บทที่ 264: ฉันว่าอีกครึ่งชั่วโมงต้องมีพายุฝนแน่!
แต่เธอไม่มีเงินเลยสักเหมาเดียว
หนทางเดียวคือต้องขอจากแม่สามี
ทว่าแม่สามีกลับหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย ไม่ยอมให้เงินเธอสักที
จนตอนนี้โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว แต่จือจือผู้เป็นลูกสาวก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ เลย
ชุนซิ่งที่เรียนหนังสือมาแค่สองปีจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอคอยเงินจากแม่สามี พร้อมกับสอนหนังสือลูกสาวไปพลางๆ เท่าที่ความรู้ของเธอจะอำนวย
แต่ใครจะคิดว่าวันนี้ แม่สามีจะมาเปิดไพ่กับเธอตรงๆ แบบนี้
เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ท่านไม่อยากให้จือจือได้เรียนหนังสือ!
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชุนซิ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด
แม้ว่าเธอจะไม่ได้เรียนสูง แต่เธอก็รู้ซึ้งถึงความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างดี
เธอรู้ดีว่าด้วยความสามารถอันน้อยนิดของตัวเอง คงไม่อาจช่วยเหลืออนาคตของจือจือได้มากนัก
เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องมีชีวิตที่ลำบากเหมือนกับเธออีกต่อไป
และเธอก็รู้ว่าการศึกษาคือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของจือจือ
ดังนั้น..
ชุนซิ่งมองแผ่นหลังของแม่สามีที่เดินจากไป ในใจพลันบังเกิดความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าเธอจะต้องหย่าร้างอีกเป็นครั้งที่สอง หรือแม้กระทั่งต้องแลกด้วยชีวิต เธอก็จะสู้เพื่อให้จือจือได้เรียนหนังสือ!
อีกด้านหนึ่ง หู่โพมองลูกสาวตัวน้อย ‘หงอิง’ ที่วิ่งกลับมาหลังจากไล่ตามหญิงชราใจร้ายคนนั้นไป ก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดู
หู่โพมีลูกทั้งหมด 4 ตัว เป็นตัวผู้ 3 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว
ลูกสุนัขทุกตัวล้วนได้ชื่อจากกู้เจียหนิง
ตัวโตสุดชื่อ ‘เหลยถิง’ ตัวที่สองชื่อ ‘ลี่เจี้ยน’ ตัวที่สามชื่อ ‘ส่านเตี้ยน’ และตัวสุดท้องซึ่งเป็นลูกสาวเพียงตัวเดียวชื่อ ‘หงอิง’
ในบรรดาลูกๆ ทั้งสี่ หงอิงคือตัวที่ซุกซนและแก่นแก้วที่สุด
การที่หู่โพและลูกๆ ถูกส่งมาที่บ้านบนเกาะฮ่วนซาก่อน ก็เพื่อทำหน้าที่เฝ้าบ้านและดูแลความเรียบร้อย
เซิ่งเจ๋อซีผู้เป็นเจ้านายฝ่ายชายก็ได้ฝากฝังคนให้คอยมาดูแล ให้อาหารพวกมันอยู่เสมอ
วันนี้ชายคนนั้นก็มาเช่นกัน เพียงแต่ตอนกลับเขาดันลืมปิดประตูบ้าน
สำหรับหู่โพแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เพราะการปิดประตูเป็นเรื่องที่พวกมันก็ทำได้เหมือนกัน
แต่เนื่องจากเจ้านายยังมาไม่ถึง พวกมันจึงไม่อยากออกไปเพ่นพ่านข้างนอก
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ลูกสุนัขทั้งสี่เริ่มจะเบื่อกับการต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน
วันนี้หู่โพจึงชวนลูกๆ เล่นซ่อนหาด้วยกัน
แต่ใครจะคาดคิดว่า เล่นไปได้เพียงครึ่งทาง ก็สัมผัสได้ว่ามีคนบุกรุกเข้ามา
กลิ่นอายของคนคนนั้น หู่โพจำได้ในทันที
เป็นหญิงชราที่มักจะมายืนด่าทออยู่ที่หน้าบ้านของ ‘พี่สาว’ อยู่บ่อยๆ หู่โพไม่ชอบกลิ่นของเธอเลยแม้แต่น้อย
ไม่นึกเลยว่าวันนี้เธอจะกล้าเข้ามาในบ้าน แถมยังทำตัวเป็นขโมย คิดจะลักเล็กขโมยน้อยอีก
ดังนั้นหู่โพจึงพาลูกๆ ทั้งสี่ไปสั่งสอนให้เธอขวัญผวาเล่น
หงอิงที่ซนที่สุดยังวิ่งไล่ตามออกไป แน่นอนว่าพวกมันไม่กัดคนอยู่แล้ว แต่แค่ขู่ให้ตกใจกลัวก็ถือว่าใช้ได้ผล
[แม่ เมื่อไหร่ซิงซิงกับเยว่เยว่จะมาหรือคะ] หงอิงวิ่งเข้ามาคลอเคลียหู่โพอย่างออดอ้อน
[ใกล้แล้วล่ะ อีกไม่นานหรอก น่าจะภายในสองวันนี้แหละ]
[เอาล่ะ พวกเจ้าไม่ได้อยากเป็นสุนัขทหารกันหรอกหรือ รีบมาฝึกกันได้แล้ว]
“โฮ่ง!” เมื่อได้ยินคำว่าฝึก สี่สุนัขน้อยที่มุ่งมั่นอยากจะเป็นสุนัขทหารก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
ทางด้านครอบครัวของกู้เจียหนิงที่กำลังเป็นที่คิดถึงของหู่โพและลูกๆ นั้น หลังจากโดยสารรถไฟมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มกับอีกหนึ่งคืน ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
ทันทีที่ลงจากรถไฟ ก็เห็นจ้าวเว่ยกั๋ว สหายร่วมรบของเซิ่งเจ๋อซีมารอรับอยู่แล้ว
จ้าวเว่ยกั๋วดูมีอายุมากกว่าหน่อย น่าจะใกล้ 40 ปีแล้ว เขามีใบหน้าคมสัน รูปร่างกำยำแข็งแรง และดูเป็นคนซื่อๆ จริงใจ
เมื่อจ้าวเว่ยกั๋วเห็นกู้เจียหนิง ซิงซิง และเยว่เยว่ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เขาตบไหล่ของเซิ่งเจ๋อซีเบาๆ แล้วเอ่ยชม “ไอ้หนู ไม่เลวนี่นา”
ภรรยาที่แต่งงานด้วยช่างงดงามเหลือเกิน พูดจริงๆ นะ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในบรรดาภรรยาทหารและทหารหญิงที่เขาเคยพบเจอมาทั้งหมด แม้แต่นักแสดงหญิงในคณะทำงานด้านวัฒนธรรมก็ยังเทียบไม่ได้ และไม่น่าแปลกใจเลยที่ลูกๆ ทั้งสองคนของพวกเขามีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาแกะสลักเช่นนี้
“ไปเถอะ เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงฉาเตี่ยนของอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่พวกเธอก่อน แล้วเราค่อยนั่งเรือไปที่เกาะกัน”
ไม่นาน จ้าวเว่ยกั๋วในฐานะเจ้ามือก็พาพวกเขาทั้งสี่คนไปยังภัตตาคารของรัฐ
แต่ละสถานที่มีเอกลักษณ์และของดีแตกต่างกันไป
และอาหารที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่ก็คือ ‘ฉาเตี่ยน’ หรือติ่มซำนั่นเอง
ติ่มซำแต่ละอย่างถูกจัดวางมาในเข่งไม้ไผ่ขนาดเล็ก ดูน่ารักและประณีตเป็นอย่างยิ่ง
ซิงซิงและเยว่เยว่ได้ลิ้มลองอาหารแปลกใหม่ก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ขณะที่รับประทานอาหารกันอยู่นั้น เซิ่งเจ๋อซีก็พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับจ้าวเว่ยกั๋วไปเรื่อยๆ กู้เจียหนิงเองก็ได้ข้อมูลจากการสนทนาของพวกเขาสองคนว่า จากท่าเรือที่นี่ต้องนั่งเรือต่อไปยังเกาะอีกกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าเป็นเวลาที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เมื่อไปถึงเกาะแล้วทุกอย่างก็จะแตกต่างไปจากที่นี่โดยสิ้นเชิง
ข้างนอกท้องฟ้าแจ่มใส ดูเหมือนว่าอากาศจะดีเอามากๆ
เพียงแต่ว่า..
กู้เจียหนิงรับประทานไปพลางเหลือบมองตำแหน่งของตัวเองบนแผนที่อากาศในมิติไปพลาง แต่เมื่อเห็นข้อมูลสภาพอากาศที่เพิ่งอัปเดตล่าสุด เธอก็ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
แผนที่อากาศนี้สามารถระบุตำแหน่งครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างถึงระดับมณฑล
ดังนั้น แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่ได้อยู่บนเกาะฮ่วนซา แต่เนื่องจากระยะทางไม่ไกลกันมากนัก แผนที่จึงแสดงสภาพอากาศโดยรอบออกมาให้เห็นแล้ว
กู้เจียหนิงเห็นบนแผนที่ว่า เส้นทางทางทะเลที่พวกเขาจะต้องใช้เดินทางจากท่าเรือแห่งนี้ไปยังเกาะฮ่วนซานั้น ในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนักต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ชั่วโมง
“พี่เว่ยกั๋วคะ ฉันอยากจะถามหน่อยว่าเส้นทางทางทะเลจากที่นี่ไปเกาะฮ่วนซามีแค่เส้นทางเดียวเหรอคะ”
จ้าวเว่ยกั๋วที่กำลังคุยกับเซิ่งเจ๋อซีอย่างออกรสออกชาติถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เมื่อจู่ๆ กู้เจียหนิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมา แต่เขาก็ตอบคำถามของเธอแต่โดยดี
“ใช่แล้ว ตอนนี้มีแค่เส้นทางนี้เส้นทางเดียว”
“แล้วถ้าเกิดระหว่างทางเราเจอพายุฝน มันจะมีผลกระทบอะไรไหมคะ” กู้เจียหนิงถามต่อ
“แน่นอนว่าต้องมีสิ!”
“ถ้าเป็นแค่ฝนตกปรอยๆ ก็ยังพอไหว แต่ถ้าเป็นฝนตกหนัก หรือถึงขั้นพายุฝนเลยก็คงไม่ดีแน่ ทัศนวิสัยจะแย่มาก ถ้าเกิดไปติดอยู่กลางทะเลขึ้นมาก็จะยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่”
“แต่ว่าน้องสะใภ้วางใจได้เลย อากาศดีๆ แบบวันนี้ ไม่มีทางเกิดพายุฝนหรอก” จ้าวเว่ยกั๋วพูดพร้อมกับตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจ
กู้เจียหนิงเงียบไป
เซิ่งเจ๋อซีสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยาได้ในทันที
เขารู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลวไหลไร้สาระอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามขึ้น “หนิงหนิง เธอเห็นอะไรเหรอ”
กู้เจียหนิงกระแอมเบาๆ แล้วตอบว่า “ฉันพอจะมีความรู้เรื่องสภาพอากาศอยู่บ้างน่ะค่ะ ฉันรู้สึกว่าอากาศแบบนี้ ภายในครึ่งชั่วโมงจะต้องเกิดพายุฝนตกหนักอย่างแน่นอน!”
“ฉันว่าเราเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนจะดีกว่านะคะ”
จ้าวเว่ยกั๋วขมวดคิ้ว ความประทับใจที่ดีต่อกู้เจียหนิงในตอนแรกลดลงไปเล็กน้อย
น้องสะใภ้คนนี้กำลังพูดจาเหลวไหลอยู่หรือเปล่านะ
อากาศดีๆแบบนี้ จู่ๆจะเกิดพายุฝนตกหนักได้อย่างไรกัน
อีกอย่างน้องสะใภ้ก็ยังอายุน้อย แถมก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยอาศัยอยู่แถบชายทะเลหรือบนเกาะ จะไปรู้เรื่องสภาพอากาศได้อย่างไร
คงไม่ได้พูดส่งเดชไปหรอกนะ
ที่สำคัญที่สุดก็คือ
“ฉันจัดซื้อเสบียงมาจำนวนหนึ่ง ต้องรีบขนกลับไปที่เกาะฮ่วนซาโดยด่วนเลย”
นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง และแน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ จ้าวเว่ยกั๋วเชื่อมั่นในความสามารถในการพยากรณ์อากาศของตัวเองมากกว่าคำพูดของกู้เจียหนิง
เซิ่งเจ๋อซีเองก็มองออกว่าจ้าวเว่ยกั๋วไม่เชื่อคำพูดของหนิงหนิง
คนหนึ่งคือสหายร่วมรบ อีกคนคือภรรยา แน่นอนว่าเซิ่งเจ๋อซีย่อมเชื่อมั่นในความสามารถของภรรยาตัวเองมากกว่า
ดังนั้นในขณะที่จ้าวเว่ยกั๋วกำลังคิดว่าเซิ่งเจ๋อซีจะเข้าข้างเขา หรืออาจจะตำหนิกู้เจียหนิงด้วยซ้ำไป
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เซิ่งเจ๋อซีหันไปถามกู้เจียหนิงว่า “หนิงหนิง แล้วเธอคิดว่าพายุฝนจะตกนานแค่ไหน”
“น่าจะประมาณ 4 ชั่วโมงค่ะ”
เซิ่งเจ๋อซีขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับจ้าวเว่ยกั๋วว่า “พี่จ้าวครับ ในเมื่อกำลังจะมีพายุฝน ผมว่าผมจะหาที่พักแถวนี้ก่อน แล้วค่อยเดินทางไปเกาะฮ่วนซาในวันพรุ่งนี้”
“พี่จ้าวมีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ”
จ้าวเว่ยกั๋วคาดไม่ถึงว่าเซิ่งเจ๋อซีจะเชื่อคำพูดของภรรยาคนสวยของเขาขนาดนี้
เขาจึงตอบว่า “ถ้างั้นพี่คงต้องขอกลับไปก่อนแล้วล่ะ พอดีว่าเสบียงพวกนั้นต้องรีบนำส่งขึ้นเกาะจริงๆ อีกอย่างพี่ก็ยังคิดว่าวันนี้ฝนไม่น่าจะตกหรอกนะ” ไม่ต้องพูดถึงพายุฝนเลย!
[จบบท]