึงเวลานั้นฉันจะพยายามหาวิธีให้เธอเอาเงินเดือนมาให้ฉันเอง ถ้าเป็นแบบนั้นเธอไปทำงานก็มีค่าเท่ากัน หลิงหลิงจะได้ไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อยด้วย”
จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หากต้องไปที่นั่นอีกครั้ง ผู้คนเหล่านั้นอาจจะนินทาหาว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกด่าทอว่าเป็นคนเสียสติ
ต้วนหลิงหลิงเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนตามประโยคนั้น ทว่าต้วนกังกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“เงินจากการตั้งแผงลอยก่อนหน้านี้คุณยังเอามาไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับเงินเดือนของเธอ ลูกสาวของคุณคนนี้ปีกกล้าขาแข็งตั้งนานแล้ว ไม่มีทางเชื่อฟังคุณหรอกครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ต้วนกังจงใจลางานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทันทีที่กู้ชิงสือก้าวเท้าออกจากบ้าน ต้วนหลิงหลิง ต้วนกัง และไป๋เจิน ก็ลอบเดินตามหลังเธอไปติดติด
ไป๋เจินรู้สึกลำบากใจและประหม่ามาตลอดทาง เธอไม่มีความกล้าพอที่จะปริปากพูดสิ่งใดออกมา จึงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามแผนการ นั่นคือการจ้างคนไปตามหากู้ชิงสือเพื่อสร้างความวุ่นวาย
พวกเขาพยายามสร้างเรื่องอยู่พักใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าคนที่มาถึงคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล
“กู้ชิงสือที่มารายงานตัวใหม่คืออะไรกัน โรงพยาบาลของเราไม่มีพนักงานชื่อนี้ครับ”
“หากพวกคุณยังขืนก่อความวุ่นวายอีก พวกเราจะแจ้งตำรวจแล้วนะครับ”
สถานการณ์ดังกล่าวทำเอาต้วนหลิงหลิงและไป๋เจินโง่งมทำอะไรไม่ถูก แม้แต่ต้วนกังก็มีอาการมึนงงไม่แพ้กัน เขาเลิกสนใจที่จะหลบซ่อนตัวเพื่อเลี่ยงความน่าสงสัย เดินตรงดิ่งเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง
“กู้ชิงสือไม่ได้มารายงานตัวหรือครับ เธอเป็นพยาบาลที่เพิ่งถูกจัดสรรมาใหม่”
“ไม่มีคนชื่อนี้ครับ รีบออกไปจากที่นี่เถอะ”
ต้วนกังและครอบครัวที่ถูกขับไล่ออกมายังคงไม่ยอมเชื่อ พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วทั้งโรงพยาบาลเพื่อตามหากู้ชิงสือ แต่สุดท้ายก็ไร้ร่องรอยของเธอ หลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาก่อกวน จึงถูกไล่ตะเพิดออกจากโรงพยาบาลอย่างไม่ใยดี
ฉินเจ๋อหมิงมองเห็นแผ่นหลังของคนกลุ่มนั้นที่ถูกไล่ออกไป เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาบังเอิญต้องเข้าไปอบรมในตัวเมือง จึงไม่ทราบเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ วันนี้เขามาทำงานและนึกขึ้นได้ว่า เป็นวันกำหนดรายงานตัวของกู้ชิงสือ ในใจยังแอบหวังว่าจะได้พบเจอกันโดยบังเอิญ
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเขาไม่พบกู้ชิงสือ แต่กลับมองเห็นพวกเขาทั้งสามคนแทน
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง ต้วนกังและไป๋เจินไม่ได้สังเกตเห็นฉินเจ๋อหมิงเลยแม้แต่น้อย ภายในหัวของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนและคำถามว่า ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“เกิดอะไรขึ้น เธอไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลจริงๆ หรือนี่”
“หรือว่าเธอไม่ได้มารายงานตัว เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง”
ไป๋เจินออกความเห็น
ต้วนกังมีใบหน้ามืดครึ้ม เขาเริ่มคาดเดาสถานการณ์
“หรือว่าเธอแลกเปลี่ยนตำแหน่งงานกับคนอื่นไปแล้ว”
ประโยคนี้ทำให้ไป๋เจินและต้วนหลิงหลิงตกใจอย่างมาก
“แลกเปลี่ยนงานอย่างนั้นหรือคะ”
ไป๋เจินถามซ้ำ
“มีความเป็นไปได้แปดเก้าส่วนว่าเธอจะสลับตำแหน่งงานไปแล้ว”
ต้วนกังแค่นเสียงเย็นชา กู้ชิงสือคงคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะสามารถหลบหนีปัญหาไปได้งั้นหรือ
ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
“ลองไปสืบดูสักหน่อยเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลังจากตกลงกันได้ พวกเขาก็แยกย้ายกันไปสืบข่าวคราว
เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาเกรงว่ากู้ชิงสือจะเล่นไม่ซื่อ ตอนที่เธอไปเรียนที่โรงเรียนพยาบาลอาจจะใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย และไม่ยอมนำเงินอุดหนุนกลับมามอบให้ที่บ้านอย่างว่าง่าย ไป๋เจินและครอบครัวจึงแอบจดช่องทางการติดต่อของเพื่อนร่วมชั้นของกู้ชิงสือเอาไว้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาสามารถติดต่อสอบถามได้
ทว่าผลลัพธ์ของการสืบไปสืบมา กลับไม่ได้ข่าวคราวที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ข้อมูลของเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นยังล้าหลังกว่าของพวกเขาสียอีก ทุกคนยังคงคิดว่ากู้ชิงสือจะต้องไปทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอ
ไป๋เจินเดินทางไปยังตลาดเล็กเพื่อตรวจสอบดูอีกครั้ง ผลลัพธ์คือไม่พบกู้ชิงสือมาตั้งแผงลอย แม้แต่ไป๋หยางก็ไร้ร่องรอย ไม่มีใครทราบเลยว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน
เวลาล่วงเลยจนตกกลางคืน ในที่สุดคนบ้านตระกูลต้วนก็รอจนกระทั่งกู้ชิงสือเดินทางกลับมา
“นี่มันเรื่องอะไรกัน วันนี้ทำไมเธอถึงไม่ได้ไปรายงานตัว”
ทันทีที่เห็นหน้า ไป๋เจินก็รีบพุ่งเข้าไปสอบถาม
กู้ชิงสือเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า
“ทำไมฉันต้องไปรายงานตัวด้วยล่ะคะ ไปรายงานตัวเพื่อให้พวกคุณมีโอกาสไปหาเรื่องฉันถึงที่ทำงานอย่างนั้นหรือ”
ไป๋เจินชะงักไปเล็กน้อย
“แล้วเธอเอางานไปเปลี่ยนไว้ที่ไหน”
กู้ชิงสือเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม ทำเอาไป๋เจินโมโหจัด
“กู้ชิงสือ ต่อให้ตอนนี้เธอไม่ยอมเปิดปาก เธอก็ควรจะรู้ตัวนะ เธอปิดบังเรื่องนี้ไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก สถานที่พวกนี้มันก็ใหญ่แค่นี้เอง พวกเราต้องหาสถานที่ทำงานของเธอพบเข้าสักวัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ พรุ่งนี้พวกเราสั่งห้ามไม่ให้เธอออกจากบ้านก็ย่อมทำได้”
“ย่อมทำได้อยู่แล้วค่ะ เรื่องพรรค์นี้พวกคุณทำมาเยอะแล้วนี่ อย่างไรเสียพวกคุณก็มีสารพัดวิธีมาข่มขู่ฉันอยู่แล้ว”
กู้ชิงสือแค่นเสียงเย็นชา
“เพราะเรื่องพวกนี้ฉันเคยลิ้มลองมาหมดแล้ว ฉันไม่อยากเสียเวลามาต่อสู้กับพวกคุณเป็นครั้งที่สองจริงๆ ดังนั้นฉันจะไม่ขอเล่นเป็นเพื่อนพวกคุณอีกต่อไป”
นี่มันก็แค่การถอนฟืนใต้หม้อ ตัดปัญหาจากต้นตอไม่ใช่หรือ ใครบ้างจะทำไม่เป็น
“พวกคุณไม่ยอมให้ฉันสมหวัง ฉันก็จะไม่ยอมให้พวกคุณสมปรารถนาเช่นกัน งานนี้ฉันไม่เอาแล้ว พวกคุณก็เลิกคิดที่จะวางแผนการฮุบมันไปได้เลย”
ไป๋เจินสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“เธอหมายความว่าอย่างไร อะไรที่เรียกว่าเธอไม่เอาแล้ว เธอทำให้งานหายไปโดยตรงเลยหรือ กู้ชิงสือเธอเป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า นั่นมันชามข้าวเหล็กเลยนะ มีกี่คนที่ดิ้นรนแทบตายก็ยังหาไม่ได้”
“แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะคะ”
กู้ชิงสือทนกับพฤติกรรมอันธพาลของคนบ้านตระกูลต้วนไม่ไหวแล้วจริงๆ และเธอทนไม่ได้อีกต่อไปกับการที่มีความเกี่ยวข้องกันมาตลอด ครั้งนี้เธอต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
ความจริงกู้ชิงสือก็มีความขัดแย้งในใจมาตลอด หากเธอเลือกไปทำงานประจำ เรื่องการเปิดร้านและตั้งแผงลอยย่อมได้รับผลกระทบ การบีบบังคับของพวกเขาในครั้งนี้ ถือเป็นการผลักดันให้เธอตัดสินใจเด็ดขาดได้ง่ายขึ้น
พวกคุณไม่ยอมให้ฉันใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ฉันก็จะไม่ยอมให้พวกคุณมีความสุขเช่นกัน
กู้ชิงสือมองสีหน้าที่บิดเบี้ยวของต้วนหลิงหลิง ต้วนกัง และไป๋เจิน แล้วยิ้มออกมา
“โมโหใช่ไหมคะ พวกคุณโมโหก็ถูกแล้ว”
ทันทีที่งานของเธอถูกมอบหมายลงมา พวกเขาก็ฉวยโอกาสถือเอางานนี้เป็นสมบัติของพวกเขาเอง
คนเหล่านี้รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเป็นเหมือนคนเท้าเปล่าที่ไม่เคยหวาดกลัวคนสวมรองเท้า กลับไม่เคยรู้เลยว่ากู้ชิงสือก็สามารถถอดรองเท้าคู่นั้นทิ้งได้ แล้วเปลี่ยนไปสวมรองเท้าคู่ใหม่ที่ดียิ่งกว่าและทนทานกว่าเดิม
กู้ชิงสือนำงานของเธอไปขายทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่คำเปรียบเปรย ตำแหน่งงานไม่สามารถนำมาซื้อขายกันได้โดยตรง แต่สามารถหาคนมาช่วยดำเนินการสับเปลี่ยนได้
ก่อนหน้านี้เธอมีเพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียนพยาบาลอยู่คนหนึ่ง เป็นคนที่ขยันขันแข็งไม่แพ้เธอ และมักจะทำคะแนนตามหลังเธอมาติดติด บ้านของเพื่อนคนนี้อยู่ในอำเภอเมือง เธอมีความฝันอยากไปทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอมาโดยตลอด เพียงแต่โชคร้ายถูกจัดสรรให้ไปทำงานที่แผนกอนามัยในตำบล
กู้ชิงสือไปดักรอพบเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น และเจรจาทำข้อตกลงร่วมกัน
หลังจากวิ่งเต้นจัดการเอกสารจนวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน โควตาการเข้าทำงานของโรงพยาบาลอำเภอก็ตกเป็นของเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นมีฐานะทางบ้านค่อนข้างร่ำรวย ด้วยความกลัวว่ากู้ชิงสือจะเปลี่ยนใจในภายหลัง จึงแอบยัดเงินก้อนหนึ่งให้กับเธอเพื่อเป็นการรับประกัน
กู้ชิงสือไม่ได้แสดงท่าทีเสแสร้งปฏิเสธ การทำแบบนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น และตัวเธอเองก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน
วันนี้เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเดินทางไปรายงานตัวที่โรงพยาบาลแล้ว ต้วนกังและครอบครัวถึงได้เดินหาคนไม่พบ
ต้วนหลิงหลิงมองท่าทางไม่ยี่หระของกู้ชิงสือ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความโกรธ
“กู้ชิงสือ เธอไม่เอาแล้วก็ยังไม่ยอมยกให้ฉัน เธอทำแบบนี้ได้อย่างไร เธอเป็นบ้าไปแล้ว”
กู้ชิงสือหัวเราะร่วนออกมา
“ทำไมฉันถึงจะทำไม่ได้ล่ะ งานพยาบาลเป็นงานที่มีเกียรติ ต่อให้ฉันทิ้งมันไปก็ไม่มีวันตกมาถึงคิวของเธอหรอก อย่างไรเสียโรงพยาบาลก็เป็นสถานที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและรักษาผู้ป่วย ไม่ใช่สถานที่ที่คนมีจิตใจแบบเธอจะสามารถแตะต้องได้”
ให้เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นไปทำงานแทน ยังดีกว่าปล่อยให้ต้วนหลิงหลิงไปสวมรอยแทนเธอเป็นร้อยเท่า เพื่อนคนนั้นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง เธอจะสามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม
“กู้ชิงสือ ฉันจะฆ่าเธอ ฉันจะฆ่าเธอให้ตาย”
ต้วนหลิงหลิงโกรธจนแทบคลุ้มคลั่ง เธอกรีดร้องโวยวายพร้อมกับพุ่งเป้าหมายจะเข้าไปทำร้ายกู้ชิงสือ
ไป๋เจินต้องรีบพุ่งเข้าไปกอดรั้งตัวเธอเอาไว้แน่น สายตาของเธอมองไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของกู้ชิงสือ บนใบหน้าของคนเป็นแม่มีแต่ความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ได้เห็นตำแหน่งงานที่ทุกคนใฝ่ฝันถึงหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา สาเหตุเพียงเพราะถูกพวกเขาตามรังควานและบีบบังคับ จนกู้ชิงสือตัดสินใจล้มเลิกไปโดยตรง เธอถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว หวาดกลัว และนึกเสียใจในภายหลัง
ต้วนกังมีใบหน้าเคร่งขรึมและดำทะมึน เขาไม่คาดคิดเหมือนกันว่าเรื่องราวจะบานปลายจนเดินมาถึงจุดที่แตกหักเช่นนี้
เมื่อความหวังของต้วนหลิงหลิงพังทลายลงอย่างย่อยยับ อีกทั้งยังเห็นว่าตนเองไม่สามารถเข้าไปทุบตีกู้ชิงสือเพื่อระบายอารมณ์ได้ เธอจึงเริ่มส่งเสียงโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
“ไสหัวไป กู้ชิงสือเธอไสหัวออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้”
เธอต้องการไล่กู้ชิงสือออกจากบ้านอีกครั้ง นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่เธอใช้จนคุ้นชิน
ไป๋เจินมีความตื่นตระหนกอยู่บ้าง รีบเอ่ยปากห้ามปราม
“หลิงหลิง อย่าทำแบบนี้”
ทว่าในครั้งนี้ แม้แต่ต้วนกังก็ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านใดใด ครั้งก่อนที่เขาเปิดปากห้ามปรามไม่ให้ต้วนหลิงหลิงไล่กู้ชิงสือออกไป เป็นเพราะกู้ชิงสือขู่ว่าจะแฉเรื่องราวก่อนหน้านี้ เขาต้องการรักษาหน้าตาของตนเอง อีกทั้งยังหวังพึ่งพางานของกู้ชิงสือที่กำลังจะถูกจัดสรรลงมา ดังนั้นจึงยอมให้เธออาศัยอยู่ต่อ
แต่ในเมื่อตอนนี้กู้ชิงสือทำให้ตำแหน่งงานนั้นสูญสลายไปโดยตรงแล้ว เช่นนั้นการเก็บเธอเอาไว้ในบ้านจะมีความหมายอะไรอีก
หน้าตาและศักดิ์ศรีของเขาในตอนนี้ถูกคนอื่นเหยียบย่ำไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ปล่อยให้คนอื่นจะนินทาอย่างไรก็ช่างเถอะ
ต้วนกังคิดถึงตรงนี้ เขาทอดสายตามองกู้ชิงสืออย่างลึกซึ้ง
“ใจของเธอใหญ่นักนะ อีกทั้งยังไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับฉันมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้ถึงขั้นมองพวกเราเป็นศัตรูคู่อาฆาต ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนใจอาศัยอยู่ด้วยกันอีกต่อไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก็ย้ายออกไปเถอะ”
นี่คือความตั้งใจที่จะขับไล่กู้ชิงสือออกจากบ้านอย่างสิ้นเชิง ไป๋เจินตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
“ชิงสือ รีบขอโทษพ่อกับหลิงหลิงเร็วเข้าสิ”
“ไม่ต้องให้พวกคุณมาไล่หรอกค่ะ คืนนี้ฉันกลับมาเดิมทีก็ตั้งใจจะมาเก็บของเพื่อย้ายบ้านอยู่แล้ว สถานที่แห่งนี้ ฉันอาศัยอยู่มาพอแล้ว”
[จบบท]