บทที่ 406: อดีตชาติและความซาบซึ้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดคำนึงในตอนกลางวันส่งผลถึงความฝันในยามค่ำคืนหรือเปล่า คืนนั้นเอง หวังเหว่ยฉีก็ได้ฝันไป ในความฝันนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปรากฏตัวขึ้นมา และไม่มีใครล่วงรู้ถึงการสวมรอยของหวังเหม่ยฉีเลยแม้แต่คนเดียว
คืนนั้นเธอถูกส่งไปยังบ้านสกุลซุน และต้องเผชิญหน้ากับการถูกข่มเหงรังแกอย่างไร้ความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่จนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
แต่ถึงกระนั้น ความคิดที่ว่าต้องมีชีวิตอยู่รอดต่อไปเพื่อเปิดโปงโฉมหน้าอันชั่วร้ายของครอบครัวหวังเหม่ยฉี ก็ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่คอยค้ำจุนให้หวังเหว่ยฉียังคงกัดฟันสู้ต่อ
และการอดทนอดกลั้นครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึง 10 ปีเต็ม
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งหลายคราที่หวังเหว่ยฉีคิดอยากจะจบชีวิตตัวเองลง แต่ทว่าความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่มีต่อหวังเหม่ยฉีและคนในบ้านสกุลซุน ก็ยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เธอยืนหยัดอยู่ได้
ในช่วง 10 ปีนี้ เธอพยายามหลบหนีอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ล้วนแล้วแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า เธอถูกคนบ้านสกุลซุนลากตัวกลับไปทุกครั้ง และหลังจากนั้นก็คือการถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับการทารุณกรรมที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์มากขึ้นไปอีก
ตลอด 10 ปี เธอถูกบังคับให้กำเนิดลูกถึง 4 คน แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าใครคือพ่อของเด็กๆ เหล่านั้น สำหรับเด็กทั้ง 4 คนนี้ เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่หวังเหว่ยฉีจะรู้สึกผูกพันด้วยได้
ในทางกลับกัน ในสายตาของหวังเหว่ยฉีแล้ว เด็กทั้ง 4 คนนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งความอัปยศอดสูของเธอ แล้วเธอจะไปรักพวกเขาลงได้อย่างไรกัน?
จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 10 ในที่สุดหวังเหว่ยฉีก็หมดความอดทน
สาเหตุที่ทำให้เธอทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ก็คือการที่เธอได้ยินลูกชายคนโตของบ้านสกุลซุนที่กำลังเมามาย เอ่ยถึงเรื่องราวของหวังเหม่ยฉีในปัจจุบัน
ลูกชายคนโตของบ้านสกุลซุนเล่าว่า หลังจากหวังเหม่ยฉีเรียนจบจากมหาวิทยาลัย เธอก็ได้รับการบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานราชการที่ดีเยี่ยมแห่งหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้แต่งงานกับคนเมืองปักกิ่ง และยังพาพ่อแม่ของเธอ ซึ่งก็คือคุณอาและคุณอาสะใภ้ของหวังเหว่ยฉี ย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่งด้วยกัน
ทั้งครอบครัวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมั่งคั่งร่ำรวย เมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น สติของหวังเหว่ยฉีก็พังทลายลงในทันที
เธอรู้ดีว่าจุดเปลี่ยนชะตาชีวิตระหว่างเธอกับหวังเหม่ยฉี มันอยู่ที่ใบตอบรับเข้าศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยฉบับนั้น
หวังเหม่ยฉีไม่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนเลยแม้แต่น้อย ที่ผ่านมาผลการเรียนของเธอก็ย่ำแย่มาโดยตลอด ต่อให้มีโอกาสอีกสัก 10 ครั้ง ไม่สิ 100 ครั้ง หวังเหม่ยฉีก็ไม่มีทางสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้แน่นอน
แต่ในตอนนั้น หวังเหม่ยฉีกลับฉกฉวยเอาใบตอบรับของเธอไป และใช้มันเป็นใบเบิกทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองอย่างสิ้นเชิง
แล้วเธอล่ะ?
เธอผู้เป็นเจ้าของใบตอบรับตัวจริง กลับต้องถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ต้องเผชิญกับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมเหล่านี้
ทั้งๆที่... ทั้งๆที่ชีวิตของเธอไม่ควรจะเป็นแบบนี้เลยสักนิด
มันเป็นเพราะหวังเหม่ยฉีที่ขโมยชีวิตของเธอไปต่างหาก
ความเกลียดชังในก้นบึ้งของหัวใจหวังเหว่ยฉี ประกอบกับความขุ่นเคืองและความโกรธแค้นต่อความไม่ยุติธรรมของโลกใบนี้ ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
ดังนั้นในตอนที่ลูกชายคนโตของบ้านสกุลซุนซึ่งกำลังเมามาย ตั้งใจจะใช้กำลังกับเธอเหมือนเช่นที่เคยทำมาตลอด หวังเหว่ยฉีจึงลุกขึ้นสู้ เธอคว้าเอาก้อนอิฐที่ซ่อนเก็บไว้นานแล้วขึ้นมา ทุบไปที่ศีรษะของชายคนนั้นจนเขาเสียชีวิต
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนอื่นๆ ในบ้านสกุลซุน หรือแม้กระทั่งลูกทั้งสี่คนที่เธอเป็นผู้ให้กำเนิด หวังเหว่ยฉีก็ไม่คิดที่จะปล่อยใครไป ในความคิดของเธอ คนเหล่านี้คือตัวแทนของบาป และในเมื่อเป็นบาป ก็สมควรที่จะต้องหายไป
หลังจากสังหารผู้คนไปมากมาย หวังเหว่ยฉีก็หลบหนีออกมาได้สำเร็จ
เธอมุ่งหน้าไปยังเมืองปักกิ่ง
ในเมื่อคนบ้านสกุลซุนตายกันหมดแล้ว แล้วครอบครัวของหวังเหม่ยฉีที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้อย่างไรกัน?
ภาพสุดท้ายในความฝัน หวังเหว่ยฉีเห็นว่าตัวเธอในความฝันนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถสังหารหวังเหม่ยฉีได้สำเร็จ เธอทำได้เพียงแค่ใช้มีดแทงหวังเหม่ยฉีไปหนึ่งครั้ง แต่หวังเหม่ยฉีก็รอดชีวิตมาได้จากการช่วยเหลือของทีมแพทย์
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สามีของหวังเหม่ยฉีได้รู้ว่าเธอคือฆาตกรที่ลงมือสังหารล้างครอบครัวสกุลซุน เขาก็ได้แจ้งความจับและส่งเธอเข้าคุก
ในท้ายที่สุด ไม่เพียงแต่เรื่องการสวมรอยของครอบครัวหวังเหม่ยฉีจะไม่ถูกเปิดโปงเท่านั้น แต่หวังเหว่ยฉีเองก็ยังถูกตัดสินประหารชีวิตอีกด้วย
ภายในหอพัก หวังเหว่ยฉีสะดุ้งตื่นจากความฝัน
ภาพที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอคือภาพของตัวเองในความฝันที่กำลังจะถูกประหารชีวิต หยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากหางตากลับกลายเป็นสีเลือด พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนถึงความไม่ยุติธรรมของโชคชะตา
เสียงนั้นช่างโหยหวนและน่าเวทนา จนทำให้หวังเหว่ยฉีในตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจไปด้วย
ใช่แล้ว เธอกำลังรู้สึกเจ็บปวดแทนตัวเองในความฝัน
เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงฝันเช่นนี้ แต่เธอก็อดคิดไม่ได้ว่า หากไม่มีคุณหมอกู้คนนั้นที่มองเห็นความผิดปกติของหวังเหม่ยฉีได้ทันท่วงที และเขียนจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา จนทำให้ทางการหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาการสวมรอยเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแล้วล่ะก็
บางที... เรื่องราวทั้งหมดในความฝัน อาจจะเป็นฉากสุดท้ายในชีวิตของเธอก็เป็นได้
แต่ในตอนนี้ เป็นเพราะคุณหมอกู้คนนั้น..
ไม่ใช่แค่โชคชะตาของเธอเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายทั่วประเทศ ที่โชคชะตาของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะเรื่องนี้เช่นกัน
แล้วแบบนี้ จะให้หวังเหว่ยฉีไม่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของคุณหมอกู้ได้อย่างไรกัน
***
ณ เรือนสี่ประสาน ตอนแรกที่กู้เจียหนิงเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินตามพี่สามของเธอมา เธอก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ในใจก็แอบคาดเดาไปต่างๆ นานา หรือว่านี่จะเป็นแฟนของพี่สาม? แต่ทว่าความสงสัยของเธอยังไม่ทันได้เอ่ยถามออกไป กู้เหวินโจวก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“น้องเล็ก นี่คือนักศึกษาหวังเหว่ยฉี เธออยากจะมาพบน้อง”
กู้เจียหนิง “??”
หวังเหว่ยฉี ช่างเป็นชื่อที่คุ้นหูเสียนี่กระไร
ในไม่ช้า กู้เจียหนิงก็นึกออกแล้วว่าเธอคือใคร
“เธอคือหวังเหว่ยฉี คนที่ถูกหวังเหม่ยฉีสวมรอยขโมยสิทธิ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปใช่ไหมคะ?” กู้เจียหนิงเอ่ยถาม
เมื่อเห็นว่ากู้เจียหนิงยังจำเธอได้ ดวงตาของหวังเหว่ยฉีก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้นในทันที
“ใช่ค่ะ ฉันคือหวังเหว่ยฉีเองค่ะ คุณหมอกู้ ที่ฉันมาในวันนี้ ก็เพื่อที่จะมาขอบคุณคุณ”
ในที่สุดหวังเหว่ยฉีก็สามารถตามหาตัวกู้เหวินโจวจนพบ และได้อ้อนวอนขอให้เขาพาเธอมาพบกับกู้เจียหนิง
หวังเหว่ยฉีรู้มาว่าคุณหมอกู้นั้นอายุยังน้อย แต่เธอก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคุณหมอจะทั้งสาวและสวยถึงเพียงนี้ เธอดูราวกับนางฟ้าที่จุติลงมาจากสวรรค์
หวังเหว่ยฉีคิดว่า บางทีคุณหมอกู้อาจจะเป็นนางฟ้าจริงๆ ก็ได้ มีเพียงนางฟ้าเท่านั้นที่มีจิตใจดีงามเช่นนี้ ยอมช่วยเหลือคนที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน
“คุณหมอกู้คะ จริงๆ นะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ อนาคตของฉันคงจะเลวร้ายมากๆ แน่ๆ”
หวังเหว่ยฉีอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องความฝันที่เธอเห็นให้กู้เจียหนิงฟังด้วย กู้เจียหนิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก หรือว่าหวังเหว่ยฉีเองก็ฝันถึงเรื่องราวในอดีตชาติเหมือนกัน?
ความฝันถึงอดีตชาติ มันเป็นสิ่งที่อยากจะฝันก็ฝันได้ง่ายๆ อย่างนั้นเชียวหรือ?
หรือว่า...
เป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเธอ และโชคชะตาของหวังเหว่ยฉีก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เธอจึงได้ฝันถึงเรื่องนี้?
หรืออาจจะเป็นเพียงแค่ความคิดคำนึงในตอนกลางวันที่ส่งผลถึงความฝันในยามค่ำคืนของหวังเหว่ยฉีเท่านั้น?
แต่กู้เจียหนิงกลับเอนเอียงไปทางความคิดที่ว่า ความฝันนั้นคืออดีตชาติของหวังเหว่ยฉีมากกว่า
ดังนั้น...
หากอดีตชาติของหวังเหว่ยฉีเป็นเหมือนในความฝันของเธอจริงๆ ก็นับว่าน่าเวทนาอย่างที่สุด ในขณะที่ครอบครัวของหวังเหม่ยฉีกลับไม่ได้รับผลกรรมที่พวกเขาสมควรจะได้รับเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งหลังจากที่หวังเหว่ยฉีเสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาก็อาจจะยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสมบูรณ์พูนสุขต่อไป ทั้งๆ ที่หวังเหม่ยฉีเป็นขโมยอย่างชัดเจน…เป็นเธอที่ขโมยสิทธิ์ในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและชีวิตทั้งชีวิตของหวังเหว่ยฉีไป
ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมหวังเหว่ยฉีในอดีตชาติถึงได้สิ้นหวังและเจ็บปวดถึงเพียงนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครถ้าเจอเรื่องแบบนี้ ใครกันจะไม่พังทลายลง
“ฉันก็แค่ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้เท่านั้นเองค่ะ”
“ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว” กู้เจียหนิงกล่าว
ในตอนนั้น เธอแค่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง
อันที่จริงแล้ว เป็นเพราะความคิดของกู้เจียหนิงเองที่ยังปรับเปลี่ยนไม่ทัน ในปัจจุบันนี้ ทั้งฐานะและตำแหน่งของเธอกับเซิ่งเจ๋อซีนั้นไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว หลายครั้งที่การยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยของพวกเขานั้น กลับแฝงไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ และสำหรับคนอื่นแล้ว มันคือบุญคุณและความช่วยเหลืออันมหาศาล
อย่างน้อยที่สุด หวังเหว่ยฉีก็คิดเช่นนั้น เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของกู้เจียหนิงเป็นอย่างมาก
“คุณหมอกู้คะ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะขอบคุณคุณยังไงดี”
[จบบท]