บทที่ 221: ความมุ่งมั่นของฉินเทียน
สองพี่น้องตระกูลฉิน, ฉินเทียนและฉินชิง, เข้าใจดีถึงความยากลำบากของพ่อแม่พวกเขามาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ของฉินเต๋อที่ทำให้พวกเขายิ่งตระหนักว่า แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพ่อแม่จะไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขา แต่ทั้งสองก็ยังคงเป็นห่วงและคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอ ไม่เคยขาดการส่งเงินเดือนมาให้ทุกเดือน ทั้งยังฝากฝังให้คนคอยดูแลพวกเขาอีกด้วย
เด็กทั้งสองรู้ดีว่าพ่อกับแม่ทำงานเพื่อประเทศชาติ พวกท่านคือวีรบุรุษ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ควรจะโกรธเคืองพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย
ทว่าในฐานะเด็กคนหนึ่ง มีเด็กที่ไหนบ้างที่จะไม่ต้องการอ้อมกอดและความอบอุ่นจากพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยได้รับจดหมายจากพ่อแม่เลยแม้แต่ฉบับเดียว ความเงียบงันนั้นทำให้พวกเขากลัว... กลัวว่าอาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของตน
จนกระทั่งวันที่กู้เจียหนิงนำจดหมายจากหัวใจของพ่อแม่มามอบให้พวกเขา ความกังวลที่เกาะกินใจมานานจึงได้สลายไปสิ้น ในจดหมายฉบับนั้นสองสามีภรรยาได้บอกไว้ว่าอีกไม่เกินครึ่งปี พวกเขาก็จะได้กลับบ้านแล้ว
ข่าวดีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฉินเทียนและฉินชิงดีใจจนเนื้อเต้น แต่ยังรวมถึงคุณย่าฉินด้วย รอยยิ้มและแววตาที่เปี่ยมสุขได้กลับมาปรากฏบนใบหน้าของทั้งสามคนอีกครั้ง บรรยากาศในบ้านที่เคยเงียบเหงากลับมาสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“จริงๆแล้วตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องลำบากขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแล้วนะ ถ้าพี่ต้องการใช้ พี่สามารถหาซื้อจากคนอื่นได้” กู้เจียหนิงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“อีกอย่างเธอยังต้องเรียนหนังสือ แถมอายุยังน้อยอยู่เลย การขึ้นเขาคนเดียวมันอันตรายเกินไป”
ก่อนหน้านี้ที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะขาดแคลนเงินทอง แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องลำบากเช่นเดิมอีก
ทว่าฉินเทียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ไม่เป็นไรครับพี่กู้ ผมชอบเก็บสมุนไพรจริงๆ นะครับ แล้วมันก็ไม่ได้กระทบการเรียนของผมด้วย ผมใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนกับวันหยุดสุดสัปดาห์ไปเก็บเท่านั้นเอง”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับกู้เจียหนิง ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “พี่กู้ครับ... ผมตัดสินใจแล้วว่าโตขึ้น ผมอยากจะเป็นหมอที่เก่งกาจเหมือนพี่”
ในหัวใจดวงน้อยๆ ของฉินเทียน กู้เจียหนิงคือบุคคลที่น่าทึ่งและน่าเลื่อมใสที่สุด เขายังจำภาพวันที่เธอช่วยชีวิตคุณย่าของเขาได้ติดตา ในขณะที่หมอคนอื่นๆ ต่างส่ายหน้าและบอกว่าไม่มีทางรอดแล้ว แต่พี่กู้กลับสามารถดึงคุณย่ากลับมาจากความตายได้อย่างน่าอัศจรรย์
สำหรับฉินเทียนแล้ว กู้เจียหนิงเปรียบเสมือนเทพธิดาผู้มีเมตตาที่สามารถฉุดรั้งชีวิตของผู้ที่ใกล้จะหมดลมหายใจให้กลับมาได้อีกครั้ง
ไม่นานมานี้ เรื่องราวของพี่กู้ยังได้ถูกตีพิมพ์ลงบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกด้วย หลังจากที่ฉินเทียนได้อ่านบทความนั้น เขาก็ค่อยๆ พับเก็บหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไว้อย่างดี ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต เขาก็อยากจะเก่งให้ได้เหมือนพี่กู้! อยากจะมีชื่อลงบนหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง!
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงตั้งปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะเป็นหมอให้ได้
กู้เจียหนิงยกมือขึ้นลูบผมของฉินเทียนอย่างแผ่วเบา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและเอ็นดู “ได้สิ พี่เชื่อว่าในอนาคต ฉินเทียนของพวกเราจะต้องเป็นหมอที่ยอดเยี่ยมและช่วยเหลือผู้คนได้อย่างมากมายแน่นอน”
เนื่องจากกู้เจียหนิงต้องรีบไปทำงาน ฉินเทียนจึงไม่ได้เข้าไปในบ้านพักทหาร แต่ได้ทหารเวรนายหนึ่งช่วยยกกระสอบสมุนไพรเข้าไปให้แทน เพราะตอนนี้ท้องของกู้เจียหนิงใหญ่มากแล้ว การจะยกของหนักจึงไม่ใช่เรื่องสะดวกอีกต่อไป
หลังจากที่จางซูหว่านคลอดลูกแฝดได้ไม่นาน เจียงไป่เหอก็คลอดตามมาติดๆ เธอได้ลูกสาวที่น่ารักน่าชังหนึ่งคน
สำหรับเจียงไป่เหอและไฉเจี้ยนกั๋วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว พวกเขาก็รักและมีความสุขไม่ต่างกัน เพราะก่อนหน้านี้ไฉเจี้ยนกั๋วเคยถูกวินิจฉัยว่าไม่สามารถมีลูกได้อีกแล้ว การได้ลูกสาวคนนี้มาจึงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าจากสวรรค์
ตอนนี้เมื่อรักษาหายแล้ว การมีดอกผลงอกงามขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง แม้ว่าทั้งชีวิตนี้พวกเขาอาจจะมีลูกสาวเพียงคนเดียว ไฉเจี้ยนกั๋วและเจียงไป่เหอก็พอใจและมีความสุขที่สุดแล้ว
แน่นอนว่าคนที่พวกเขารู้สึกขอบคุณมากที่สุดก็คือกู้เจียหนิง แม้ว่าจะเคยกล่าวขอบคุณไปแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ตั้งท้อง แต่ทั้งสองก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าหลังจากเจียงไป่เหออยู่เดือนจนครบกำหนดแล้ว จะต้องไปขอบคุณกู้เจียหนิงอย่างเป็นทางการอีกครั้งให้ได้
ส่วนทางด้านกู้เจียหนิงนั้น เธอได้ยื่นใบลาพักงานหลังจากที่เจียงไป่เหอคลอดได้ไม่นานนัก เนื่องจากกำหนดคลอดของเธอใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว การที่ต้องอุ้มท้องแฝดโตๆ ไปทำงานทุกวัน ทำให้ทั้งเซิ่งเจ๋อซีและคุณยายซางต่างก็เป็นห่วงจนนั่งไม่ติด โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าในท้องนั้นมีถึงสองชีวิต
อันที่จริงแล้ว ตัวกู้เจียหนิงเองกลับรู้สึกว่าร่างกายของเธอแข็งแรงดีมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยาเม็ดบรรเทาอาการระหว่างตั้งครรภ์ที่ได้จากระบบ ทำให้เธอมีสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมมาโดยตลอด ต่อให้ทำงานไปจนถึงวันคลอดก็คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถึงแม้เธอจะคิดว่าทำได้ แต่คนในครอบครัวกลับไม่เห็นด้วย ด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง เธอจึงต้องยอมทำตามความต้องการของทุกคนแต่โดยดี
เมื่อเธอไปยื่นใบลาพัก ผู้อาวุโสเฉินซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และหัวหน้าของเธอก็อนุมัติให้ทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ตลกน่า! งานที่ไหนจะสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของลูกศิษย์และการคลอดบุตรกันเล่า! ดังนั้นเขาจึงรีบอนุมัติใบลาทันที พร้อมทั้งกำชับให้เธอกลับไปพักผ่อน เตรียมตัวรอคลอดอย่างสบายใจ
ชีวิตในช่วงที่ไม่ต้องไปทำงานนั้น... กู้เจียหนิงก็ปรับตัวได้เป็นอย่างดี เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว เธอเป็นคนค่อนข้างรักสบายและไม่ชอบความวุ่นวาย การได้พักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ จึงเป็นสวรรค์สำหรับเธออย่างแท้จริง
ในตอนเช้า หลังจากทานอาหารเสร็จ เธอก็จะเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์กับคุณยายซางไปรอบๆ บริเวณเขตทหาร ส่วนในตอนเย็น ก็จะเป็นหน้าที่ของเซิ่งเจ๋อซีที่จะมาเป็นเพื่อนเดินเล่นของเธอ
ทว่า... กู้เจียหนิงก็มีความขี้เกียจอยู่ไม่น้อย บางครั้งเธอก็ไม่อยากจะเดินต่อ
“ไม่ได้นะ หมอบอกว่าช่วงใกล้คลอดต้องเดินเยอะๆ จะได้คลอดง่ายๆ” เซิ่งเจ๋อซีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“หนิง... คนดี... ฟังพี่นะ” เขาพูดพลางกุมมือเธอไว้แน่น “ตอนที่เธอยังไปทำงาน ส่วนใหญ่ก็นั่งอยู่กับที่อยู่แล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยมาก ตอนนี้จะมาขี้เกียจอีกไม่ได้แล้วนะ”
กู้เจียหนิงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเซิ่งเจ๋อซีแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ...
อันที่จริงฉันก็เป็นหมอนะ ฉันรู้ดีว่าช่วงนี้ควรจะเดินเยอะๆ แต่ว่าฉันมี ‘ระบบ’ เป็นตัวช่วยขั้นเทพนะ ยาเม็ดที่กินเข้าไปมันครอบคลุมไปถึงการช่วยให้คลอดง่ายด้วย เพราะฉะนั้นต่อให้ฉันไม่ค่อยออกกำลังกาย มันก็ไม่เป็นอะไรหรอกน่า
แต่สุดท้าย เพื่อไม่ให้เซิ่งเจ๋อซีต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้ กู้เจียหนิงก็เลือกที่จะยอมทำตาม... เอาเถอะ เดินก็เดิน
อีกอย่าง กำหนดคลอดก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว กู้เจียหนิงสังหรณ์ใจว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เธอน่าจะได้เห็นหน้าลูกๆ แล้ว
“ก็ได้ค่ะ งั้นเราเดินกันต่อเถอะ” เธอตอบรับอย่างว่าง่าย “ว่าแต่... ไม่รู้ว่าแม่จะมาถึงเมื่อไหร่นะคะ?”
“ไม่รู้สิ คงต้องรอให้พี่สะใภ้ใหญ่อยู่เดือนเสร็จก่อนล่ะมั้ง ซึ่งก็อีกไม่นานแล้วล่ะ”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เหยาชุนฮวา สุภาพสตรีที่พวกเขากำลังพูดถึงอยู่ ก็เพิ่งจะมองดูลูกสะใภ้คนโตของเธอซดน้ำแกงไก่ชามโตจนหมดเกลี้ยง
เมื่อหยางม่านม่านดื่มเสร็จ เหยาชุนฮวากำลังจะหยิบชามไปเก็บ แต่ลูกสะใภ้ก็เรียกเธอไว้ก่อน
“แม่คะ... หนูว่าอีกสักวันสองวันนี้ แม่เดินทางไปเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือเลยดีไหมคะ” หยางม่านม่านเอ่ยขึ้น
เหยาชุนฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง “จะได้อย่างไรกัน ถ้าแม่ไปแล้ว ใครจะดูแลลูกตอนอยู่เดือนล่ะ?”
ทันใดนั้น กู้เหวินถิงลูกชายคนโตก็เดินเข้ามาในห้องพอดี “แม่ครับ ผมดูแลม่านม่านได้ครับ”
ซูเหมี่ยว พี่สะใภ้รองเองก็อุ้มเจ้าตัวน้อยเข้ามาสมทบ “ใช่ค่ะแม่ หนูเองก็ช่วยดูแลพี่สะใภ้ใหญ่ได้เหมือนกันค่ะ”
หยางม่านม่านยื่นมือออกไปกุมมือของแม่สามีไว้อย่างอบอุ่น “แม่คะ หนูเหลือเวลาอยู่เดือนอีกแค่อาทิตย์เดียวเองค่ะ มีพี่ถิงกับน้องสะใภ้คอยดูแลอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้ร่างกายหนูก็ฟื้นตัวดีมากแล้ว พวกเราอยู่กันได้สบายมากค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอน”
คำพูดของหยางม่านม่านนั้นมาจากใจจริง ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เดือน เธอกลับรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือแม่สามี ต่างก็ดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องของบำรุงร่างกายเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเธอจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอสามารถลุกเดินไปไหนมาไหนได้คล่องแคล่วแล้ว เพียงแต่ยังไม่อยากออกไปนอกบ้านเพราะกลัวจะโดนลมเท่านั้นเอง
“แม่คะ... สองสามวันนี้หนูเห็นแม่นั่งไม่ติดที่เลย หนูรู้ว่าแม่เป็นห่วงน้องเล็ก”
“ไม่ใช่แค่แม่หรอกค่ะที่ห่วง พวกเราเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องของน้องเล็กยังมีลูกแฝดอยู่ด้วย”
“เพราะฉะนั้น แม่รีบไปที่เขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือเถอะนะคะ ไปเร็วเท่าไหร่ แม่ก็จะได้สบายใจเร็วขึ้น พวกเราเองก็จะพลอยสบายใจไปด้วย แล้วแม่จะได้ไปช่วยดูแลน้องหนิงได้ทันเวลาด้วยค่ะ”
“ใช่ครับแม่ ฟังที่ม่านม่านพูดเถอะครับ” กู้เหวินถิงกล่าวสนับสนุนภรรยา
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่สะใภ้ใหญ่หรือเรื่องที่บ้าน พวกเราจะดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุดครับ”
เหยาชุนฮวามองใบหน้าที่เปล่งปลั่งมีเลือดฝาดของลูกสะใภ้คนโต มองลึกลงไปในดวงตาที่จริงใจคู่นั้น เธอก็รู้ได้ทันทีว่าทุกคำพูดที่ออกมานั้นไม่ใช่คำโกหกหรือคำพูดตามมารยาท แต่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงจากหัวใจ
ในที่สุดเธอก็พยักหน้าตกลง
[จบบท]