บทที่ 237: ทำไมพวกท่านเพิ่งกลับมา
ฉินเทียนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
อ้อมกอดที่อบอุ่นอย่างประหลาดท่ามกลางลมหนาว ทำให้เด็กชายที่ถูกสวมกอดรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ
ฉินเทียนเป็นเด็กฉลาดและความจำดีมาตั้งแต่เล็ก แม้ว่าพ่อกับแม่จะจากไปตอนที่เขาอายุเพียง 2 ขวบกว่า และเวลาจะล่วงเลยผ่านมานานถึง 8-9 ปีแล้วก็ตาม แต่ภาพของพวกท่านกลับยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอมา
และภาพของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็คือภาพของแม่ที่เขาจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน
อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่พี่กู้เจียหนิงนำจดหมายฉบับนั้นมาให้ เขาก็พอจะเดาได้ว่าอีกไม่นานพ่อกับแม่คงจะกลับมา ในตอนนั้นฉินเทียนยอมรับว่าเขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย เขาไม่รู้ว่าเมื่อพ่อกับแม่กลับมาแล้ว เขาควรจะวางตัวอย่างไร ควรจะทำหน้าแบบไหน
ลึกๆ แล้วเขาเฝ้ารอการกลับมาของพวกท่านอย่างใจจดใจจ่อ แต่ในขณะเดียวกัน ฉินเทียนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก้อนความน้อยใจยังคงเกาะกุมอยู่ในใจของเขา
เขารู้ดีว่าพ่อกับแม่จากไปเพื่อทำงานรับใช้ชาติ
เขารู้ว่าพวกท่านคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ คือวีรชน และเขาก็รู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงพวกเขาเสมอมา พิสูจน์ได้จากเงินเดือนที่ส่งมาให้ทุกเดือนไม่เคยขาด
แต่ว่า… แต่ว่า…
วินาทีที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของมารดา หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาอย่างสุดจะห้ามไหว
“ทำไมแม่เพิ่งกลับมา แม่รู้ไหมว่าหลายปีที่ผ่านมาผมกับพี่สาวแล้วก็คุณย่าต้องเจอกับอะไรบ้าง”
น้ำเสียงของเด็กชายสั่นเครือไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บซ่อนมานานหลายปี
“คุณย่าเกือบจะป่วยตายไปแล้ว”
“ส่วนผมก็เกือบจะถูกขาย”
“เด็กคนอื่นก็เอาแต่ล้อเลียนผมกับพี่สาว บอกว่าพวกเราเป็นเด็กไม่ดี พ่อแม่ถึงได้ทิ้งพวกเราไป”
ทุกถ้อยคำของฉินเทียนเปรียบดั่งมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของตู้หลาน ผู้เป็นแม่ได้แต่ร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด ส่วนฉินจือหงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พวกเขาพูดจาเหลวไหลทั้งเพ ลูกของพ่อกับแม่เป็นเด็กดีขนาดนี้ ตอนที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ บ้านหลังนี้ก็ได้ลูกสองคนที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญคอยดูแล ทั้งที่อายุยังน้อยแท้ๆ”
“ลูกเก่งขนาดนี้ พยายามมากขนาดนี้ กล้าหาญและเข้มแข็งขนาดนี้ จะเป็นเด็กไม่ดีไปได้อย่างไร”
ตู้หลานกอดปลอบลูกชายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “เสี่ยวเทียน แม่รู้ว่าเป็นความผิดของพ่อกับแม่เองที่ไม่ควรจากลูกไปนานขนาดนี้”
“แถมยังเปิดโอกาสให้คนเลวเข้ามาทำร้ายลูกอีก”
“แม่ขอโทษนะลูก ขอโทษจริงๆ”
“ต่อไปนี้ พ่อกับแม่จะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
“ใช่แล้วเสี่ยวเทียน พ่อกับแม่กลับมาคราวนี้ จะไม่ทิ้งลูกไปไหนอีกแล้ว” ฉินจือหงรีบให้คำมั่นสัญญา
แท้จริงแล้ว คำพูดตัดพ้อของฉินเทียนไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นเพียงการระบายความทุกข์ระทมที่สุมอยู่ในอกมาตลอดหลายปี สิ่งที่เขาต้องการนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก เป็นเพียงคำสัญญาจากปากของพ่อกับแม่เท่านั้น
และเมื่อได้รับคำมั่นสัญญานั้นแล้ว กำแพงความเข้มแข็งที่ฉินเทียนสร้างขึ้นก็พังทลายลงในที่สุด
เด็กชายโผเข้ากอดคอแม่ ซบหน้าลงกับซอกคอแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เสียงร้องไห้ของน้องชายดังไปถึงในบ้าน ฉินชิงจึงรีบวิ่งออกมาดู แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นน้องชายกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของผู้หญิงหน้าตาสะสวยใจดีคนหนึ่ง ข้างๆ กันนั้นยังมีชายร่างสูงยืนอยู่ด้วย
ทันทีที่ชายคนนั้นเห็นเธอ ดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะอ้าแขนออกกว้าง “ฉิงฉิง พ่อเองนะ พ่อกลับมาแล้ว”
พ่อเหรอ?
ถ้าอย่างนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็คือแม่สินะ?
ในที่สุดฉินชิงก็เข้าใจแล้วว่าทำไมน้องชายของเธอถึงร้องไห้หนักขนาดนั้น
ฉินชิงรู้ดีว่าตัวเองไม่ฉลาดเท่าน้องชาย แม้แต่ความทรงจำก็ยังสู้ไม่ได้ ตอนที่พ่อแม่จากไป ทั้งคู่ต่างก็อายุราว 2-3 ขวบพอๆกัน แต่น้องชายกลับจำหน้าตาของพ่อแม่ได้แม่นยำ ในขณะที่เธอจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้น…
แม้จะไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลย แต่สายใยแห่งสายเลือดที่ตัดไม่ขาดก็ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาดเมื่อได้พบหน้าพวกท่านในตอนนี้
แน่นอนว่าฉินชิงเองก็เฝ้ารอการกลับมาของพ่อแม่เช่นกัน และบัดนี้พวกท่านก็ได้กลับมาจริงๆ แล้ว
แม้จะไม่มีความทรงจำใดๆ แต่ขอบตาของฉินชิงก็ยังร้อนผ่าวขึ้นมา
เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาพ่อของเธออย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “พ่อคะ พ่อกับแม่กลับมาแล้วเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ หนูกับน้องก็จะมีพ่อมีแม่คอยรักแล้วใช่ไหมคะ?”
คำถามนั้นช่างเรียบง่ายแต่กลับบาดลึกเข้าไปในหัวใจของฉินจือหง เขารวบตัวลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่น “ใช่แล้วจ๊ะ ต่อไปนี้พ่อกับแม่จะรักและปกป้องลูกทั้งสองคนเอง”
“ค่ะ” ฉินชิงซึ่งปกติเป็นเด็กไม่ค่อยแสดงอารมณ์และค่อนข้างขี้อาย แม้จะไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนน้องชาย แต่เมื่อได้ซบอยู่ในอ้อมอกของพ่อ น้ำตาก็ค่อยๆ ไหลรินลงมาเงียบๆ
ขณะเดียวกัน คุณย่าฉินซึ่งอยู่ในบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของหลานๆ เธอกำลังรู้สึกแปลกใจและคิดจะลุกออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะลุกขึ้น คนข้างนอกก็เดินเข้ามาเสียก่อน
แล้วจู่ๆคนที่เพิ่งเข้ามาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ
“แม่ครับ จือหง ลูกอกตัญญูคนนี้กลับมาแล้วครับ”
จือหงเหรอ?
คุณย่าฉินเพ่งมองดูให้ชัดๆ ชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านี้จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากฉินจือหง ลูกชายคนเดียวของเธอที่จากบ้านไปนานถึง 9 ปี!
และ…
คุณย่าฉินยังเห็นตู้หลาน ลูกสะใภ้ที่เดินตามเข้ามาด้วย
“แม่คะ…” ตู้หลานเรียกเสียงสั่น
น้ำตาของผู้เป็นย่าไหลพราก เธอยกมือขึ้นฟาดลงบนบ่าของฉินจือหงเบาๆ “ในที่สุดแกก็กลับมา ในที่สุดแกก็กลับมาเสียที…”
“แกรู้ไหมว่าฉันเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เห็นหน้าแกก่อนตายเสียแล้ว”
“แม่ครับ ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ครับ”
“ฉันอายุขนาดนี้แล้ว อยู่มานานพอแล้ว”
“แต่ถ้าฉันตายไป แล้วพวกแกก็ยังไม่กลับมา แล้วเสี่ยวเทียนกับฉิงฉิงจะอยู่กันยังไง?”
“ฉันกลุ้มใจจริงๆ นะ กลุ้มจนไม่กล้าตาย ต้องกัดฟันสู้มาตลอด”
“โชคยังดีที่มีหนูกู้ปรากฏตัวขึ้นมา”
ตู้หลานรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ค่ะ เราต้องขอบคุณคุณหมอกู้จริงๆ”
“แม่ครับ ผมขอโทษแม่กับลูกทั้งสองคนจริงๆ ครับ”
“แล้วคราวนี้กลับมาแล้วจะไปอีกไหม?” คุณย่าฉินถามคำถามที่สำคัญที่สุด
ฉินจือหงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ไปแล้วครับ ไม่ไปแล้ว พวกเราทำภารกิจสำเร็จแล้ว ต่อไปนี้ครอบครัวของเราจะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่พรากจากกันอีกแล้วครับ”
ในที่สุดใบหน้าของคุณย่าฉินก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความโล่งใจ “ดี ไม่ไปก็ดีแล้ว ไม่ไปก็ดีแล้ว”
ท้ายที่สุด คุณย่าฉินก็ดึงฉินจือหงเข้ามากอด สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ
ฉินจือหงรู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งแม่และลูกๆ ของเขาต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย ดังนั้นไม่ว่าพวกท่านจะพูดอะไรหรือตัดพ้ออย่างไร สองสามีภรรยาก็พร้อมน้อมรับทุกอย่าง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน อารมณ์ของทุกคนในครอบครัวจึงค่อยๆ สงบลง
คุณย่าฉินจึงได้เอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่พวกเขาสามารถกลับมาได้ในครั้งนี้
ฉินจือหงตอบว่าพวกเขาทำภารกิจสำเร็จแล้ว
ส่วนภารกิจที่ว่านั้นคืออะไร พวกเขาก็ไม่ได้อธิบายรายละเอียด แต่บอกเพียงว่าภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างยิ่งยวด ทางเบื้องบนจึงมอบรางวัลให้เป็นการตอบแทน
รางวัลที่ว่าก็คือ หากพวกเขาต้องการก็สามารถย้ายครอบครัวไปตั้งรกรากที่เมืองปักกิ่งได้เลย และจะได้รับทะเบียนบ้านของเมืองปักกิ่งทันที นอกจากนี้ยังมอบบ้านเรือนสี่ประสานให้อีกหนึ่งหลัง และยังให้พวกเขาทั้งคู่ย้ายไปทำงานที่สถาบันวิจัยอาวุธในเมืองปักกิ่งได้อีกด้วย
“แม่ครับ พวกเราตั้งใจว่าจะย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่เมืองปักกิ่ง และจะตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลย”
“เมืองปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเรา ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็เป็นเมืองที่เจริญก้าวหน้าที่สุด”
“อีกอย่าง พวกเราก็สามารถย้ายไปทำงานที่นั่นได้ด้วย ต่อไปเสี่ยวเทียนกับฉิงฉิงก็จะได้เป็นคนปักกิ่ง ได้เข้าเรียนโรงเรียนประถมที่นั่น และได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดครับ”
คุณย่าฉินพยักหน้าเข้าใจ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
แต่ว่า…
“พวกแกพาลูกๆ ไปก็พอแล้ว ส่วนยายแก่คนนี้ไม่ไปหรอก”
เธอแก่ปูนนี้แล้ว ไปก็มีแต่จะเป็นภาระให้ลูกหลาน
อีกอย่าง เธอใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านฉินมาทั้งชีวิต การจะต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่ง ทำให้คุณย่าฉินรู้สึกใจหายและไม่อยากจากไป
เธอรู้ดีว่าเมืองปักกิ่งเป็นสถานที่ดี การที่ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานๆ จะย้ายไปอยู่ที่นั่น ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
[จบบท]