บทที่ 238: ฝันร้ายของสองสามีภรรยา
“แม่ครับ ถ้าแม่ไม่ไปปักกิ่งกับพวกเรา แล้วจะให้พวกเราทิ้งแม่ไว้ที่นี่คนเดียวได้ยังไงครับ พวกเราจะเป็นห่วงนะครับ” ฉินจือหงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง เขารู้ดีว่าการทิ้งแม่ไว้ที่บ้านเกิดตามลำพังเป็นเรื่องที่เขายอมรับไม่ได้
“ใช่ค่ะคุณแม่ ไปกับพวกเรานะคะ” ตู้หลานรีบเสริมคำพูดของสามี
“คุณย่าขา ฉินชิงอยากอยู่กับคุณย่าค่ะ”
“ผมก็จะอยู่กับคุณย่าด้วยครับ” ฉินเทียนและฉินชิง สองพี่น้องรีบเข้าไปกอดแขนคุณย่าฉินคนละข้าง พร้อมกับแหงนหน้ามองท่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในวันที่พ่อแม่ไม่อยู่เคียงข้าง ก็มีเพียงคุณย่าท่านนี้ที่คอยดูแลและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้พวกเขา ดังนั้น การต้องแยกจากคุณย่าจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้
ท่าทีของเด็กทั้งสองแสดงออกอย่างชัดเจนว่า หากคุณย่าฉินตัดสินใจที่จะอยู่ที่บ้านเกิด พวกเขาก็จะขออยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
คุณย่าฉินมองหลานรักทั้งสอง ลูบหัวพวกเขาเบาๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ “ก็ได้ ย่าจะไปกับพวกหลานก็ได้”
ดูเหมือนว่าท่านคงต้องยอมแพ้ให้กับเจ้าตัวเล็กสองคนนี้เสียแล้ว
สำหรับคุณย่าฉินแล้ว หลานทั้งสองเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ การย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงปักกิ่งย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับอนาคตของพวกเขา แล้วท่านจะยอมให้ความดื้อรั้นของตัวเองมาเป็นอุปสรรคขวางทางอนาคตที่สดใสของหลานๆ ได้อย่างไร
เอาเถอะ... ถือเสียว่าหญิงชราคนนี้จะได้ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงของประเทศดูสักครั้ง
“เย้ ดีใจจังเลย!” เมื่อได้ยินคำตอบของคุณย่า ทุกคนในบ้านต่างก็พากันยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
***
ตลอดสองวันที่ผ่านมา การกลับมาของฉินจือหงและตู้หลานได้สร้างความฮือฮาและกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงไปทั่วทั้งหมู่บ้านฉิน
ชาวบ้านต่างไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของการหายตัวไปของสองสามีภรรยา แม้แต่ตอนที่เคยลองเอ่ยปากถามคุณย่าฉิน ท่านก็เพียงแค่ตอบกลับมาสั้นๆ ว่าเป็นเพราะเรื่องงาน
แต่ทว่า…
ในสายตาของชาวบ้านแล้ว งานอะไรกันที่จะต้องจากบ้านไปนานหลายปีโดยไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาจึงพากันปักใจเชื่อไปว่า ฉินจือหงและตู้หลานคงจะหนีไปและทิ้งครอบครัวไปแล้ว เพราะทนเลี้ยงดูคนแก่และเด็กเล็กที่เป็นภาระไม่ไหว
ด้วยเหตุนี้เอง ข่าวลือในแง่ลบจึงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านตลอดหลายปีที่ผ่านมา และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉินเทียนเคยถูกเด็กคนอื่นล้อเลียนว่าพ่อแม่ของเขาจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ซึ่งคำพูดเหล่านั้นก็ล้วนมาจากที่พวกเขาได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านพูดกรอกหูกันมาทั้งสิ้น
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า 9 ปีให้หลัง ฉินจือหงและตู้หลานจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ พวกเขานั่งรถจี๊ปกลับมาถึงหมู่บ้านในสภาพที่แต่งตัวดูดีมีภูมิฐาน ราวกับเป็นการประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความสำเร็จของพวกเขา
“ไม่เพียงแต่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่เท่านั้นนะ ฉันได้ยินคุณย่าฉินบอกว่า พวกเขาจะพาทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งด้วยล่ะ ต่อไปนี้พวกเขาก็จะได้เป็นคนเมืองหลวงกันแล้ว”
“อะไรนะ! คนเมืองหลวงเลยเหรอ นั่นมันเมืองหลวงของประเทศเลยนะ”
“นั่นก็หมายความว่า จู่ๆ พวกเขาก็จะได้กลายเป็นคนเมืองไปเลยน่ะสิ น่าอิจฉาจริงๆ”
“ฉันได้ยินมาว่า ที่ฉินจือหงกับตู้หลานหายไปหลายปี ก็เพราะว่าไปทำงานให้กับรัฐบาล”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พวกเขามีรัฐบาลคอยหนุนหลังอยู่น่ะสิ”
เมื่อมีคนตั้งข้อสันนิษฐานนี้ขึ้นมา ภาพลักษณ์ของครอบครัวฉินในสายตาของชาวบ้านก็ยิ่งดูสูงส่งและน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว หลายคนเริ่มนึกย้อนกลับไปว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่สองสามีภรรยาไม่อยู่ พวกเขาเคยรังแกหรือทำอะไรไม่ดีกับคุณย่าฉินและหลานทั้งสองไว้บ้างหรือไม่
หากฉินจือหงและภรรยารู้เรื่องเข้า แล้วคิดจะกลับมาแก้แค้นพวกเขาจะทำอย่างไร
ในขณะนั้นเอง เด็กบางคนในหมู่บ้านก็เริ่มร้องไห้ออกมา
“ตายจริง! ทำไมอยู่ๆ ถึงร้องไห้ล่ะลูก”
“ใช่ๆ อยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ทำไมกัน”
เด็กๆ สะอึกสะอื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะยอมเล่าเรื่องที่เคยรังแกสองพี่น้องตระกูลฉินออกมา
“พระเจ้า! พวกแกไปพูดแบบนั้นได้ยังไง ทำไมถึงไปแกล้งฉินเทียนกับฉินชิงแบบนั้น!”
“ก็หนูได้ยินแม่พูดนี่คะ แม่บอกว่าพ่อแม่ของฉินเทียนกับฉินชิงหายไปตั้งนานแล้ว คงไม่กลับมาแล้วแน่ๆ”
“อะไรนะ! นี่แกเป็นคนพูดเองเหรอ”
“ไม่ ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้พูด…”
เหตุการณ์นี้ทำให้หลายบ้านในหมู่บ้านต่างพากันปิดประตูบ้านเงียบ ไม่กล้าออกมาพบปะผู้คน เพราะกลัวว่าจะไปเจอหน้าสองสามีภรรยาตระกูลฉิน และยิ่งกลัวว่าพวกเขาจะบุกมาหาถึงบ้านเพื่อเอาเรื่องที่เคยทำไว้ในอดีต
ทุกคนต่างหวาดกลัวการแก้แค้นของฉินจือหงและตู้หลาน
“เฮ้อ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ตั้งแต่แรกฉันไม่น่าพูดจาไม่ดีแบบนั้นออกไปเลย น่าจะคอยช่วยเหลือครอบครัวฉินให้มากกว่านี้ บางทีฉินจือหงกับภรรยาอาจจะตอบแทนน้ำใจฉันบ้างก็ได้ ถึงจะไม่ได้ช่วยให้ฉันได้ไปเป็นคนเมืองหลวงกับเขา แต่อย่างน้อยๆ แค่ช่วยแนะนำงานดีๆ ให้สักตำแหน่งก็ยังดี”
***
การกลับมาครั้งนี้ ฉินจือหงและตู้หลานได้รับอนุญาตให้ลาพักร้อนได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาสั้นๆนี้ พวกเขามีเรื่องที่ต้องทำมากมาย
สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการตามหาและตอบแทนน้ำใจของทุกคนที่เคยให้ความช่วยเหลือคุณย่าฉินและลูกๆ ทั้งสองคนในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่อยู่
ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านจะมีคนที่คอยซ้ำเติมอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีคนที่มีน้ำใจคอยช่วยเหลืออยู่บ้างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ยืมเงิน ให้หยิบยืมข้าวสารอาหารแห้ง หรือแม้แต่การคอยแบ่งปันขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับฉินเทียนและฉินชิงเสมอมา
เมื่อฉินจือหงและตู้หลานได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็ตอบแทนน้ำใจเหล่านั้นกลับไปเป็นเท่าตัว และเมื่อทราบว่าใครกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อน พวกเขาก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่
และแน่นอนว่า คนที่พวกเขาต้องขอบคุณมากที่สุดก็คือกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซี
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ในคืนแรกที่กลับมาถึงบ้าน ฉินจือหงและตู้หลานต่างก็ฝันร้ายในเรื่องเดียวกันอย่างน่าประหลาด
มันเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวกเขา
ในความฝันนั้น... ไม่มีกู้เจียหนิงปรากฏตัวขึ้นมาเลย
ดังนั้นแผนการชั่วร้ายของฉินเต๋อจึงไม่ถูกเปิดโปง และเขาก็ไม่ถูกจับกุม
คุณย่าฉินต้องเสียชีวิตลงด้วยวัณโรคอย่างน่าเวทนา
ฉินเทียนถูกฉินเต๋อขายให้กับแก๊งค้ามนุษย์และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ส่วนฉินชิง...
เพื่อที่จะฮุบบ้านของตระกูลฉิน ฉินเต๋อผู้โหดเหี้ยมจะยอมปล่อยให้เธอมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร
และเมื่อพวกเขาได้กลับมาอย่างสมเกียรติ สิ่งที่รอต้อนรับพวกเขากลับไม่ใช่รอยยิ้มของคนในครอบครัว แต่กลับเป็นหลุมศพของบุคคลอันเป็นที่รักถึงสามหลุม
ไม่มีใครเข้าใจถึงความเจ็บปวดรวดร้าวที่ฉินจือหงและตู้หลานต้องเผชิญในตอนนั้นได้เลย
ในคืนนั้น เมื่อสองสามีภรรยาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขาก็ได้เล่าความฝันที่น่ากลัวนั้นให้กันฟัง ก่อนจะโผเข้ากอดกันและร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น
พวกเขาทั้งสองต่างเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า.. หากไม่มีกู้เจียหนิง เรื่องราวในความฝันก็อาจจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป แต่มันอาจจะกลายเป็นความจริงที่โหดร้าย
ดังนั้นกู้เจียหนิงจึงเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณของครอบครัวพวกเขา และพวกเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ให้ได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เอง ฉินเทียนจึงเดินทางมาหากู้เจียหนิงเพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องที่พ่อกับแม่ของเขากลับมาแล้ว พร้อมกับเอ่ยปากชวนกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีไปทานอาหารที่ร้านอาหารของรัฐด้วยกัน
“อ๋อ พ่อกับแม่ของเธอกลับมาแล้วเหรอ ดีเลยสิ ถ้าอย่างนั้นก็ไปแน่นอน” กู้เจียหนิงตอบรับคำเชิญด้วยรอยยิ้ม
เธอมองฉินเทียนแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า การมีพ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่อยู่เคียงข้างมันช่างแตกต่างกันจริงๆ แววตาของเด็กชายในตอนนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสดใสร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเทียนยังได้เล่าให้กู้เจียหนิงฟังอีกว่า ในอนาคตพวกเขาจะย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่งกันทั้งครอบครัว
“แต่ถ้าผมย้ายไปปักกิ่งแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอพี่กู้อีก” ฉินเทียนมองกู้เจียหนิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
สำหรับฉินเทียนแล้ว กู้เจียหนิงไม่ได้เป็นเพียงแค่พี่สาวที่แสนดี แต่ยังเป็นต้นแบบที่เขาอยากจะเป็นให้ได้ในอนาคตอีกด้วย
หากจะพูดถึงการต้องจากหมู่บ้านฉินไป สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเสียใจและไม่อยากจากไปมากที่สุดก็คือการต้องจากกู้เจียหนิง
กู้เจียหนิงฟังคำพูดของเขาแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบาๆ แล้วพูดว่า “เสี่ยวเทียน เธอยังไม่รู้สินะว่าพี่เซิ่งของเธอก็เป็นคนปักกิ่งเหมือนกัน แถมเรายังมีบ้านอยู่ที่นั่นด้วยนะ ในอนาคตเราอาจจะย้ายกลับไปอยู่ที่ปักกิ่งก็ได้”
“เพราะฉะนั้น เราจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน”
“จริงเหรอครับ!” เมื่อได้ยินคำพูดของกู้เจียหนิง ฉินเทียนก็ดีใจจนตาโต ความกังวลสุดท้ายในใจของเขาก็พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น
[จบบท]