บทที่ 110: การจับกุม
เมื่อกำจัดฉินเทียนไปได้ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉินชิงก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แค่หาข้ออ้างดีๆ สักหน่อย หลอกให้เข้าไปในป่าลึก แล้วผลักตกหน้าผาไปเสียก็เป็นอันสิ้นเรื่อง
ฉินเต๋อวางแผนการทั้งหมดนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งไม่นานมานี้ เขาได้ข่าวว่าคุณย่าฉินล้มป่วยด้วยวัณโรค จึงรู้สึกว่าโอกาสอันดีของตนได้มาถึงแล้ว
เขานึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่าสวรรค์ต้องเข้าข้างเขาอยู่อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นแล้วหญิงชราอย่างคุณย่าฉินจะโชคร้ายล้มป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดเช่นนี้ได้อย่างไร
ดังนั้น เขาจึงเริ่มแผนการด้วยการเข้าไปเกลี้ยกล่อมฉินเทียน
ทีแรกเขาเห็นว่าฉินเทียนเริ่มมีท่าทีคล้อยตามแล้ว แต่ใครจะคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรไปได้
เมื่อนึกถึงสองสามีภรรยาทหารที่ได้พบเจอที่บ้านตระกูลฉิน ในใจของฉินเต๋อก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เสียงภรรยาและลูกชายที่ยังคงเอะอะโวยวายอยู่ข้างกายทำให้ฉินเต๋อรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนั้นเอง ประตูก็พลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายที่กรูกันเข้ามา
ยังไม่ทันที่ฉินเต๋อจะได้ทันตั้งตัว เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามารวบตัวเอาไว้แล้ว
“ฉินเต๋อ เราสงสัยว่าคุณร่วมมือกับหลู่ผิง ยักยอกเงินเดือนจำนวนมหาศาลที่เจ้าหน้าที่ของรัฐส่งมาให้ครอบครัว เชิญไปกับเราหน่อย”
สิ้นเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในหัวของฉินเต๋อก็มีเพียงความคิดเดียวผุดขึ้นมา นั่นคือ
จบสิ้นแล้ว
“นี่พวกคุณจะทำอะไร ช่วยด้วย! ตำรวจจับคนแล้ว!” ภรรยาของฉินเต๋อกรีดร้องโวยวาย แต่ก็เปล่าประโยชน์ ซ้ำร้ายเสียงของเธอยังเรียกให้เพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงพากันออกมามุงดู
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ฉินเต๋อเท่านั้นที่ถูกจับกุม หลู่ผิงซึ่งอาศัยอยู่ในตัวอำเภอก็ถูกจับกุมตัวเช่นกัน
ณ หมู่บ้านเค่าซาน วันนี้หิมะตกหนัก อากาศหนาวเย็นยะเยือก ทำให้ทุกครัวเรือนต่างพากันปิดประตูบ้านแน่นหนา ไม่มีใครอยากย่างกรายออกมาข้างนอก
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากบ้านของฉินเต๋อ ประกอบกับเสียงร้องโวยวายของภรรยาเขา ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงพากันออกมาดูด้วยความสนใจใคร่รู้
เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่าวก็แพร่สะพัดจากปากต่อปาก ในเวลาไม่นาน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเค่าซานก็พากันออกมามุงดูกันจนแน่นขนัด
“ตำรวจมาทำอะไรที่นี่กัน?”
“คงจะมาจับตัวฉินเต๋อนั่นแหละ แล้วนี่ฉินเต๋อไปทำความผิดอะไรมากันล่ะ”
“ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ฉันน่ะบอกมาตั้งนานแล้วว่าคนอย่างฉินเต๋อไม่ใช่คนดี”
เรื่องราวการจับกุมตัวฉินเต๋อทำให้หมู่บ้านเค่าซานที่เคยเงียบสงบกลับมาคึกคักขึ้นในทันที
ฉินเทียนยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ใบหน้าเล็กๆ ของเขาเคร่งขรึมจับจ้องไปยังฉินเต๋อที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเดินผ่านหน้าเขาไปขึ้นรถตำรวจ
ทางด้านคุณย่าฉิน หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาและได้รับรู้ความจริงทั้งหมด น้ำตาของเธอก็ไหลรินอาบสองแก้ม
“เป็นความผิดของย่าเองที่ไว้ใจคนผิด ย่าไม่ควรจะเชื่อใจฉินเต๋อเลย”
“ย่าเป็นคนทำให้หลานทั้งสองต้องลำบากยากเข็ญ”
หากเธอได้รับเงินที่ลูกชายและลูกสะใภ้ส่งมาให้ตั้งแต่แปดปีก่อน ชีวิตของเด็กทั้งสองคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้
ทั้งหมดเป็นเพราะความสะเพร่าของเธอเองที่ทำให้เด็กทั้งสองต้องเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าพ่อกับแม่ทอดทิ้งพวกเขาไปแล้ว
มิเช่นนั้นแล้วตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีทั้งจดหมายและเงินส่งมาเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสี่ยวเทียน เธอรู้ดีว่าหลานชายคนนี้เป็นเด็กที่โตเกินวัย ฉลาด และความจำดี เขาจึงมีความขุ่นเคืองใจต่อลูกชายและลูกสะใภ้ของเธออยู่ไม่น้อย
เป็นเธอเองที่ทำให้เด็กๆ ต้องเข้าใจพ่อแม่ของพวกเขาผิดไป
“คุณย่าคะ นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณย่าเลยค่ะ เป็นเพราะฉินเต๋อกับหลู่ผิงต่างหากที่เลวร้ายเกินไป” กู้เจียหนิงเอ่ยปลอบใจ
เงินจำนวนกว่าแปดพันหยวน ถึงแม้จะแบ่งกันคนละครึ่ง ฉินเต๋อก็ยังได้ส่วนแบ่งไปกว่าสี่พันหยวน
แต่สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการหยิบยื่นเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้กับครอบครัวของฉินเป็นครั้งคราวเท่านั้น
แต่จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่รู้จักพอ ยังคิดจะสังหารคนทั้งสามยายหลานเพื่อหวังจะครอบครองบ้านอิฐของพวกเขาอีก
ความโลภของมนุษย์นั้นมักจะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดก็กลืนกินตัวตนจนหมดสิ้น สูญเสียซึ่งมโนธรรมและความเป็นคน
กู้เจียหนิงเรียกฉินเทียนเข้ามาในบ้าน แล้วเล่าถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่ฉินเต๋อแนะนำให้เขาไปทำงานที่โรงงานไม้ในเมืองหมิ่นให้ฟัง
ถึงแม้ความจริงจะโหดร้าย แต่กู้เจียหนิงคิดว่าในตอนนี้คนเดียวที่สามารถเป็นเสาหลักของบ้านได้ก็คือฉินเทียน เขาไม่ควรจะไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่ควรจะเรียนรู้ถึงความเลวร้ายของสังคมและจิตใจมนุษย์
ถึงแม้การรับรู้ความจริงในตอนนี้จะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของเด็กอายุเพียง 10 ขวบอย่างมาก แต่ก็ยังดีกว่าการที่ต้องถูกหลอกลวงไปทั้งชีวิตโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ หลังจากที่ได้ฟังความจริงทั้งหมด ใบหน้าของฉินเทียนก็พลันซีดเผือด เขาเดินปลีกตัวไปนั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมห้องเพื่อทำใจยอมรับกับเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้
กู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีเดินทางออกจากบ้านตระกูลฉินในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
คดีของฉินเต๋อและหลู่ผิงนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องใช้เวลาในการสอบสวนอยู่บ้าง แต่เนื่องจากเซิ่งเจ๋อซีได้โทรศัพท์ไปกำชับทางนั้นแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการจัดการอย่างยุติธรรมและโปร่งใสอย่างแน่นอน
ส่วนทางบ้านตระกูลฉิน กู้เจียหนิงได้ทิ้งยาไว้ให้เป็นจำนวนสำหรับสามวัน เพียงแค่รับประทานยาตามเวลา อาการวัณโรคของคุณย่าฉินก็จะดีขึ้น
ก่อนที่จะเดินทางกลับ กู้เจียหนิงได้มอบเงินจำนวน 10 หยวนให้กับฉินเทียน เธอรู้ดีว่าเด็กชายคงไม่ยอมรับเงินไปเปล่าๆ จึงบอกว่าเป็นเงินที่ให้ยืมชั่วคราว เพื่อให้เขาไปซื้ออาหารดีๆ มาบำรุงร่างกายของคุณย่าที่กำลังป่วยอยู่ พร้อมกันนั้นเธอยังได้บอกกับฉินเทียนอีกว่า หากมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็สามารถไปหาเธอได้ที่ค่ายทหาร
สองพี่น้องฉินเทียนและฉินชิง พร้อมด้วยคุณย่าฉิน ต่างพากันกล่าวขอบคุณกู้เจียหนิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้งใจ
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร เซิ่งเจ๋อซีกางร่มประคองกู้เจียหนิงเดินกลับมาด้วยกัน
“อ้าว หนิงหนิง หิมะตกหนักขนาดนี้ สองสามีภรรยายังจะออกไปข้างนอกกันอีกเหรอคะ”
ทันทีที่มาถึงหน้าประตูบ้าน ประตูบ้านข้างๆ ก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของจางซูหว่าน
“ใช่ค่ะ พอดีมีธุระนิดหน่อย แต่ตอนนี้เสร็จแล้วก็เลยกลับมาแล้วค่ะ อากาศหนาวขนาดนี้ อยู่แต่ในบ้านอุ่นๆ ดีกว่าเยอะเลยค่ะ”
ขณะที่กู้เจียหนิงกำลังพูดอยู่ สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
เซิ่งเจ๋อซีที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของกู้เจียหนิง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หนิงหนิง เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“ค่ะ”
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน กู้เจียหนิงก็นั่งลงบนเตียงอิฐในห้องนั่งเล่น ส่วนเซิ่งเจ๋อซีก็ไปต้มน้ำ
ภาพอนาคตที่ระบบมอบให้เป็นรางวัลนั้นจะปรากฏขึ้นครั้งละหนึ่งชั่วโมง
ตอนที่อยู่ที่บ้านของฉินเทียน เธอได้ใช้สิทธิ์ครั้งแรกไปแล้วหนึ่งชั่วโมง
แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ขณะที่กำลังนั่งรถกลับมายังค่ายทหารกับเซิ่งเจ๋อซี กู้เจียหนิงก็ตัดสินใจเปิดใช้สิทธิ์มองเห็นภาพอนาคตครั้งที่สอง
เธออยากจะลองดูว่าเมื่อกลับมาถึงค่ายทหารแล้ว จะได้พบเจอใคร หรือเห็นอะไรบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอหวังว่าจะได้เจอกับหลี่ซูเหยา
แต่ทว่า ตลอดเส้นทางกลับมาแทบจะไม่เจอใครเลย
ภาพอนาคตก็ยังคงนิ่งเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
จนกระทั่งได้พบกับจางซูหว่านที่หน้าประตูบ้านนั่นแหละ ภาพอนาคตจึงเริ่มฉายขึ้น
เธอได้เห็นอดีตชาติของจางซูหว่าน หรือก็คือจุดจบของจางซูหว่านในชาติที่แล้วที่ไม่ได้พบเจอกับเธอ
ในภาพอนาคตนั้น กัวกัวถูกลักพาตัวไปและหาไม่เจออีกเลย จางซูหว่านและผู้พันหลินพยายามตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ
ในที่สุด จางซูหว่านก็เสียใจจนล้มป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร ส่วนผู้พันหลินก็ครองตัวเป็นโสดไปจนแก่เฒ่า
แต่ตอนนี้ชะตากรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว
กัวกัวที่เคยถูกลักพาตัวไปในตอนนั้น เธอได้ช่วยกลับมาได้ทันท่วงที และในตอนนี้พี่ซูหว่านก็กำลังตั้งครรภ์ อนาคตของเธอและผู้พันหลินจะต้องดีกว่าชาติที่แล้วอย่างแน่นอน
ในชาตินี้ พวกเขาคงจะได้มีความสุขกันเสียที
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงความเคลื่อนไหวจากทางประตู
กู้เจียหนิงเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเซิ่งเจ๋อซีที่ออกไปต้มน้ำกลับเข้ามาพร้อมกับกาต้มน้ำ
ทันทีที่กู้เจียหนิงกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง พลันมีภาพบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของเธอ
ปฏิบัติภารกิจ…เลือดสดๆ…บาดเจ็บสาหัส…ความตาย…เสียงร้องไห้คร่ำครวญ…
สีหน้าของกู้เจียหนิงพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีดในบัดดล
“หนิงหนิง เป็นอะไรไป” เซิ่งเจ๋อซีสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดปกติของเธอได้ในทันที เขารีบวางกาต้มน้ำลงแล้วเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
ทันทีที่เขากุมมือของเธอ ก็พบว่ามือของเธอเย็นเฉียบ เขาจึงกุมมือเธอไว้แน่น “ทำไมมือถึงได้เย็นขนาดนี้ หน้าก็ซีดเผือดเลย ต้องเป็นเพราะออกไปข้างนอกวันนี้แน่ๆ เลย รู้สึกไม่สบายหรือเปล่า เดี๋ยวเราไปหาหมอกันดีกว่า”
[จบบท]