บทที่ 294: ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ก็เท่ากับว่าเป็นการตบหน้าสั่งสอนแบบคนละมิติเลยน่ะสิ!
ขณะที่สองแม่ลูกตระกูลจางกำลังจะเดินเข้าไปประจันหน้ากับกู้เจียหนิง หู่โพพร้อมด้วยลูกๆ ทั้งสี่ของมันก็พลันปรากฏกายขึ้นราวกับสายลม พุ่งตรงมาขวางหน้ากู้เจียหนิงไว้ในทันที พวกมันยืนตั้งมั่นเป็นกำแพงขนปุยที่น่าเกรงขาม ปกป้องเจ้านายหญิงของพวกมันเอาไว้เบื้องหลัง
สัญชาตญาณของสัตว์เดียรัจฉานมันเฉียบคมนัก หู่โพและลูกๆ ของมันสัมผัสได้ถึงรังสีคุกคามที่แผ่ออกมาจากสองแม่ลูกคู่นี้ได้อย่างชัดเจน พวกมันรู้ดีว่าในช่วงเวลาที่เจ้านายชายไม่อยู่บ้าน หน้าที่ในการปกป้องเจ้านายหญิงและเจ้านายน้อยทั้งสองก็ตกเป็นของพวกมันโดยสมบูรณ์
โชคดีที่ตอนนี้เจ้านายน้อยทั้งสองกำลังหลับปุ๋ยอยู่ในห้อง ทำให้พวกมันสามารถทุ่มเทสมาธิทั้งหมดมาที่สถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
สำหรับป้าหนิวแล้ว ภาพของสุนัขฝูงนี้เปรียบเสมือนฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ความทรงจำอันน่าอัปยศอดสูในวันที่โดนหนึ่งในเจ้าพวกนี้วิ่งไล่กวดจนเสียสติยังคงฝังลึกอยู่ในใจ
เพียงแค่เห็นพวกมันปรี่เข้ามาใกล้ เธอก็ถึงกับสะดุ้งโหยงถอยหลังกรูดไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว จนเกือบจะเสียหลักดึงแขนจางชิวเหมยผู้เป็นลูกสาวให้ล้มคะมำไปด้วยกัน
“โอ๊ย! แม่ จะทำอะไรของแม่เนี่ย!” จางชิวเหมยที่เกือบจะหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้นร้องออกมาอย่างหัวเสีย เธอรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากู้เจียหนิง
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจ้ะ พอดีแม่แค่ยืนไม่ค่อยจะมั่นคงเท่านั้นเอง” ป้าหนิวรีบกล่าวแก้ตัวเสียงอ่อย เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าพรรค์นั้น มีหรือที่เธอจะกล้าเล่าให้ลูกสาวฟัง
กู้เจียหนิงกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกคุณเป็นใครกันคะ มาที่บ้านของฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า”
แม้ในใจจะรู้ดีว่าสตรีทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเธอไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆต่อกันมาก่อน ดังนั้นการทำทีเป็นไม่รู้จักจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ขณะที่เอ่ยถาม หางตาของกู้เจียหนิงก็เหลือบไปเห็นเงาคนวูบวาบอยู่บริเวณนอกรั้วบ้าน ดูเหมือนจะมีเพื่อนบ้านบางคนกำลังแอบชะโงกหน้ามองดูเหตุการณ์อยู่ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ
ทางด้านจางชิวเหมยและป้าหนิวกลับไม่ได้รับรู้เลยว่า การมาเยือนบ้านกู้เจียหนิงของพวกตนในครั้งนี้ ได้กลายเป็นมหรสพชั้นดีที่ดึงดูดเหล่าภรรยานายทหารและครอบครัวในบ้านพักให้พากันแห่มามุงดูด้วยความสนใจ เพราะใครๆต่างก็รู้ดีว่าการปรากฏตัวของสองแม่ลูกคู่นี้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณของเรื่องดีงามอย่างแน่นอน
จางชิวเหมยเหลือบมองมารดาเป็นเชิงส่งสัญญาณ ป้าหนิวซึ่งรออยู่แล้วก็เข้าใจในทันที
เธอสูดหายใจลึกพยายามข่มความกลัวที่มีต่อฝูงสุนัขของหู่โพเอาไว้ในใจ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เธอน่ะเหรอ คือกู้เจียหนิง ภรรยาบ้านนอกคนนั้นของผู้พันเซิ่ง”
ขณะที่พูด ดวงตารูปสามเหลี่ยมของเธอก็จ้องสำรวจกู้เจียหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง เมื่อได้เห็นใบหน้าที่งดงามหมดจดเสียยิ่งกว่าลูกสาวของตน ประกอบกับเรือนร่างที่ยังคงมีส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างน่าอิจฉาแม้จะกำลังตั้งครรภ์ ความริษยาก็พลันลุกโชนขึ้นในใจของเธออย่างรุนแรง
นางจิ้งจอก! รูปโฉมยั่วยวนขนาดนี้ ไม่ใช่นางจิ้งจอกแล้วจะเป็นอะไรได้!
กู้เจียหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ‘ภรรยาบ้านนอก’ งั้นเหรอ?
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง... นานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้ยินใครเรียกเธอด้วยคำนี้อีก
มุมปากของเธอกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะตอบกลับไป “ใช่แล้วค่ะ ฉันนี่แหละ กู้เจียหนิง ภรรยาบ้านนอกของพี่เซิ่งเจ๋อซี ว่าแต่... พวกคุณมีธุระอะไรกับฉันงั้นเหรอคะ”
เธอจงใจเน้นเสียงที่คำว่า ‘ภรรยาบ้านนอก’ เป็นพิเศษ
เมื่อได้ยินกู้เจียหนิงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา จางชิวเหมยและป้าหนิวก็พลันรู้สึกเหมือนได้ถือไพ่เหนือกว่าในทันที ความหยิ่งผยองฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของพวกเธอ
ป้าหนิวรู้สึกว่าตัวเองมีพลังอำนาจมากขึ้นมาในบัดดล
“เธอยอมรับก็ดีแล้ว!”
“ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ ลูกสาวของฉันเสี่ยวเหมย ได้รับจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยแล้ว ตอนนี้เธอเป็นว่าที่นักศึกษาแล้วนะ!”
กู้เจียหนิงยังคงกอดอกมองด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมกับเลิกคิ้วถามกลับไป “แล้วยังไงต่อเหรอคะ”
ป้าหนิวแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห เธอคิดว่ากู้เจียหนิงกำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่เธอก็ใบ้ให้จนถึงขนาดนี้แล้ว
“หมายความว่ายังไง เธอยังจะไม่เข้าใจอีกเหรอ”
“ก็หมายความว่า เธอสมควรที่จะหลีกทางได้แล้ว!”
“ลูกสาวของฉันต่างหาก คือคนที่เหมาะสมกับผู้พันเซิ่งที่สุด!”
“ส่วนเธอน่ะ รีบเก็บข้าวของพาลูกๆ ทั้งสองคนของเธอกลับบ้านนอกไปซะเถอะ!”
ในที่สุดกู้เจียหนิงก็ถึงบางอ้อ เธอเงยหน้ามองฟ้าอย่างจนปัญญา
นี่มันคือสถานการณ์ที่แม่พาลูกสาวที่หลงใหลในตัวเซิ่งเจ๋อซี มาบีบบังคับให้เธอซึ่งเป็นภรรยาหลวงต้องยอมสละตำแหน่งสินะ
บอกตามตรงเลยว่าเธอเพิ่งจะเคยเจออะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
เธอแทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ให้กับความเพ้อฝันและความโง่เขลาที่ไร้ขีดจำกัดของคนตรงหน้า
ในขณะเดียวกัน กลุ่มจีนมุงที่แอบดูอยู่ก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสองแม่ลูกตระกูลจางจะมีความคิดที่สุดโต่งและไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้
ลูกสาวไปหลงรักสามีชาวบ้าน
แล้วผู้เป็นแม่ก็พาลูกสาวมาถึงหน้าบ้านเพื่อขับไล่ไสส่งภรรยาและลูกๆ ของเขาให้ออกไปจากชีวิต
นี่มัน... เป็นบุญตาจริงๆ ที่ได้เห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต!
สองแม่ลูกคู่นี้ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!
“ฉันว่าแล้วว่าป้าหนิวไม่ใช่คนดีๆตั้งแต่แรก ภรรยาคนแรกของลูกชายผู้พันจางก็ถูกเธอบีบจนต้องเตลิดหนีไป”
“ตอนนี้ชุนซิ่งก็กำลังจะหย่าอีก ฉันว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับยัยป้าหนิวคนนี้แน่ๆ”
“ส่วนจางชิวเหมยนี่ก็... หน้าไม่อายจริงๆ”
“ตอนแรกฉันยังคิดว่าจางชิวเหมยเป็นถึงว่าที่นักศึกษา พี่ชายก็เป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรม คิดว่าจะแนะนำให้หลานชายที่บ้านซะหน่อย แต่ตอนนี้...” ชายคนนั้นส่ายหน้าอย่างระอา
ถ้าแนะนำให้หลานชายตัวเองไปจริงๆ คงจะเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมอย่างมหันต์
ทางด้านกู้เจียหนิงยังคงเผชิญหน้ากับความหยิ่งผยองของสองแม่ลูกด้วยท่าทีสบายๆ เธอยกนิ้วขึ้นปัดปอยผมที่ปรกลงมาบนหน้าผากอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนจะเบนสายตาไปจับจ้องที่จางชิวเหมย
“ที่แท้ก็คือ เธอชอบพี่ซีของฉัน และอยากให้ฉันหย่า เพื่อที่เธอจะได้แต่งงานกับเขาสินะ”
เมื่อถูกเปิดโปงความในใจอย่างซึ่งๆ หน้า จางชิวเหมยก็มีอาการประหม่าไปชั่วขณะ แต่เธอก็รวบรวมความกล้าเอาไว้ได้ เมื่อนึกถึงภาพของเซิ่งเจ๋อซี ชายหนุ่มร่างสูงสง่าและหล่อเหลา ใบหน้าของเธอก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมา
“ฉัน... ฉันก็แค่หวังดีกับผู้พันเซิ่ง ฉันเป็นนักศึกษา พี่ชายของฉันก็เป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรม มีเพียงฉันเท่านั้นที่คู่ควรกับผู้พันเซิ่งที่สุด”
เมื่อเอ่ยถึงสถานะ ‘นักศึกษา’ ของตัวเอง จางชิวเหมยก็รู้สึกมีพลังใจขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม
“ใช่แล้ว! ลูกสาวของฉันเป็นนักศึกษานะ แถมยังเรียนสาขาการแพทย์ด้วย จบมาก็จะได้เป็นหมอ” ป้าหนิวกล่าวเสริมอย่างภาคภูมิใจ
สถานะของลูกสาวเธอนั้น เหนือกว่ากู้เจียหนิงที่เป็นเพียงหญิงสาวบ้านนอก ไม่มีความรู้อะไรเลย อยู่หลายขุมนัก
“ถ้าเธอหวังดีกับผู้พันเซิ่งจริงๆ และยังพอมีความละอายใจอยู่บ้าง ก็ควรจะรู้ตัวได้แล้ว รีบๆ หย่าแล้วพาลูกๆ ของเธอไปซะ!”
ในที่สุดกู้เจียหนิงก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว “ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เพียงเพราะว่าลูกสาวของคุณเป็นนักศึกษา ก็เลยคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นอย่างนั้นเหรอคะ”
“นักศึกษา... มันเป็นอะไรที่ล้ำค่าน่าชื่นชมขนาดนั้นเลยเหรอคะ” กู้เจียหนิงย้อนถาม
ป้าหนิวเมื่อได้ฟังคำพูดของกู้เจียหนิง ก็รู้สึกว่าเธอช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน เธอจึงระเบิดหัวเราะออกมาอย่างดังลั่น
“นักศึกษาน่ะสิ แน่นอนว่าต้องล้ำค่าและสุดยอดอยู่แล้ว!”
“อะไรกัน แค่ผู้หญิงบ้านนอกคอกนาอย่างเธอ กล้าดียังไงมาดูถูกนักศึกษา”
“คนไม่มีการศึกษานี่มันน่ากลัวจริงๆ”
“ก็ไม่แปลกหรอกที่เธอไม่ได้เป็นนักศึกษา แต่เป็นได้แค่สาวชาวบ้านธรรมดาๆ”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็เริ่มขมวดคิ้ว ภรรยาของผู้พันเซิ่งคนนี้ แม้จะหน้าตาสะสวย แต่ทำไมถึงพูดจาอะไรแบบนี้ออกมาได้นะ
ประเทศเพิ่งจะกลับมาจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นาน รัฐบาลก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
สถานะของนักศึกษานั้นย่อมเป็นที่น่าปรารถนาอย่างแน่นอน ได้ยินมาว่าคนที่สอบติด รัฐบาลยังมีเงินอุดหนุนให้อีกด้วย
แต่ภรรยาของผู้พันเซิ่งกลับพูดจาดูแคลนเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังเสียจริง...
แต่แล้วในตอนนั้นเอง กู้เจียหนิงก็ได้ก้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างกับหู่โพ
ในวินาทีต่อมาหู่โพก็หันหลังวิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันกลับออกมาอีกครั้ง
ทุกคนก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าในปากของมันคาบกล่องใบเล็กๆ ใบหนึ่งเอาไว้
กู้เจียหนิงรับกล่องใบนั้นมา ก่อนจะเปิดมันออกอย่างช้าๆ
“ฉันอาจจะไม่ใช่นักศึกษาก็จริง แต่ว่า...”
“ฉันเป็นนักศึกษาปริญญาเอก!”
“ทั้งจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง, มหาวิทยาลัยชิงหัว...” กู้เจียหนิงร่ายชื่อมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศออกมาหลายแห่ง ก่อนจะหยิบเอาใบประกาศนียบัตรออกมาทีละใบแล้วคลี่ให้ทุกคนได้เห็น
และสุดท้าย เธอก็หยิบเอาใบประกาศนียบัตรแต่งตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ทางการแพทย์ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐออกมา
สายตาของเธอจับจ้องไปที่จางชิวเหมยอย่างแน่วแน่ “เธอว่าในอนาคตเธอจะเป็นหมออย่างนั้นเหรอ”
“แต่ต้องขอโทษด้วยนะ พอดีว่าตอนนี้ฉันเป็นหมออยู่แล้ว และยังเป็นถึงศาสตราจารย์อีกด้วย!”
“นี่คือใบประกาศที่ทางรัฐบาลมอบให้ฉัน เธออ่านหนังสือออก ก็น่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนนะ”
การกระทำของกู้เจียหนิงในครั้งนี้ ทำเอาป้าหนิว จางชิวเหมย และบรรดาจีนมุงทุกคนถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง!
นี่... นี่ถ้าหากว่ามันเป็นเรื่องจริงล่ะก็... ก็เท่ากับว่าเป็นการตบหน้าสั่งสอนแบบคนละมิติเลยน่ะสิ!
[จบบท]