บทที่ 292: สวมรอย!
ความทรงจำในอดีตชาติที่ขมขื่นยังคงตามหลอกหลอนกู้เจียหนิงอยู่เป็นครั้งคราว ภาพความผิดพลาดที่เธอเคยก่อไว้ฉายชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน โดยเฉพาะเรื่องของพี่ชายคนที่สามอย่างกู้เหวินโจว ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความฝันและความหวัง กลับต้องถูกเธอพรากอนาคตอันสดใสไปอย่างเลือดเย็น
ในชาติที่แล้ว พี่สามของเธอทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างหนักจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่จะนำพาเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงเพียงเพราะคำขอร้องที่เห็นแก่ตัวของเธอ ที่อ้อนวอนให้เขาสละสิทธิ์นั้นให้กับเวินจู๋ชิง ผู้ชายที่เธอหลงรักจนหน้ามืดตามัว
เธอคือคนที่ลงมือหักบันไดสู่ความสำเร็จของพี่ชายตัวเองอย่างไม่ไยดี ผลักไสเขาให้จมอยู่กับความผิดหวัง ในทางกลับกัน เธอกลับปูทางให้คนเลวอย่างเวินจู๋ชิงได้ไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดที่สูงขึ้น ส่งผลให้เขามีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้น จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมอันน่าสลดของครอบครัวเธอและบ้านพ่อแม่ของเธอในท้ายที่สุด
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของกู้เจียหนิงก็บีบรัดด้วยความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
“แต่โชคดีเหลือเกิน… ที่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” กู้เจียหนิงพึมพำกับตัวเอง พลางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
เธอยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของตัวเองเบาๆ พลางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เธอมั่นใจว่าอนาคตของเธอและครอบครัวจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ตราบใดที่เธอไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมๆ
และในขณะที่กู้เจียหนิงกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั้น ชายผู้เป็นต้นเหตุแห่งความทรงจำอันเลวร้ายของเธอ เวินจู๋ชิง หรือในชื่อใหม่ที่เขาใช้ในปัจจุบัน… จางอวี้ถัง ก็กำลังรอคอยใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยอย่างใจจดใจจ่อไม่ต่างกัน
เพียงแต่ว่า…
วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่จางอวี้ถังก็ยังไม่ได้รับจดหมายที่เขารอคอยแม้แต่ฉบับเดียว ความหวังที่เคยมีเริ่มริบหรี่ลงทุกขณะ เขารู้ดีว่ายิ่งปล่อยให้เวลานานออกไปมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะสมหวังก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
“ไม่เป็นไรนะคะคุณ... ถึงครั้งนี้จะไม่ได้ แต่การสอบครั้งต่อไปก็จะจัดขึ้นในอีกแค่ครึ่งปีเท่านั้นเอง ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณนะคะ” ฉินหงฮวา หญิงสาวผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์จนท้องเริ่มนูนเด่นขึ้นเล็กน้อย เอ่ยปลอบใจสามีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางลูบหลังเขาเบาๆ
อาจเป็นเพราะการแต่งงาน หรือการมีลูก หรืออาจจะเป็นเพราะเล่ห์เหลี่ยมและคารมคมคายของจางอวี้ถังที่ทำให้ฉินหงฮวาคนเดิมที่เคยฉลาดหลักแหลม บัดนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวที่คลั่งรักจนยอมทำทุกอย่างเพื่อสามี
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ขอเพียงแค่จางอวี้ถังเอ่ยปาก เธอก็พร้อมจะหามาให้ได้เสมอ เหมือนเช่นตอนนี้ ที่เธอยังคงปลอบใจสามีที่สอบไม่ติดด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
จางอวี้ถังแสดงสีหน้าซาบซึ้งใจกับการปลอบโยนของภรรยา แต่ลึกๆแล้วในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความดูแคลน เขารู้จักความสามารถของตัวเองดีที่สุด สมัยเรียนผลการเรียนของเขาก็อยู่แค่ในระดับปานกลางเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เขาถูกส่งมาใช้แรงงานที่ชนบทเป็นเวลาหลายปี เขาก็แทบไม่มีโอกาสได้แตะต้องหนังสือเรียนเลย การสอบเกาเข่าที่กลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขามีเวลาทบทวนบทเรียนเพียงแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น
ซึ่งมันจะไปพออะไร!
ตอนอยู่ในห้องสอบ มีคำถามมากมายที่เขาไม่สามารถตอบได้เลยแม้แต่ข้อเดียว จางอวี้ถังรู้ดีว่าต่อให้เขาสอบอีกสักครั้ง หรือสองครั้ง เขาก็ไม่มีทางสอบติดได้อย่างแน่นอน และถึงแม้จะโชคดีสอบติด ก็คงเป็นได้แค่มหาวิทยาลัยปลายแถวที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร
แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี!
จางอวี้ถังไม่อยากจะจมปลักอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต และไม่อยากจะผูกมัดตัวเองไว้กับฉินหงฮวาไปจนตาย เขาต้องการโอกาสที่จะกระโจนออกจากวังวนนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เขารู้ดีว่าขอเพียงแค่มีโอกาสสักครั้ง เขาก็จะสามารถพลิกชะตาชีวิตของตัวเองได้ราวกับปลาหลีฮื้อที่กระโดดข้ามประตูมังกร และสลัดอดีตอันน่าอดสูทิ้งไปได้อย่างสิ้นเชิง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดแผนการอันแยบยลก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา จางอวี้ถังคว้ามือของฉินหงฮวามากุมไว้แน่น ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความรักลึกซึ้ง “หงฮวา ที่รัก ไม่จำเป็นต้องรอการสอบครั้งหน้าหรอกนะ จริงๆ แล้วมันยังมีวิธีอื่นอีก”
“วิธีอะไรหรือคะ?” ฉินหงฮวาถามด้วยความสงสัย
“การสวมรอย!”
“อะไรนะคะ?”
จางอวี้ถังไม่รอช้า รีบอธิบายความคิดของเขาให้ภรรยาฟังอย่างละเอียดทันที ตามชื่อที่เขาพูด มันคือการสวมรอยเข้าไปเรียนแทนคนอื่น เขามั่นใจว่าขอเพียงแค่ดำเนินการอย่างรอบคอบ วิธีนี้จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอน
“จะ… จะทำได้จริงๆ เหรอคะ?” ฉินหงฮวาดูไม่ค่อยมั่นใจนัก “ที่จริงแล้ว... คุณเก่งขนาดนี้ รอสอบครั้งหน้าก็ได้นี่คะ”
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้จางอวี้ถังสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ดีเกินไป ทำให้ตอนนี้ฉินหงฮวาจึงเชื่อมั่นในตัวเขาสุดหัวใจ
“ไม่ได้หรอก หงฮวา ผมรอน่ะรอได้ แต่ผมไม่อยากให้คุณกับลูกต้องรอ” จางอวี้ถังบีบมือของเธอแน่นขึ้น ดวงตาจ้องมองเธออย่างลึกซึ้ง “ถ้าผมได้เข้าไปอยู่ในเมืองเร็วเท่าไหร่ ก็จะสามารถรับคุณกับลูก แล้วก็คุณพ่อไปอยู่สุขสบายในเมืองได้เร็วขึ้นเท่านั้น”
“หงฮวา เชื่อผมเถอะนะ เรื่องนี้ทำได้จริงๆ”
“คุณลองไปขอร้องคุณพ่อดูสิ ท่านต้องมีวิธีช่วยเราแน่ๆ”
“เอ่อ…”
ในที่สุด ด้วยแววตาอันเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและคำพูดที่หว่านล้อมอย่างแยบยลของจางอวี้ถัง ก็ทำให้ฉินหงฮวายอมใจอ่อนและคล้อยตามในที่สุด
“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันจะลองไปขอร้องคุณพ่อดู”
จางอวี้ถังมองตามแผ่นหลังของฉินหงฮวาที่เดินจากไป กำปั้นของเขาค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น ดวงตาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้
***
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าสอบจากทั่วทุกสารทิศของประเทศต่างก็ทยอยได้รับใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยกันถ้วนหน้า เช่นเดียวกับผู้เข้าสอบบนเกาะฮ่วนซาแห่งนี้
วันนี้เอง จางชิวเหมยก็ได้จดหมายตอบรับที่เธอรอคอยมานาน แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่จากมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งที่เธอใฝ่ฝัน แต่เป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ลู่เฉิงแทน
แม้ชื่อจะต่างกันเพียงพยางค์เดียว แต่ความแตกต่างนั้นราวฟ้ากับเหว
มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งคือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ในขณะที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ลู่เฉิงเป็นเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก
อันที่จริงแล้ว ตอนที่จางชิวเหมยกรอกใบสมัคร เธอตั้งใจจะเลือกแค่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งเพียงแห่งเดียว แต่เพื่อความไม่ประมาท เธอจึงตัดสินใจกรอกชื่อมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ลู่เฉิงเป็นตัวเลือกสุดท้ายไปด้วย
และก็ไม่คาดคิดเลยว่า เธอจะไม่ได้รับคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งจริงๆ แต่กลับเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ลู่เฉิงที่ตอบรับเธอเข้ามาแทน
จางชิวเหมยได้แต่คิดในใจว่า หากวันนั้นเธอไม่ได้กรอกชื่อมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ลู่เฉิงลงไป ป่านนี้เธอคงจะสอบตกไปแล้ว ดังนั้น นอกจากความผิดหวังเล็กๆ แล้ว เธอก็ยังรู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความรู้สึกก้ำกึ่งของจางชิวเหมยแล้ว สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวจางต่างก็พากันดีอกดีใจกันยกใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนิวชุ่ยผู้เป็นแม่ และจางเจี้ยนจวินผู้เป็นพี่ชาย
ทั้งสองคนปัดเป่าความขุ่นมัวที่เกิดจากเรื่องที่ชุนซิ่ง ภรรยาของจางเจี้ยนจวินเรียกร้องขอหย่าทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแต่ความปรีดาอย่างท่วมท้น เพราะสำหรับหนิวชุ่ยและจางเจี้ยนจวินแล้ว การที่ลูกสาวและน้องสาวสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจอย่างที่สุด
“ลูกสาวฉันเก่งจริงๆ ฉันมองออกตั้งแต่เด็กแล้วว่าฉลาด ไม่เหมือนบางคน มองยังไงก็ดูทื่อๆ ทึ่มๆ”
“คนแบบนั้นน่ะ ต่อให้เรียนหนังสือไปมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
หนิวชุ่ยพูดพลางเหลือบสายตาอันคมกริบไปยังเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างกายชุนซิ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เดิมที หนิวชุ่ยเคยคิดว่าชุนซิ่งที่ลูกชายของเธอแต่งงานเข้ามาใหม่เป็นสะใภ้ที่ดี อย่างน้อยก็น่าจะเป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะดื้อรั้นและหัวแข็งได้ถึงขนาดนี้
ไม่เพียงแค่แต่งงานมาสองปีแล้วยังไม่มีลูกให้ลูกชายของเธออุ้มแม้แต่คนเดียว เธอยังเอาแต่ปกป้องลูกติดของตัวเองอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะให้ลูกสาวของตัวเองได้เรียนหนังสือ เธอกล้าถึงขนาดใช้การหย่าร้างมาข่มขู่จางเจี้ยนจวิน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั่ว จนกระทั่งไปถึงหูของผู้นำ ทำให้ผู้นำต้องเรียกจางเจี้ยนจวินไปตำหนิและว่ากล่าวตักเตือน
เรื่องนี้ทำให้หนิวชุ่ยโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่ในเมื่อผู้นำลงมาจัดการเอง เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ และนับวันก็ยิ่งมองสองแม่ลูกชุนซิ่งไม่สบายตามากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตั้งแต่แรกเธอคงไม่ยอมให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด ด้วยความสามารถของลูกชายเธอ ต่อให้ต้องแต่งงานใหม่กับสาวบริสุทธิ์ก็ยังหาได้สบายๆ
ชุนซิ่งคิดว่าใช้การหย่ามาขู่แล้วเธอจะกลัวหรือไง ฝันไปเถอะ!
การที่สองแม่ลูกได้ก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลจาง ก็ถือว่าเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว ถ้ากล้าหย่าจริงๆล่ะก็ ไม่เกินหนึ่งเดือนเธอก็จะหาเมียใหม่ที่เป็นสาวบริสุทธิ์มาให้จางเจี้ยนจวินได้ทันที!
ชิ!
ทางด้านชุนซิ่ง ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในครัว เมื่อได้ยินคำพูดแขวะกระทบแดกดันของแม่สามี เธอก็วางหม้อในมือลงบนเตาเสียงดังปัง!
ก่อนจะจูงมือจือซูผู้เป็นลูกสาวเดินตรงออกจากบ้านไปทันที
“เสี่ยวซู ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะพาไปกินของอร่อยๆ ที่ภัตตาคารของรัฐ”
พูดจบเธอก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังแม้แต่น้อย
หนิวชุ่ยเห็นดังนั้นก็โกรธจนควันออกหู
“นั่นมันหมายความว่ายังไง! กับข้าวกับปลาดีๆไม่ทำ แต่กลับจะพาลูกล้างผลาญไปกินที่ภัตตาคารของรัฐ!”
“คิดว่าตัวเองมีงานทำแล้วจะยิ่งใหญ่คับฟ้าหรือไง!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายฉันช่วย จะมีปัญญาได้งานทำเหรอ เงินเดือนก็ไม่เคยให้สักแดงเดียว!”
“นี่มันลูกสะใภ้ประเภทไหนกัน ทำตัวใหญ่กว่าฉันที่เป็นแม่ผัวเสียอีก!”
“เวรกรรมอะไรของบ้านตระกูลจาง ถึงได้ลูกสะใภ้แบบนี้เข้ามาในบ้าน ทำไมฟ้าไม่ผ่าให้มันตายๆ ไปซะเลยนะ นางผู้หญิงอกตัญญู!”
“พอได้แล้วครับแม่! เลิกพูดสักทีเถอะครับ บรรยากาศกำลังดีๆ อยู่แล้วแท้ๆ ก็เป็นเพราะแม่นั่นแหละที่ไปพูดจาไม่เข้าเรื่อง” จางเจี้ยนจวินที่ได้ยินแม่ของตัวเองสาปแช่งภรรยาไม่หยุด ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
เพราะเขารู้ดีว่างานที่ชุนซิ่งทำอยู่ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
และเขาก็รู้ดีแก่ใจว่า เขาจะหย่ากับชุนซิ่งไม่ได้เด็ดขาด!
[จบบท]