บทที่ 293: ให้หล่อนเจียมตัวแล้วถอยไป
อันที่จริงแล้วในการจัดสรรงานให้กับบรรดาภรรยานายทหารครั้งนี้ จางเจี้ยนจวินมีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อคนเป็นกรณีพิเศษได้หนึ่งตำแหน่ง แต่เขากลับปฏิเสธที่จะใช้สิทธิ์นั้น
เหตุผลง่ายๆ ก็คือหากชุนซิ่งมีงานทำ เธอก็จะไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไป ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
เขาต้องการให้ชุนซิ่งไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเขาแต่เพียงผู้เดียว ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเขาถึงจะมั่นใจได้ว่าชุนซิ่งจะไม่มีวันหนีไปจากเขา และจะไม่มีวันเอ่ยปากขอหย่าอีก
แน่นอนว่าความคิดเช่นนี้ของจางเจี้ยนจวินไม่ได้เกิดจากความรักที่เขามีต่อชุนซิ่งมากมายอะไรนัก แต่มันมาจากความลับดำมืดที่เขาไม่สามารถบอกใครได้ แม้กระทั่งหนิวชุ่ยผู้เป็นแม่ของเขาก็ตาม และแน่นอนว่าชุนซิ่งเองก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้มาก่อน
เขาจำเป็นต้องมีชุนซิ่งอยู่ข้างกายเพื่อเป็นข้ออ้างบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางทำตามที่แม่บอก คือการไปหาหญิงสาวบริสุทธิ์มาแต่งงานใหม่
เขารู้ดีว่าจุดอ่อนที่สุดของชุนซิ่งก็คือลูกสาวของเธอ และนั่นคือเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้เขาสามารถควบคุมเธอได้อย่างอยู่หมัด จางเจี้ยนจวินรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว อย่างน้อยเขาก็มั่นใจได้ว่าจะกุมชะตาชีวิตของชุนซิ่งเอาไว้ในกำมือได้ตลอดไป
สำหรับเรื่องการเรียนของจือซูนั้น จางเจี้ยนจวินมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้เธอได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ เพราะเมื่อไหร่ที่เด็กคนนี้ได้เรียนรู้ มีความรู้ความสามารถ ปีกก็จะเริ่มกล้าขาจะเริ่มแข็ง และก็คงอยากจะโบยบินออกไปจากที่นี่ เขาอดกังวลไม่ได้ว่าในอนาคตจือซูจะกลายมาเป็นที่พึ่งพิงให้กับชุนซิ่ง
แต่คำพูดเหล่านี้ เขาไม่สามารถพูดออกมาตรงๆได้ จึงต้องอาศัยให้แม่ของเขาเป็นคนจัดการแทน
ทว่าเขาก็คาดไม่ถึงเลยว่าแม่ของเขาจะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ ส่วนชุนซิ่งเองก็กลับกล้าได้กล้าเสียอย่างไม่น่าเชื่อ เธอถึงกับใช้เรื่องการหย่าร้างมาเป็นข้อต่อรอง
ด้วยความจนปัญญา เขาจึงต้องยอมให้จือซูไปโรงเรียนในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ชุนซิ่งได้งานทำ ยิ่งทำให้จางเจี้ยนจวินรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจะหลุดลอยออกจากการควบคุมของเขาไป เขานึกว่าตัวเองปฏิเสธการจัดหางานให้ชุนซิ่งเป็นกรณีพิเศษไปแล้ว เธอก็คงทำได้แค่เพียงอยู่บ้านและพึ่งพาเขาไปวันๆ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโชคจะเข้าข้างเธอถึงขนาดนั้น!
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอออกไปข้างนอก แล้วบังเอิญได้ช่วยหลานชายของผู้อำนวยการโรงงานอาหารที่พลัดตกทะเลเอาไว้ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ ทางนั้นจึงมอบตำแหน่งงานในโรงงานอาหารให้แก่เธอ
เมื่อเดือนกว่าๆ ที่แล้ว ชุนซิ่งก็ได้เริ่มไปทำงานแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกวันนี้ที่บ้านของเขา แม่ของเขาก็เป็นคนกุมอำนาจการเงินทั้งหมด แม้แต่ตัวเขาเองซึ่งเป็นลูกชาย ก็ยังต้องมอบเงินเดือนครึ่งหนึ่งให้กับแม่ทุกเดือน
แต่ชุนซิ่งกลับยืนกรานว่า ในเมื่อเขาในฐานะสามีได้มอบเงินเดือนครึ่งหนึ่งให้แม่ไปแล้ว ส่วนของเธอก็ไม่จำเป็นต้องให้อีก ไม่ว่าแม่ของเขาจะพูดอย่างไร หรือเขาจะเกลี้ยกล่อมแค่ไหน ชุนซิ่งก็ไม่ยอมควักเงินเดือนของเธอออกมาแม้แต่เฟินเดียว พอเริ่มมีปากเสียงกัน เธอก็จะใช้เรื่องการหย่ามาขู่เหมือนเดิม
ท้ายที่สุด จางเจี้ยนจวินก็ต้องยอมแพ้ไปอีกครั้ง
จางเจี้ยนจวินมองตามแผ่นหลังของชุนซิ่งที่เดินจากไป แววตาของเขาเต็มไปด้วยเงามืดทะมึน
ชุนซิ่ง… ดูเหมือนจะค่อยๆ หลุดออกจากการควบคุมของเขาไปทุกที ท่าทีของเธอก็แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน ไม่ได้ว่าง่ายและเชื่อฟังเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ไม่ได้! จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!
เขาต้องหาทางจัดการอะไรสักอย่าง!
ทางด้านนี้ จางชิวเหมยไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวระหว่างพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เธอรู้ในตอนนี้ก็คือ ใบตอบรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยส่งมาถึงมือเธอแล้ว เธอกำลังจะได้เป็นนักศึกษา!
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เธอก็จะสามารถคู่ควรกับเซิ่งเจ๋อซีได้แล้วใช่หรือไม่?
ความคิดนี้ทำให้เธอรีบลากหนิวชุ่ยผู้เป็นแม่เข้าไปในห้องนอน เพื่อบอกเล่าแผนการในใจของเธอ
และแน่นอนว่า หนิวชุ่ยถึงกับตกใจแทบสิ้นสติเมื่อได้ฟังความคิดของลูกสาว
"อาเหมย! นี่แกบ้าไปแล้วรึไง! นายทหารคนนั้นเขาแต่งงานแล้วนะ แถมยังมีลูกตั้งสองคน ภรรยาของเขาก็กำลังท้องแก่อยู่อีกด้วย แกเป็นนักศึกษาดีๆ มีอนาคตไกล ทำไมถึงคิดจะไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่นเขาล่ะ!"
หนิวชุ่ยรู้สึกว่าลูกสาวของเธอช่างเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งสวย ทั้งเก่ง เป็นถึงนักศึกษา แถมยังมีพี่ชายเป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรม อยากจะหาผู้ชายแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ทำไมถึงต้องไปเลือกผู้ชายที่มีลูกติด เพื่อไปเป็นแม่เลี้ยงให้เขาด้วย
ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนี้เธอไม่ยอมเด็ดขาด!
"โธ่ แม่คะ! อะไรกันเล่าแม่เลี้ยง ฟังแล้วไม่เห็นจะน่าฟังเลย"
"ถึงตอนนั้นลูกๆ ของเขาก็ให้ผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นเลี้ยงไปสิคะ ส่วนหนูกับเขาก็มีลูกกันเองได้นี่นา"
"อีกอย่างนะคะแม่ เขาน่ะเก่งมากๆ เลยนะ อายุยังน้อยกว่าพี่ชายอีก แต่ก็ได้เป็นถึงนายทหารระดับผู้บังคับการกรมแล้ว อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่นอน"
"แม่ลองคิดดูสิคะ ถ้าหนูได้แต่งงานกับเขา บ้านหลังนั้นก็จะเป็นของลูกสาวแม่คนนี้ แล้วหนูก็จะรับแม่ไปอยู่ด้วยไงคะ"
"ไม่รู้ล่ะค่ะแม่ ยังไงซะตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้หนูก็ชอบแค่เขาคนเดียว คนอื่นหนูไม่เอาทั้งนั้น"
จางชิวเหมยเป็นคนหัวรั้นมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อตั้งใจจะเอาอะไรแล้ว ก็ต้องเอาให้ได้ เธอจึงพยายามเกลี้ยกล่อมแม่ของเธอทุกวิถีทาง พร้อมกับกอดแขนออดอ้อนไปด้วย
"ไม่ได้ ยังไงแม่ก็ว่ามันไม่ดีอยู่ดี" หนิวชุ่ยยังคงยืนกรานปฏิเสธ
"หนูไม่สน! แม่คะ ถ้าแม่ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมช่วยหนู หนู... หนูจะตายให้แม่ดู!"
พูดจบ จางชิวเหมยก็ทำท่าจะพุ่งเอาหัวโขกกำแพงทันที
ภาพนั้นทำเอาหนิวชุ่ยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อมาโดยตลอด เธอรักและตามใจจางชิวเหมยลูกสาวคนนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยขัดใจเลยสักครั้ง ถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวคงไม่คิดสั้นจริงๆ แต่เธอก็ทนเห็นไม่ได้อยู่ดี
ในที่สุดหนิวชุ่ยก็กัดฟันยอมแพ้ "ก็ได้ๆแม่ยอมแล้ว"
"แล้วเรื่องนี้จะบอกพี่ชายแกรึเปล่า?" หนิวชุ่ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
"อย่าเพิ่งเลยค่ะ เราจัดการเรื่องให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า พอสำเร็จแล้วค่อยไปบอกพี่ชาย ถือว่าเป็นของขวัญเซอร์ไพรส์ให้พี่ชายไปเลย ถ้าพี่ชายมีน้องเขยเก่งๆมาช่วยสนับสนุน เขาต้องดีใจมากแน่ๆ ค่ะ"
หนิวชุ่ย "...ก็ได้ๆ เอาตามนั้นก็ได้"
ว่าแล้วสองแม่ลูกก็เริ่มวางแผนการกันทันที
ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วลงมือวันนี้เลยดีกว่า จางชิวเหมยจึงรีบไปแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยที่สุด ส่วนหนิวชุ่ยก็จะพาลูกสาวไปสู่ขอด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องที่ว่ากู้เจียหนิงภรรยาของเซิ่งเจ๋อซีจะยอมหรือไม่ หรือจะอาละวาดโวยวายหรือเปล่านั้น พวกเธอไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกเธอ กู้เจียหนิงก็เป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง จะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรได้ ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเซิ่งเจ๋อซีทั้งนั้น
ขอเพียงแค่เซิ่งเจ๋อซียอมตกลง ทุกอย่างก็จบ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอเชื่อว่าถ้าเซิ่งเจ๋อซีไม่โง่จนเกินไป เขาก็ต้องยอมตกลงอย่างแน่นอน
เพราะระหว่างผู้หญิงบ้านนอกที่ไร้ค่าคนหนึ่ง กับว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัย ขอแค่ไม่ใช่คนตาบอดก็ย่อมรู้ดีว่าควรจะเลือกใคร
ดังนั้นขณะที่กู้เจียหนิงกำลังให้อาหารเจ้าหู่โพและลูกๆของมันอยู่ในสวนหลังบ้าน เธอก็สังเกตเห็นคนสองคนกำลังด้อมๆมองๆ มาทางบ้านของเธอ
หญิงสาวคนหนึ่งในนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นจางชิวเหมย ดอกท้ออัปมงคลที่คอยจะตามตอแยพี่เจ๋อซีของเธอนั่นเอง
ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ...
[เจ้านาย หญิงแก่คนนั้นไงที่เคยคิดจะมาขโมยของที่บ้านเรา] เจ้าหู่โพเพียงแค่ได้กลิ่นก็จำหนิวชุ่ยได้ทันที
กู้เจียหนิงถึงกับบางอ้อในทันใด เรื่องนี้หู่โพเคยเล่าให้เธอฟังแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้เรื่องราวต่างๆ ก็เริ่มปะติดปะต่อกันในหัวของเธอ เธอนึกออกแล้วว่าหนิวชุ่ยกับจางชิวเหมยเป็นแม่ลูกกัน และยังนึกถึงเรื่องที่ชุนซิ่งกับจางเจี้ยนจวิน ลูกชายของหนิวชุ่ย ทะเลาะกันใหญ่โตเรื่องส่งลูกสาวไปโรงเรียนจนเกือบจะหย่าร้างกันไปเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย
แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงที่เธอไปอยู่ที่เมืองปักกิ่ง และเมื่อเธอกลับมาเรื่องก็จบลงไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงในหมู่ภรรยานายทหารอยู่พักใหญ่
กู้เจียหนิงเองก็ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาจากบรรดาภรรยานายทหารนั่นเอง สำหรับหนิวชุ่ยแล้ว บรรดาภรรยานายทหารต่างก็ไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่นัก จึงไม่ค่อยมีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย
"พวกคุณมองหาใครอยู่เหรอคะ?" กู้เจียหนิงเอ่ยถามออกไป เธอคาดไม่ถึงเลยว่าสองแม่ลูกคู่นี้จะบุกมาถึงหน้าบ้าน
ทางด้านจางชิวเหมยพอเห็นว่าเซิ่งเจ๋อซีไม่อยู่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของกู้เจียหนิง แววตาของเธอก็ฉายแววอิจฉาริษยาออกมาวูบหนึ่ง
มีแค่ผู้หญิงบ้านนอกคนนี้อยู่คนเดียวน่ะเหรอ?
ก็ดีเหมือนกัน! ถือโอกาสนี้ทำให้ผู้หญิงบ้านนอกคนนี้เจียมตัวแล้วถอยไปเอง
สองแม่ลูกกอดอกแล้วเดินเข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ ราวกับว่าพวกเธอคือเจ้าของบ้านหลังนี้เสียเอง
[จบบท]