บทที่ 198: กู้เจียหนิง ความภาคภูมิใจของหมู่บ้านไหวฮวา!
กู้เจียหนิงไม่ได้ล่วงรู้และไม่คิดจะใส่ใจเลยว่า ณ เวลานี้ เซิ่งซิ่นฮ่าวจะรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับตัวเขาแล้ว แค่นึกถึงคำพูดที่เคยลั่นวาจาไว้อย่างมั่นอกมั่นใจเมื่อช่วงเช้า ว่าจะไม่มีวันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด ทว่าบัดนี้กลับต้องให้ภรรยาไปร้องขอความช่วยเหลือจากเธอ ความคิดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบที่มือเท่านั้น แต่มันยังลามไปถึงหัวอกที่ปวดร้าวเป็นระลอกคลื่นอีกด้วย
เซิ่งซิ่นฮ่าวแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว!
ทางด้านกู้เจียหนิง เธอไม่รู้หรอกว่าเซิ่งซิ่นฮ่าวจะโมโหโกรธาเพียงใด และเธอก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้การบรรยายของเธอประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างงดงาม
ในวันเดียวกันนั้น หนังสือพิมพ์ในเมืองปักกิ่งและทั่วทุกสารทิศของประเทศต่างพร้อมใจกันตีพิมพ์ข่าวของเธอ พร้อมกับยกย่องเชิดชูอย่างล้นหลาม กู้เจียหนิงจึงไม่รอช้า รีบโทรศัพท์กลับไปที่บ้านเกิดเพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้ครอบครัวได้รับรู้
“หา! ว่ายังไงนะ หนิงหนิง ลูกได้ลงหนังสือพิมพ์เหรอ? แล้วยังไปบรรยายจนจะได้เป็นศาสตราจารย์แล้วงั้นเหรอ?!”
เสียงจากปลายสายของเหยาชุนฮวาดังขึ้นด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจ ราวกับมีของขวัญชิ้นใหญ่ยักษ์หล่นจากฟากฟ้าลงมาประเคนให้ถึงที่ ความดีใจอย่างกะทันหันทำให้เธอทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เมื่อตั้งสติได้ เธอก็รีบคว้าแขนสามีที่อยู่ข้างๆ แล้วแบ่งปันข่าวดีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจากความตื่นตันใจสุดขีด
“คุณ...สุสานบรรพบุรุษของตระกูลกู้เราคงมีควันสีเขียวลอยขึ้นมาแล้วแน่ๆ เลย”
พ่อกู้เองก็รู้สึกตื้นตันใจไม่แพ้กัน “ใช่แล้วล่ะแม่ สุสานบรรพบุรุษของเราต้องมีควันสีเขียวลอยขึ้นมาแน่ๆ” ถึงได้มีลูกสาวที่เก่งกาจและมีความสามารถเช่นนี้
“หนิงหนิง แล้วหนังสือพิมพ์ที่ว่าน่ะ ที่บ้านเราจะหาซื้อได้ไหม? แม่จะไปซื้อมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก”
“ได้สิคะแม่ หนังสือพิมพ์หลายฉบับทั่วประเทศลงข่าวของหนูหมดเลยค่ะ” กู้เจียหนิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ดี ดี ดีจริงๆ”
เหยาชุนฮวาซักไซ้รายละเอียดต่อว่าเป็นการบรรยายเรื่องอะไร เมื่อได้ยินลูกสาวตอบว่าเป็นการบรรยายเกี่ยวกับวิธีการรักษาวัณโรค เธอก็ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง
“อะไรนะ! รักษาวัณโรคเหรอ” โอรสวรรค์! นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม! ลูกสาวของเธอสามารถรักษาวัณโรคได้งั้นเหรอ!
หนิงหนิงของเธอไม่เพียงแต่รักษาวัณโรคได้ แต่ยังสามารถขึ้นไปบรรยายต่อหน้าแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วทั้งประเทศได้อีกด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ได้ลงหนังสือพิมพ์!
นั่นมันวัณโรคนะ!
ในอดีต หมู่บ้านของพวกเขาก็เคยมีคนป่วยเป็นวัณโรค แต่ทันทีที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคนี้ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าก็มีเพียงคำเดียวเท่านั้นคือ “ความตาย”
แต่บัดนี้ ลูกสาวของเธอกลับสามารถรักษาโรคร้ายนี้ได้
เรื่องนี้จะทำให้เหยาชุนฮวาไม่ตกใจได้อย่างไร!
เธอไม่เคยคลางแคลงใจในคำพูดของกู้เจียหนิงเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าลูกสาวจะพูดอะไร เธอกับสามีก็พร้อมจะเชื่อเสมอ
“แล้ว... พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวหนูไหมคะ” เสียงหวานของกู้เจียหนิงลอดผ่านสายโทรศัพท์มาอย่างแผ่วเบา
“ภูมิใจสิ! ภูมิใจมากๆ! แน่นอนที่สุด!” เหยาชุนฮวายืนยันคำตอบถึงสามครั้งสามครา
พ่อกู้ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบแย่งโทรศัพท์มาพูดบ้าง “หนิงหนิง พ่อก็ภูมิใจในตัวลูกนะ ลูกมีความสามารถมากกว่าพวกพี่ชายของลูกเสียอีก”
“แต่ลูกก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ด้วยนะ”
“ค่ะ หนูทราบแล้ว” ปลายสาย กู้เจียหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
ดีจริงๆ ในที่สุดเธอก็ได้เป็นความภาคภูมิใจของพ่อกับแม่แล้ว พวกท่านสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าภูมิใจในตัวเธอ
เธอไม่ต้องเป็นเหมือนชาติที่แล้ว ที่เอาแต่สร้างความเดือดร้อนให้พวกท่าน จนสุดท้ายก็เป็นต้นเหตุให้พวกท่านต้องมาจบชีวิตลงเพราะเธอ
ดีจริงๆ
ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามาในใจของกู้เจียหนิง ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เหยาชุนฮวาและพ่อกู้ผลัดกันกำชับกำชาให้กู้เจียหนิงดูแลตัวเองให้ดี
“หนิงหนิง รอให้พี่สะใภ้ใหญ่ของลูกคลอดก่อนนะ พอแม่ดูแลเขาอยู่เดือนเสร็จแล้ว แม่จะรีบไปหาลูกที่เขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือทันที”
“แม่คะ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ค่ะ อีกไม่นานคุณยายของพี่เจ๋อซีก็จะเดินทางไปเป็นเพื่อนหนูที่นั่นแล้ว”
“อ้อ จริงสิคะ เดี๋ยวหนูจะส่งนมผงกับของบำรุงไปให้ที่บ้านอีกนะคะ นมผงให้จ้วงจ้วงกับหลานคนใหม่ที่จะเกิดมาได้ดื่ม ส่วนของบำรุงแม่เก็บไว้ส่วนหนึ่งให้พี่สะใภ้ใหญ่ตุ๋นกินตอนอยู่เดือนนะคะ ที่เหลือแม่ก็เอามาทำอาหารให้ทุกคนในบ้านกินได้เลย พ่อกับแม่ก็ต้องทานเยอะๆนะคะ จะได้บำรุงร่างกาย พวกท่านต้องแข็งแรงอยู่เสมอนะคะ”
“จ้ะ จ้ะ พ่อกับแม่รู้แล้ว” เหยาชุนฮวาฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของลูกสาวแล้วก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนพ่อกู้นั้น ได้แต่แอบหันไปปาดน้ำตาเงียบๆ อยู่ข้างๆ
ในขณะเดียวกันนั้น เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านที่บังเอิญได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้
เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง
เพียงแต่โทรศัพท์สาธารณะเครื่องนี้ตั้งอยู่ที่ทำการของคณะกรรมการหมู่บ้าน
และเขาก็กำลังทำงานอยู่ที่นี่พอดี จึงได้ยินเรื่องราวเข้าโดยบังเอิญ
แต่เนื้อหาที่ได้ยินนั้น ทำให้เขาตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!
กู้เจียหนิง เด็กสาวที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้านของพวกเขา ผู้ซึ่งได้แต่งงานกับนายทหารจากเมืองปักกิ่ง สามารถรักษาวัณโรคได้งั้นหรือ! นั่นคือวัณโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงลิ่วเลยนะ
แถมยังได้ไปเปิดการบรรยาย ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ และกำลังจะได้เป็นศาสตราจารย์อีกด้วย
เก่งกาจ! นี่มันเก่งกาจเกินไปแล้ว!
เธอคือความภาคภูมิใจที่สุดของหมู่บ้านไหวฮวาอย่างแท้จริง!
ดังนั้นเขาจึงเฝ้ารออย่างกระวนกระวายใจ รอให้สองสามีภรรยาตระกูลกู้วางสายจากกู้เจียหนิงเสียที เขาจะได้เข้าไปสอบถามรายละเอียด
ใครจะรู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้พอได้คุยกับลูกสาวแล้วก็คุยกันไม่หยุด บทสนทนาเต็มไปด้วยคำกำชับมากมายนับพันนับหมื่น
แต่เลขาธิการพรรคก็เข้าใจดี ถ้าเป็นลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของเขา เขาก็คงจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน
โชคดีที่เหยาชุนฮวาและสามียังคงคำนึงถึงค่าโทรศัพท์ที่แสนแพง แม้จะอยากคุยต่ออีกแค่ไหน ก็จำใจต้องวางสายไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เลขาธิการพรรคไม่รอช้า รีบเอ่ยถามทันที “เมื่อกี้ผมได้ยินพวกคุณพูดกันว่าหนูหนิงไปเปิดการบรรยาย แถมยังรักษาวัณโรคได้ด้วย...”
อันที่จริง เหยาชุนฮวาและพ่อกู้ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกดีใจระคนประหลาดใจไม่หาย
แต่เมื่อเห็นเลขาธิการพรรคเอ่ยถามเช่นนี้ ทั้งสองก็ดึงสติกลับมาแล้วแบ่งปันข่าวดีนี้ให้เขาฟังด้วยความปรีดา
“ดี! เยี่ยมไปเลย! หนูหนิงเก่งจริงๆ!”
“ผมจะรีบเข้าไปในตัวอำเภอเดี๋ยวนี้เลย ไปดูหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดหน่อย”
“ได้สิ งั้นเราไปด้วยกัน”
วันนั้น สองสามีภรรยาตระกูลกู้กลับถึงบ้าน ก็รีบนำข่าวดีนี้ไปบอกเล่าให้สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวฟัง
ทุกคนในบ้านต่างก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจในตัวกู้เจียหนิงเป็นอย่างมาก
วันรุ่งขึ้น สองสามีภรรยาก็เดินทางเข้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์ในตัวอำเภอพร้อมกับเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน ที่นั่นพวกเขาได้เห็นหนังสือพิมพ์จากหลากหลายภูมิภาคที่วางเรียงรายอยู่ และทุกฉบับต่างก็ใช้พื้นที่หน้าแรกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด ตีพิมพ์ข่าวการบรรยายของกู้เจียหนิงที่ให้ความรู้แก่แพทย์ทั่วประเทศเกี่ยวกับวิธีการรักษาวัณโรค
ในเนื้อหาข่าวยังระบุอีกว่า ทางหน่วยงานเบื้องบนจะมอบรางวัลเป็นการตอบแทนให้แก่กู้เจียหนิงอีกด้วย
“คุณดูสิ นี่มันหนิงหนิงลูกเราจริงๆ ด้วย”
บนหน้าหนังสือพิมพ์ยังมีภาพถ่ายขาวดำของบรรยากาศการบรรยายทั้งหมดรวมอยู่ด้วย และเหยาชุนฮวาก็จำได้ในทันทีว่าคนที่ยืนอยู่บนเวทีแถวหน้าสุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกู้เจียหนิง ลูกสาวสุดที่รักของเธอ
“ไม่ได้เจอลูกมานานแค่ไหนแล้วนะ”
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าการได้เห็นหน้าลูกสาวอีกครั้ง จะเป็นการเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์
เหยาชุนฮวาพยายามเพ่งมองภาพถ่ายบนหน้าหนังสือพิมพ์นั้น เพื่อจะดูว่าสภาพของกู้เจียหนิงเป็นอย่างไร ผอมลงไปบ้างหรือไม่ ใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุขหรือเปล่า
นี่คือหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แม้ว่าลูกจะบอกผ่านโทรศัพท์ว่าสบายดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ประกอบกับระยะทางที่ห่างไกลกันเหลือเกิน จะให้วางใจได้อย่างไร
แต่เมื่อดูจากในรูปแล้ว สภาพของกู้เจียหนิงก็ดูดีไม่น้อย
ทว่าขอบตาของเหยาชุนฮวาก็ยังคงแดงก่ำขึ้นมาอยู่ดี
“แม่ แม่อย่าร้องไห้สิ ลูกสาวของเราเก่งขนาดนี้แล้วนะ เป็นถึงคุณหมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เราควรจะดีใจสิ” พ่อกู้ปลอบใจภรรยาทั้งที่ขอบตาของตัวเองก็แดงก่ำไม่ต่างกัน
“ใช่ ใช่ เราควรจะดีใจ”
ขณะนั้นเอง ผู้คนที่มาซื้อหนังสือพิมพ์โดยรอบก็ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา
เมื่อเหลือบไปเห็นข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “คุณหมอกู้บนหน้าหนังสือพิมพ์นี่เป็นลูกสาวของพวกคุณเหรอครับ”
“โอ้โฮ พวกคุณสุดยอดไปเลยนะ เลี้ยงลูกสาวได้เก่งกาจขนาดนี้”
[จบบท]