บทที่ 313: สำคัญกว่าความขัดแย้งส่วนตัว
“แต่ความปลอดภัยของชาวบ้าน ความปลอดภัยของซิงซิง สำคัญกว่าความขัดแย้งส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น”
ถึงแม้ว่าตอนที่ปะป๊ากำลังคุยกับคุณปู่ใจร้ายคนนั้น เยว่เยว่จะกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนอยากจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนเขาสักที
หนูน้อยอยากจะตะโกนบอกคุณปู่ใจร้ายคนนั้นออกไปดังๆ
การตัดสินใจของปะป๊าไม่มีวันผิดพลาดหรอก!
ถึงเยว่เยว่จะเป็นแค่เด็ก แต่หนูน้อยก็ไม่เคยพูดจาเหลวไหลไร้สาระ
ทว่าท้ายที่สุดแล้วหนูน้อยก็ทำได้เพียงอดทนอดกลั้นไว้
ตลอดการสนทนาอันตึงเครียด เยว่เยว่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียว เด็กหญิงตัวน้อยทำได้เพียงข่มความโกรธเอาไว้ จนกระทั่งขอบตาเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำ
ในสายตาของเด็กหญิงตัวน้อย ตอนนี้หลินฉู่สือได้กลายเป็นคุณปู่ใจร้ายไปเสียแล้ว
เยว่เยว่ที่กำลังกอดขาหม่าม้าของเธอเอาไว้แน่นเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
กู้เจียหนิงค่อยๆ ลูบหลังปลอบโยนลูกสาวเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเซิ่งเจ๋อซีที่กำลังโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียดไม่ต่างกัน “พี่ซีคะ นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”
“แล้วที่คุณปู่ใจร้ายที่เยว่เยว่พูดถึงนี่คือใครกัน”
เซิ่งเจ๋อซีขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าของเขาบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด “คือหลินฉู่สือ!”
กู้เจียหนิงรู้สึกฉงนใจ ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด
เซิ่งเจ๋อซีจึงเอ่ยเตือนความจำ “คนที่แต่งงานกับจางชิวเหมยไง!”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองจนแทบจะกัดฟันพูด
ในที่สุดกู้เจียหนิงก็นึกออก ที่แท้ก็เป็นตาคนนี้นี่เอง!
แล้วทำไมคนคนนี้ถึงไม่เห็นด้วยล่ะ!
นี่เป็นเรื่องของส่วนรวม หรือเป็นเพราะเรื่องส่วนตัวกันแน่ กู้เจียหนิงครุ่นคิดในใจ แต่เธอก็เอนเอียงไปทางเหตุผลอย่างหลังมากกว่า
และความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น ในขณะเดียวกัน หลินฉู่สือที่เพิ่งเดินออกจากห้องทำงานของผู้บังคับการเฉิน กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านพักของตนเอง
ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องทำงานยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
เซิ่งเจ๋อซี…
ไอ้หนุ่มนี่น่ะเหรอ คือผู้ชายที่เมียเด็กของเขาเคยหลงใหลได้ปลื้ม!
เฮอะ!
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่หล่อเหลา ร่างกายที่แข็งแกร่ง และความเป็นหนุ่มแน่นของเซิ่งเจ๋อซี ดวงตาของหลินฉู่สือก็ฉายแววแห่งความอิจฉาริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เรื่องราวที่เมียเด็กของเขาเคยคลั่งไคล้เซิ่งเจ๋อซีนั้นโด่งดังไปทั่วทั้งกองทัพ ยากนักที่เขาจะไม่ได้ยิน
และแน่นอนว่าหลินฉู่สือรู้สึกอิจฉาอย่างรุนแรง
เพราะว่า... เขารักจางชิวเหมย!
ไม่มีใครเคยล่วงรู้เลยว่าเมื่อสองปีก่อน ตอนที่จางชิวเหมยเดินทางมาถึงเขตทหารแห่งนี้เป็นครั้งแรก เพียงแรกพบสบตาเงาร่างของหญิงสาวคนนี้ก็ได้ฝังลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เขารู้ดีว่ายังมีผู้หญิงที่สวยกว่าจางชิวเหมยอีกมากมายนับไม่ถ้วน
และก็รู้ดีอีกเช่นกันว่าผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงกว่าเธอก็มีอยู่ถมไป
เขารู้กระทั่งว่าจางชิวเหมยไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ เธอเองก็มีข้อบกพร่องเช่นกัน
แต่เขาก็ไม่สามารถควบคุมหัวใจตัวเองไม่ให้รักเธอได้
หลินฉู่สือเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าควรจะไปสู่ขอเธอดีหรือไม่
เพราะอย่างไรเสีย จางชิวเหมยก็ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนเขาก็เป็นพ่อม่ายภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว
เขาเชื่อว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา หากต้องการจะแต่งงานกับเธอ ก็ย่อมทำได้อย่างแน่นอน
อีกทั้งนิสัยใจคอของจางเจี้ยนจวิน พี่ชายของจางชิวเหมย เขาก็รู้จักเป็นอย่างดี
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเลือกที่จะยับยั้งชั่งใจเอาไว้
เพราะเขารู้ตัวดีว่าอายุของตัวเองนั้นมากเกินไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงได้แต่เก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ในใจ
และช่วงเวลาแห่งการอดทนอดกลั้นนั้นก็ยาวนานถึงสองปีกว่า
จนกระทั่งจางชิวเหมยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ
หลินฉู่สือคิดว่าจางชิวเหมยที่กำลังจะกลายเป็นนักศึกษา ก็เปรียบเสมือนนกที่ติดปีก ยิ่งทำให้เขากับเธอห่างไกลกันมากขึ้นไปอีก และไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย
ดังนั้น เขาจึงเกือบจะตัดใจจากความคิดนั้นไปแล้ว
แต่แล้วในตอนนั้นเองก็มีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่าจางชิวเหมยหลงรักเซิ่งเจ๋อซี และยังถูกลงโทษเนื่องจากข้อหาทำลายครอบครัวทหาร
ไม่เพียงแต่จะถูกขับไล่ออกจากเขตทหาร แต่โควตานักศึกษาก็ถูกยกเลิกไปด้วย มิหนำซ้ำยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเวลา 3 ปี
อันที่จริงแล้ว ก่อนที่ผลการลงโทษจะถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ หลินฉู่สือก็ล่วงรู้เรื่องนี้ก่อนแล้ว
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ในตอนแรกการตัดสินใจของเบื้องบนคือการไล่แม่ลูกตระกูลจางออกจากเขตทหารเท่านั้น แต่เรื่องการแจ้งไปยังมหาวิทยาลัยที่เธอสอบติดเพื่อยกเลิกสิทธิ์นั้นไม่ได้อยู่ในบทลงโทษแต่อย่างใด
เหตุผลที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้ ก็เพราะหลินฉู่สือเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
หลินฉู่สือยอมรับกับตัวเองว่าเขาทำเรื่องที่เลวทรามและใช้วิธีการที่ไม่ขาวสะอาด
แต่เขาก็รักจางชิวเหมยมากเกินไป
ถึงแม้จะรู้ว่าจางชิวเหมยรักเซิ่งเจ๋อซี แต่หากมันทำให้เขาได้แต่งงานกับเธอ เขาก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เขารู้ดีว่าโควตานักศึกษาเปรียบเสมือนความหวังทั้งหมดของจางชิวเหมย
ตราบใดที่เธอยังมีสถานะเป็นนักศึกษา เขากับเธอก็จะไม่มีวันเป็นไปได้
แต่ถ้าหากจางชิวเหมยสูญเสียสถานะนักศึกษาไปโดยสิ้นเชิง และยังถูกขับไล่ออกจากเขตทหารอีก ในยามที่เธอตกอับและอับจนหนทางเช่นนั้น...
เขากับเธอก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้
และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นทุกประการ
ในเวลาอันรวดเร็วเขาก็ได้แต่งงานกับจางชิวเหมยสมใจปรารถนา
ถึงแม้เขาจะดูออกว่าจางชิวเหมยไม่ค่อยพอใจในตัวเขาเท่าไหร่นัก และไม่ได้รักเขาเลยก็ตาม
แต่เธอก็ยังคงเชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย กระทั่งยอมตั้งท้องลูกของเขา
หลินฉู่สือคิดว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
สำหรับเซิ่งเจ๋อซีแล้ว หลินฉู่สือรู้สึกอิจฉาอย่างไม่ต้องสงสัย
ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดที่จะลงมือจัดการกับเซิ่งเจ๋อซี
แต่เขาเลือกที่จะไปสืบประวัติภูมิหลังของสองสามีภรรยาคู่นี้ก่อน
ทว่าเพียงแค่เริ่มสืบเขาก็ถูกจับได้และถูกสั่งให้หยุดการกระทำนั้นทันที
เรื่องนี้ทำให้หลินฉู่สือใจหายวาบ และทำให้เขารู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ดังนั้นแม้จะสงสัยใคร่รู้เพียงใด เขาก็จำต้องระงับความคิดที่จะลงมือกับสองสามีภรรยาคู่นี้เอาไว้ก่อน
แม้กระทั่งการหาเรื่องกลั่นแกล้งเล็กๆน้อยๆ ในเวลาปกติ เขาก็ยังไม่กล้าทำ
เพราะตระกูลหลินสามารถยืนหยัดอยู่บนเกาะฮ่วนซามาได้นานหลายปี ก็ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม การสร้างความรำคาญใจให้เซิ่งเจ๋อซีเหมือนอย่างวันนี้ก็ยังพอทำได้
สำหรับคำพูดของผู้บังคับการเฉินที่ยกย่องว่าลูกๆ ของเซิ่งเจ๋อซีและสุนัขของเขาฉลาดหลักแหลมเพียงใดนั้น หลินฉู่สือกลับรู้สึกดูถูกเหยียดหยามอยู่ในใจ
เขาคิดว่าเรื่องที่เด็กและสุนัขตัวนั้นบอกว่ามีแก๊งค้ายาเสพติดอยู่บนเกาะฮ่วนซานั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
เพราะเมื่อไม่นานมานี้ผู้ที่รับผิดชอบในการติดตามไล่ล่าคนกลุ่มนั้นก็คือตัวเขาเอง
เขามั่นใจได้เลยว่าคนกลุ่มนั้นได้หลบหนีไปยังมณฑลข้างเคียงแล้ว
และตอนนี้พวกเขาก็ยังคงอยู่ที่มณฑลข้างเคียงนั่นแหละ
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะอยู่บนเกาะฮ่วนซา
หากพวกเขาอยู่บนเกาะฮ่วนซาจริงๆ เขาจะต้องรู้เป็นคนแรก
เจ้าเซิ่งเจ๋อซีนี่ช่างทะนงตนเกินไปแล้ว แล้วยังจะมาถูกเด็กกับหมาหลอกอีก
“เฮอะ คิดว่ามีแต่แก เซิ่งเจ๋อซี แล้วก็ลูกๆ กับหมาของแกเท่านั้นหรือไงที่ฉลาด คนอื่นโง่เง่ากันหมดหรือไง” หลินฉู่สือพึมพำเยาะเย้ยกับตัวเอง
“เจ้าเฉินฮั่นนี่ดูเหมือนจะสนิทกับเซิ่งเจ๋อซีดีนะ ถึงกับยอมบ้าไปกับเขาด้วย”
ทางด้านนี้กู้เจียหนิงได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากเซิ่งเจ๋อซีแล้วว่า หลินฉู่สือชายที่จางชิวเหมยแต่งงานด้วย ได้ขัดขวางไม่ให้ผู้บังคับบัญชาของเซิ่งเจ๋อซีส่งกำลังทหารออกไป
กู้เจียหนิงยากที่จะจินตนาการได้ว่าชายคนนั้นไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
กู้เจียหนิงเหลือบมองนาฬิกา “เหลือเวลาอีกแค่ 6 ชั่วโมงกว่าๆ เองนะคะ”
“แล้วไหนจะซิงซิงอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกจะเป็นยังไงบ้าง”
แววตาของกู้เจียหนิงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“จริงๆ แล้ว ผู้บังคับบัญชาบอกว่ายังมีอีกวิธีหนึ่ง…” ในไม่ช้า เซิ่งเจ๋อซีก็พูดถึงวิธีนั้นออกมาด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง
“ถ้างั้นพี่...”
“พี่จะไปโทรศัพท์หาตาแก่นั่นเดี๋ยวนี้แหละ” แทบจะในทันทีที่กู้เจียหนิงยังถามไม่ทันจบประโยค เซิ่งเจ๋อซีก็ตอบกลับมา
กู้เจียหนิงมองเขาอย่างประหลาดใจ เพราะเธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายคนนี้กับพ่อสามีที่เธอเรียกได้ไม่เต็มปากนั้นเลวร้ายเพียงใด
แต่ตอนนี้เขากลับต้องไปเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนคนนั้น
เซิ่งเจ๋อซีกุมมือของกู้เจียหนิงไว้แน่น “หนิงหนิง อะไรสำคัญที่สุด พี่ยังแยกแยะได้”
“หน้าตา ศักดิ์ศรีมันสำคัญก็จริง แต่ความปลอดภัยของชาวบ้าน ความปลอดภัยของซิงซิง สำคัญกว่าความขัดแย้งส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น”
แสงสุดท้ายของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลงมากระทบร่างของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
อาบไล้เรือนร่างของเขาให้ดูราวกับมีรัศมีเรืองรองเปล่งประกาย
กู้เจียหนิงคิดในใจ บางทีอาจเป็นเพราะเสน่ห์และอุดมการณ์อันแรงกล้านี้เองกระมัง ที่ทำให้เธอตกหลุมรักเขา
“หนิงหนิง ไม่คุยแล้วนะ เวลามีจำกัด พี่ต้องรีบไปโทรศัพท์ก่อน”
“ค่ะ ฉันจะรอพี่นะคะ!”
สิ่งที่กู้เจียหนิงทำได้ในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการรอคอยให้เซิ่งเจ๋อซีหาความช่วยเหลือมาให้ได้
เธออยากจะออกไปตามหาซิงซิงใจจะขาด แต่เธอก็รู้ดีว่าเซิ่งเจ๋อซีไม่มีทางยอมให้เธอไปคนเดียวอย่างแน่นอน
[จบบท]