บทที่ 222: กู้เจียหนิงใกล้คลอดแล้ว!
“ก็ได้จ้ะ งั้นแม่จะล่วงหน้าไปก็แล้วกัน”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายใยผูกพันระหว่างแม่กับลูกหรืออย่างไร ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดของกู้เจียหนิงมากเท่าไหร่ เหยาชุนฮวาก็ยิ่งรู้สึกร้อนใจนั่งไม่ติดที่มากขึ้นเท่านั้น เธออดกังวลไม่ได้ว่าลูกสาวสุดที่รักจะคลอดก่อนกำหนด ในขณะที่ตัวเธอยังอยู่ไกลถึงบ้านเกิดและไม่สามารถไปช่วยอะไรได้ทันท่วงที
แม้จะรู้ดีว่าที่นั่นมีทั้งเซิ่งเจ๋อซีและคุณยายซางคอยดูแลอยู่เคียงข้าง แต่ไม่ว่าจะมีใครอยู่ตรงนั้น ก็คงไม่มีใครทำให้เธอวางใจได้เท่ากับการที่ตัวเธอเองได้ไปอยู่ดูแลลูกสาวด้วยตัวเอง
ดังนั้นตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ เหยาชุนฮวาจึงมีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
ไม่นึกเลยว่าหยางม่านม่านกับกู้เหวินถิงจะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ทั้งคู่ไม่เพียงแต่เข้าใจ แต่ยังเสนอทางออกที่แสนจะตรงใจเธออีกด้วย
เหยาชุนฮวาไม่ใช่คนเรื่องมากหรือทำอะไรเป็นพิธีรีตอง เมื่อเห็นว่าสุขภาพของหยางม่านม่านดีขึ้นมากแล้ว เธอจึงตัดสินใจตอบตกลงในที่สุด
“ถ้างั้นแม่ไปเก็บกระเป๋าเถอะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปส่งแม่ที่สถานีรถไฟเอง” กู้เหวินถิงเอ่ยขึ้น
“หา? ไม่ต้องไปซื้อตั๋วก่อนเหรอจ๊ะ” เหยาชุนฮวาถามด้วยความสงสัย
กู้เหวินถิงและหยางม่านม่านสบตากัน ก่อนจะอมยิ้มออกมาพร้อมกัน “แม่ครับ คือตั๋วรถไฟน่ะ ผมจองให้แม่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อเช้านี้เลย เป็นตู้รถไฟนอน ตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้ตอนเช้าครับ”
เหยาชุนฮวาถึงกับบางอ้อในทันที ที่แท้สองสามีภรรยาคู่นี้ก็วางแผนทุกอย่างไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ทั้งยังมั่นใจอีกด้วยว่าเธอจะต้องตอบตกลงอย่างแน่นอน
“พวกแกนี่นะ” เหยาชุนฮวายิ้มพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น
คืนนั้นขณะที่เหยาชุนฮวากำลังจัดกระเป๋าเดินทาง พ่อกู้ก็เข้ามาช่วยจัดข้าวของด้วย ทว่าจัดไปจัดมา ขอบตาของเขากลับแดงก่ำขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“นี่ตาแก่ ร้องไห้ทำไมกัน” เหยาชุนฮวาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย” พ่อกู้รีบยกมือขึ้นปาดหางตา แต่ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงของเขาก็ยังแฝงไปด้วยความน้อยใจอย่างปิดไม่มิด “พ่อก็แค่อิจฉาที่แม่จะได้ไปเขตทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ไปเจอลูกสาวของเรา”
ในใจของพ่อกู้นั้นร่ำร้องว่าเขาก็อยากไปหาลูกสาวเหมือนกัน
เหยาชุนฮวาถอนหายใจเบาๆ เธอเข้าใจความรู้สึกของสามีดีที่อยากจะไปเจอลูกสาวเหมือนกัน เธอจึงตบไหล่เขาเบาๆ แล้วปลอบโยนว่า “พ่อไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวแม่จะเผื่อส่วนของพ่อ ไปดูแลลูกให้เอง”
แต่ในใจของพ่อกู้ก็ยังคิดแย้งอยู่ดีว่า ‘แล้วมันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ’
แต่ไม่ว่าจะเหมือนหรือไม่เหมือน อย่างไรเสียพ่อกู้ก็ไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้อยู่ดี อย่าว่าแต่ที่หมู่บ้านไหวฮวายังต้องการให้เขาอยู่จัดการเรื่องต่างๆ ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเลย แค่คิดว่าบ้านพักของกู้เจียหนิงที่เขตทหารจะรองรับคนจำนวนมากขนาดนั้นได้ยังไงก็เป็นเรื่องยากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การไปดูแลลูกสาวในช่วงอยู่เดือนนั้น ถ้าเป็นแม่แท้ๆ ไปก็คงจะเหมาะสม แต่ถ้าเป็นพ่อแท้ๆ ไปด้วย ไม่ว่าจะคิดมุมไหนมันก็ดูแปลกๆ อยู่ดี
“พอไปถึงแล้ว อย่าลืมบอกลูกด้วยนะว่าพ่อคิดถึงมาก”
“จ้ะ พ่อไม่ต้องห่วง แม่รู้แล้ว”
“แล้วก็บอกลูกด้วยนะว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ ถึงจะคลอดลูกแล้ว แต่ยังไงร่างกายของตัวเองก็สำคัญที่สุดนะ”
ถึงแม้ว่าพ่อกู้จะเห่อหลานชายในท้องมากแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับลูกสาวแล้ว หลานก็ยังคงเป็นรองอยู่ดี จะว่าไปแล้ว กู้เจียหนิงก็เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของสองสามีภรรยาคู่นี้
“เฮ้อ ตอนนั้นไม่น่าให้ลูกแต่งงานไปไกลขนาดนั้นเลย ต้องไปลำบากถึงเขตทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ น่าสงสารลูกจริงๆ”
“แล้วพ่อจะให้ทำยังไงได้ล่ะ นี่ลูกก็แต่งงานไปเป็นปีแล้ว ตอนนี้หลานก็จะคลอดออกมาแล้วด้วย”
พ่อกู้ถึงกับพูดไม่ออก
“อีกอย่างอาซีก็เป็นคนดีมาก คุณตาคุณยายของเขาก็ดีกับหนิงหนิงของเรามากด้วย แม่ว่าตอนนี้ชีวิตของหนิงหนิงก็ดีมากแล้วนะ พ่อไม่รู้หรอกว่ามีคนข้างนอกตั้งมากมายที่อิจฉาลูกสาวของเรา”
“เฮ้อ พ่อก็แค่คิดว่า ถ้าลูกแต่งงานอยู่ใกล้ๆ มีเรื่องอะไรขึ้นมา พวกเรากับพี่ชายทั้งสามของลูกจะได้คอยดูแลได้ทันท่วงที ถ้าหากหนิงหนิงโดนใครรังแก พวกเราจะได้บุกไปถึงบ้านเพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกได้เลย”
เหยาชุนฮวาพับเสื้อผ้าไปพลางยิ้มไปพลาง “ถึงตอนนี้ก็ยังทำได้นะ ต่อให้หนิงหนิงโดนรังแก ไม่ว่าจะอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ หรือจะไกลกันคนละประเทศ พวกเราก็ยังบุกไปทวงความยุติธรรมให้ลูกได้อยู่ดี”
พ่อกู้พลันกระจ่างในความคิด “นั่นสินะ”
อันที่จริงแล้ว พวกเขาก็เคยทำเช่นนั้นจริงๆ
ในชาติก่อน หลังจากที่กู้เจียหนิงถูกเวินจู๋ชิงสร้างสถานการณ์ให้หายตัวไป พวกเขาก็ออกเดินทางตามหาเธอไปทั่วประเทศ เมื่อได้ข่าวคราวของเธอ พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาเพื่อไปหาเธอ
เวินจู๋ชิงเองก็เล็งเห็นถึงความรักและความห่วงใยที่สองสามีภรรยามีต่อกู้เจียหนิง เขารู้ดีว่าหากมีข่าวของเธอ พวกเขาจะต้องไปหาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงวางแผนอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้นมา
ความรักที่เหยาชุนฮวาและพ่อกู้มีต่อลูกสาวนั้นเป็นของจริงแท้และลึกซึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้
คืนนั้น พ่อกู้ได้แต่นั่งมองภรรยาจัดกระเป๋าไปพลาง พร่ำบ่นกำชับเรื่องต่างๆ ไม่หยุดหย่อน แน่นอนว่าเขายังช่วยหยิบของโปรดของกู้เจียหนิงใส่กระเป๋าไปให้มากมาย
จนกระทั่งรุ่งเช้าของอีกวัน เหยาชุนฮวาก็ได้ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่เขตทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พร้อมกับสัมภาระหอบใหญ่
ทางด้านของกู้เจียหนิงนั้นยังไม่รู้ว่าแม่ของเธอกำลังเดินทางมาหาเธอที่เขตทหารภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว
ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ กู้เจียหนิงรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองมีบางอย่างแปลกไป โดยเฉพาะเรื่องการกินที่ดูจะไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไหร่นัก จนกระทั่งได้ลิ้มรสผักดองที่แม่ของเธอส่งมาให้ก่อนหน้านี้ เธอก็พลันตระหนักได้ในทันทีว่า ที่แท้แล้วเธอคิดถึงรสชาติอาหารฝีมือแม่ของเธอนั่นเอง
กู้เจียหนิงเข้าใจในทันทีว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ ถึงแม้เธอจะไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมาหรือแม้แต่ตัวเองก็ไม่ได้สังเกต แต่ร่างกายของเธอกลับแสดงความต้องการออกมาก่อนแล้ว
ในช่วงเวลาที่ใกล้จะคลอดเช่นนี้เธอคิดถึงแม่ คิดถึงครอบครัวของเธอจับใจ
“หนิงหนิง เธอวางใจเถอะนะ คุณแม่ท่านรับปากแล้วว่าจะมา ท่านก็ต้องมาแน่นอน” เซิ่งเจ๋อซีโอบกอดกู้เจียหนิงไว้ในอ้อมแขน ลูบหลังเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน
กู้เจียหนิงซบหน้าลงกับอกกว้างของเขา พลางส่งเสียง “อืม” ในลำคออย่างแผ่วเบา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงครอบครัวที่ถาโถมเข้ามามากเกินไปหรือเปล่า คืนนั้นกู้เจียหนิงจึงนอนไม่หลับ กว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบจะเช้ามืดแล้ว
ทว่าการหลับใหลในครั้งนี้ก็ไม่ได้ยาวนานนัก
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสาง กู้เจียหนิงก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยอาการปวดท้องเป็นระลอกๆ ความเจ็บปวดทำให้เธอเผลอครางออกมาเสียงดัง และนั่นก็ทำให้เซิ่งเจ๋อซีที่เพิ่งจะลืมตาตื่นและกำลังจะลุกจากเตียงถึงกับสะดุ้งตกใจ
“หนิงหนิง เป็นอะไรไป”
“ฉัน... ฉันว่าฉันน่าจะใกล้คลอดแล้ว” ในวินาทีที่เธอตื่นขึ้น เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวเพื่อแจ้งเตือนว่าเธอกำลังจะคลอดแล้ว
“จะคลอดแล้วเหรอ” เซิ่งเจ๋อซีถึงกับอุทานเสียงหลง
เสียงของเขาดังพอที่จะทำให้คุณยายซางซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมทำอาหารเช้าได้ยินและตกใจตามไปด้วย
คุณยายซางรีบเดินมาที่หน้าประตูห้องของทั้งสองคน “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
เซิ่งเจ๋อซีรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู “คุณยายครับ หนิงหนิงน่าจะใกล้คลอดแล้วครับ”
“จะคลอดแล้วเหรอ งั้นเรารีบไปโรงพยาบาลกันเดี๋ยวนี้เลยดีไหม”
เพราะเคยคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ในตอนนี้คุณยายซางจึงมีสติและไม่ตื่นตระหนกเท่ากับเซิ่งเจ๋อซี ว่าที่คุณพ่อมือใหม่
ทั้งสองคนจึงเตรียมที่จะพากู้เจียหนิงไปโรงพยาบาล ส่วนของใช้จำเป็นสำหรับเตรียมคลอดนั้นก็ได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
ทว่ากู้เจียหนิงกลับปฏิเสธ “เดี๋ยวก่อนค่ะยังไม่ต้องรีบ ฉันว่าน่าจะอีกสักพักกว่าจะคลอด หรือว่าเราจะหาอะไรกินกันก่อนดีไหมคะ”
“นั่นสินะ ควรจะเป็นอย่างนั้น งั้นเดี๋ยวคุณยายไปทำบะหมี่ให้หนูหนิงกินสักชามนะ กินข้าวกินปลาเข้าไปจะได้มีแรงเบ่งคลอด” พูดจบคุณยายซางก็มุ่งหน้าไปยังห้องครัว พร้อมกับกำชับให้เซิ่งเจ๋อซีพยุงกู้เจียหนิงเดินไปมาในห้องก่อนเพื่อช่วยให้คลอดง่ายขึ้น
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“ตายจริง เวลานี้แล้วจะมีใครมากันนะ” คุณยายซางที่กำลังจะเดินเข้าครัวได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเปลี่ยนทิศทางรีบเดินไปเปิดประตูแทน
เมื่อประตูเปิดออก ภาพของหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับสัมภาระพะรุงพะรังก็ทำให้คุณยายซางถึงกับชะงักไปชั่วครู่
แต่แล้วผู้มาเยือนก็เอ่ยทักขึ้นก่อนว่า “สวัสดีค่ะ คุณยายอาซี” คำทักทายนั้นทำให้คุณยายซางได้สติกลับคืนมา
“โอ้ตายจริง คุณแม่หนิงหนิงนี่เอง” คุณยายซางเมื่อตั้งสติได้ก็แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด “เร็วเข้า เร็วเข้าค่ะคุณแม่ เข้ามาข้างในก่อน”
[จบบท]