บทที่ 315: น่าเสียดาย เด็กฉลาดอยู่ได้ไม่นาน
“ฉันมีของอย่างหนึ่งจะให้พี่” กู้เจียหนิงเอ่ยขึ้น
ท่ามกลางความสงสัยของเซิ่งเจ๋อซี กู้เจียหนิงหยิบกล่องคอนแทคเลนส์ออกมา เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบข้างหูของเขาเพื่ออธิบายสรรพคุณของมัน
ดวงตาของเซิ่งเจ๋อซีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“หนิงหนิง พี่เข้าใจแล้ว” หลังจากกู้เจียหนิงอธิบายจบ เซิ่งเจ๋อซีก็ตอบรับ เขากุมมือของภรรยาสาวไว้แน่น “ถ้าของสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างที่เธอว่าจริง มันจะมีคุณค่ามหาศาลเลยทีเดียว”
ถึงแม้ว่ามันจะมีข้อจำกัดด้านเวลาก็ตาม
กู้เจียหนิงพยักหน้ารับเบาๆ “อื้ม” ก็แหงล่ะ นั่นเป็นของที่เธอตั้งใจเลือกมาจากร้านค้าในระบบโดยใช้คะแนนสะสมแลกมาโดยเฉพาะเลยนะ
“เดี๋ยวฉันใส่ให้”
“ได้เลย”
พูดตามตรง เซิ่งเจ๋อซีไม่เคยรู้จักของสิ่งนี้มาก่อน ไม่เคยเห็น และแน่นอนว่าใส่ไม่เป็น
ไม่นานนัก ด้วยความร่วมมือของเขา กู้เจียหนิงก็สามารถใส่คอนแทคเลนส์แบบพิเศษนี้ให้เขาได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากใส่แล้ว เซิ่งเจ๋อซีก็ยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างใดๆ เป็นพิเศษ และคนภายนอกก็มองไม่เห็นความผิดปกติเช่นกัน
“ไปเถอะค่ะ ฉันจะอยู่บ้านกับเยว่เยว่รอพี่กลับมา”
“อื้ม”
“ปะป๊าสู้ๆ นะคะ” เยว่เยว่ตะโกนให้กำลังใจพ่อของเธอ
จากนั้นไม่นาน เซิ่งเจ๋อซีก็พาหู่โพและลูกๆของมันติดตามกลุ่มคนที่นำโดยเฉินฮั่น แทรกตัวหายเข้าไปในความมืดมิดของยามค่ำคืนอย่างเงียบเชียบ ร่างของพวกเขาเลือนหายไปกับความมืดอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่ต้องพาหู่โพและลูกๆของมันไปด้วย ก็เพื่อตามหาซิงซิงและเหลยถิงโดยเฉพาะ เพราะพวกมันสามารถดมกลิ่นตามรอยได้ แน่นอนว่าทางฝั่งของเฉินฮั่นเองก็ได้นำสุนัขทหารตัวอื่นๆ มาด้วยเช่นกัน
ทางด้านของซิงซิงและเหลยถิง พวกเขาสะกดรอยตามชายคนนั้นมาเป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้ว
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลง ชายคนนั้นก็หยุดเดินในที่สุดก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นรังของพวกมันสินะ” ซิงซิงพึมพำกับตัวเอง
เด็กน้อยรู้ดีว่าไม่ควรเดินเข้าไปใกล้กว่านี้อีกแล้ว เพราะหากถูกพบเข้าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขารู้ตัวดีว่าตัวเองยังเป็นแค่เด็ก และไม่เคยประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป
ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ควรทำที่สุดคือรอให้เยว่เยว่แจ้งข่าวให้ปะป๊าทราบ แล้วรอปะป๊าพาคนมาจับผู้ร้าย
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาได้รับรู้ผ่านกระแสจิตที่เชื่อมถึงกันระหว่างสองพี่น้องแล้วว่า เยว่เยว่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้ปะป๊าฟังแล้ว และตอนนี้ปะป๊าก็กำลังนำกำลังคนมาสมทบ
“เหลยถิง แกจำที่นี่กับกลิ่นของชายคนนั้นได้แล้วใช่ไหม” ซิงซิงเอ่ยถามเหลยถิง
เหลยถิงพยักหน้ารับ
“งั้นเรากลับกันเถอะ”
ทว่าทันทีที่เด็กน้อยกับสุนัขคู่ใจหันหลังกลับ ก็ต้องเผชิญหน้ากับชายสองคนที่เดินสวนมาในความมืด บนมือของพวกเขายังมีขวดเหล้าหิ้วอยู่ด้วย
ในชั่วพริบตา สายตาของทั้งคู่ก็จับจ้องมาที่ซิงซิงและเหลยถิง
“นี่เจ้าหนู แกเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาฟังดูอ่อนโยนยิ่งนัก
แต่ในวินาทีนั้นเอง ขนของเหลยถิงกลับลุกชันขึ้นเล็กน้อย เพราะมันได้กลิ่นของชายใจร้ายคนนั้นโชยออกมาจางๆ จากตัวของชายทั้งสองคนนี้
นั่นหมายความว่าอะไร ก็หมายความว่าทั้งสองคนนี้เป็นพวกเดียวกับชายใจร้ายคนนั้นน่ะสิ
เหลยถิงอยากจะเตือนซิงซิงใจจะขาด แต่มันก็รู้ดีว่าการส่งสัญญาณเตือนในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม
แม้ว่าน้ำเสียงของชายร่างสูงโปร่งจะฟังดูอ่อนโยน แต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยแววสำรวจและประกายอำมหิต
ซิงซิงกระพริบตาปริบๆ ดวงตาฉายแววงุนงงระคนหวาดระแวง ก่อนจะแสร้งทำเสียงแข็งกร้าว “แล้วทำไมผมต้องบอกคุณด้วยล่ะ คุณจะลักพาตัวผมไปขายใช่ไหมล่ะ หึ ผมไม่หลงกลคุณหรอก”
“บ้านผมอยู่แถวนี้เองนะ ปะป๊าผมเป็นตำรวจด้วย ถ้าคุณกล้าลักพาตัวผมไปขาย ปะป๊าผมจับคุณแน่”
ชายทั้งสองสบตากัน
“โอ้โฮ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเด็กที่ระวังตัวสูงขนาดนี้”
“หนูเข้าใจผิดแล้วล่ะ ลุงไม่ใช่คนค้ามนุษย์นะ”
“ลุงแค่อยากจะเตือนว่าดึกแล้ว เด็กตัวคนเดียวไม่ควรออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกแบบนี้ ไม่งั้นถ้าเจอคนค้ามนุษย์ตัวจริงเข้า จะแย่เอานะ”
ซิงซิงทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ “อ๋อ ที่แท้คุณลุงก็เป็นคนดีนี่เอง”
“ครับคุณลุง ผมเข้าใจแล้ว”
เด็กน้อยแสดงท่าทีเหมือนถูกหลอกได้ง่ายๆ และเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย
“งั้นคุณลุงครับ ผมกลับบ้านก่อนนะครับ”
“เจ้าหมา กลับบ้านกันเถอะ”
เหลยถิงเห่าตอบรับอย่างเชื่อฟัง
จากนั้นซิงซิงก็พาเหลยถิงเดินตรงไปข้างหน้า ส่วนชายสองคนนั้นก็เดินต่อไปในทางของตน ทั้งสองฝ่ายเดินสวนทางกัน
แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลงบนร่างของพวกเขา ทอดเงาของทุกคนให้ยาวเหยียดออกไปจนสุดสายตา
ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเดินสวนกันจนร่างของพวกเขาเกือบจะซ้อนทับกันนั้น มือเล็กๆ ของซิงซิงที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก็กำแน่นขึ้นจนเหงื่อเริ่มซึมออกมา
อันที่จริงแล้วสิ่งที่เหลยถิงได้กลิ่น ซิงซิงผู้ชาญฉลาดก็สังเกตเห็นจากแววตาของชายคนนั้นเช่นกัน เขาสันนิษฐานว่าคนทั้งสองนี้น่าจะเป็นพรรคพวกของชายใจร้ายคนนั้น
เขารู้ดีว่าพละกำลังของตัวเองนั้นสู้ไม่ได้ หากต้องพึ่งพาแค่เหลยถิงก็ไม่รู้ว่าจะไหวหรือไม่ ถ้าอีกฝ่ายไม่มีอาวุธก็ยังพอว่า แต่ถ้ามีอาวุธขึ้นมาล่ะก็…
ดังนั้นซิงซิงจึงรู้ว่าแผนการที่ดีที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบหนีไปก่อน
และดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น
ร่างของพวกเขาสวนกัน และในขณะที่เงาของทั้งสองฝ่ายกำลังจะแยกออกจากกันนั้นเอง เหลยถิงก็พลันเห็นเงาของชายคนหนึ่งบนพื้นเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน!
ในตอนนั้นเอง เหลยถิงก็เคลื่อนไหวเช่นกัน!
ผลก็คือ ในชั่วพริบตานั้น เหลยถิงที่หันกลับไปก็เผชิญหน้ากับชายร่างสูงโปร่งที่หันกลับมาอย่างกะทันหันพอดี
ตอนนี้มือข้างหนึ่งของชายร่างสูงโปร่งได้เหยียดออกไปทางซิงซิงอย่างแรง หมายจะคว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้ให้ได้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวและน่ากลัว แววตาก็เต็มไปด้วยความดุร้าย
เหลยถิงกระโจนเข้าใส่ทันที กรงเล็บแหลมคมตะปบลงบนมือของชายร่างสูงโปร่ง พร้อมกับดันซิงซิงไปอยู่ข้างหลังมันอย่างรวดเร็ว
กรงเล็บแหลมคมข่วนเข้าที่หลังมือของชายร่างสูงโปร่งจนเกิดเป็นรอยเลือดหลายเส้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปกติแล้วหู่โพกลัวว่ากรงเล็บอันแหลมคมของลูกๆ จะเผลอไปข่วนซิงซิงกับเยว่เยว่จนเป็นแผล จึงคอยกำชับให้ลูกๆ ตะไบกรงเล็บให้ทู่ลงอยู่เสมอ
มิฉะนั้นแล้ว ด้วยกรงเล็บของเหลยถิงในตอนนี้ รอยข่วนนั้นอาจจะลึกจนเห็นกระดูกเลยก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน ซิงซิงก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เขารู้แล้วว่าคนสองคนนี้ยังคงสงสัยในตัวเขา
“เป็นสุนัขทหารจริงๆ ด้วย!”
“เด็กคนนี้ต้องเป็นคนของกองทัพแน่นอน”
“ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดจริงๆ น่าเสียดายที่เด็กฉลาดมักจะอยู่ได้ไม่นาน”
พูดจบพวกเขาก็จะพุ่งเข้าไปจับซิงซิงต่อ
เหลยถิงก็พุ่งเข้าไปสู้กับคนทั้งสองเช่นกัน
โดยพื้นฐานแล้วสมรรถภาพทางกายของเหลยถิงนั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากหู่โพผู้เป็นแม่ของมัน หู่โพเคยเป็นสุนัขทหารมาก่อน ส่วนพ่อของพวกมันนั้น แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ได้ยินมาว่าเป็นสุนัขทหารที่แข็งแกร่งเช่นกัน
ดังนั้นเหลยถิงที่ได้รับการถ่ายทอดยีนเด่นจากพ่อแม่มาอย่างเต็มเปี่ยม จึงมีสมรรถภาพทางกายที่ดีเยี่ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับตอนที่พวกมันเกิด กู้เจียหนิงยังได้ให้ยาเม็ดเปิดสติปัญญาแก่พวกมันอีกด้วย และเซิ่งเจ๋อซีก็มักจะพาพวกมันไปฝึกฝนอยู่บ่อยๆ
ด้วยเหตุนี้ฝีมือของเหลยถิงจึงสามารถต่อกรกับชายสองคนได้สบายๆ
เพียงชั่วพริบตา เสื้อผ้าของชายทั้งสองก็ขาดวิ่น ผิวหนังที่โผล่ออกมาเต็มไปด้วยรอยข่วนจนเลือดซิบ
“สมแล้วที่เป็นสุนัขทหาร น่าสนใจจริงๆ”
“ดูท่าแล้ว ถ้าไม่เจอมีดคงจะไม่ยอมสินะ”
สิ้นเสียง ชายคนนั้นก็หยิบกริชออกมาจากอกเสื้อ
[จบบท]