บทที่ 416: กลับบ้าน
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หลิ่วหยวนก็ไม่ได้เข้าร่วมการสอบเกาเข่าอีกเลย เธอหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม แต่ทว่าทุกครั้งที่พ่อแม่ของเธอเอ่ยปากเรื่องการนัดดูตัว เธอกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทุกครั้งไป
นายอำเภอหลิ่วและภรรยารับรู้ได้ว่าปมในใจของลูกสาวคงยังไม่คลายลงง่ายๆ พวกเขาจึงได้แต่ถอนหายใจและปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา
แต่ใครจะคาดคิดว่าจวบจนวันนี้ วันที่พวกเขาได้เห็นลูกสาวสุดที่รักร่ำไห้ปานจะขาดใจเมื่อรู้ข่าวว่ากู้เหวินโจวกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ผู้เป็นแม่ถึงได้ตระหนักว่า... ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลิ่วหยวนไม่เคยตัดใจจากกู้เหวินโจวได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าในตอนนี้... มันคงถึงเวลาที่ต้องปล่อยวางแล้วจริงๆ
“หยวนหยวนของแม่... เรื่องของกู้เหวินโจว ตอนนี้ลูกควรจะปล่อยวางได้แล้วนะ” ภรรยาของนายอำเภอหลิ่วลูบหลังลูกสาวเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
“ลูกกับเขา... ถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่มีวาสนาต่อกัน”
“เขาไปเรียนต่อครั้งนี้ ตั้ง 4-5 ปีเลยนะหยวนหยวน ลูกต้องเข้าใจนะว่าช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของผู้หญิงเรามันสั้นนัก ลูกควรจะไขว่คว้าปัจจุบันของตัวเองเอาไว้”
“หรือว่าลูกยังจะรอเขาอีกอย่างนั้นเหรอ จะรอต่อไปอีก 4-5 ปีเลยใช่ไหม?”
“แม่รู้ว่าลูกเจ็บปวดมาก เสียใจมาก แต่ลูกต้องปล่อยวางนะ”
“รออีก 4-5 ปี ลูกก็ใกล้จะอายุ 30 แล้ว ถึงตอนนั้นถ้ากู้เหวินโจวเปลี่ยนใจได้ก็ยังดีไป แต่ถ้าเขาไม่เปลี่ยนล่ะ... ลูกจะทำยังไง ตอนนั้นถ้าจะไปหาคนใหม่มันก็ยากแล้วนะ”
“แน่นอนว่าพ่อกับแม่ไม่ว่าอะไรหรอกถ้าจะต้องเลี้ยงลูกไปตลอดชีวิต แต่... นั่นคือสิ่งที่ลูกต้องการจริงๆ เหรอ”
“แล้วลูกคิดว่า... รออีก 4-5 ปี กู้เหวินโจวจะเปลี่ยนใจจริงๆ อย่างนั้นเหรอ”
คำพูดของผู้เป็นแม่กรีดลึกลงไปในหัวใจของหลิ่วหยวน เธอเงียบไปนาน ความจริงแล้วในใจของเธอมีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านั้นอยู่แล้ว
ไม่...ไม่มีทาง ไม่ต้องรอถึง 4-5 ปีหรอก ต่อให้รออีก 10 ปี กู้เหวินโจวก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ
แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเธอ แต่ช่วงเวลาที่ได้ทำงานเป็นเพื่อนร่วมงานกันในสหกรณ์การค้าและการตลาด ก็ทำให้หลิ่วหยวนพอจะเข้าใจนิสัยของเขาอยู่บ้าง ในสายตาของเธอ กู้เหวินโจวเป็นผู้ชายที่ดูภายนอกอ่อนโยน เหมือนจะพูดจาด้วยง่าย แต่ลึกๆ แล้วเขาเป็นคนดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อเขาตัดสินใจอะไรไปแล้ว ก็ยากที่จะมีใครมาเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้
ภายนอกดูเหมือนจะโอนอ่อนผ่อนตาม แต่หัวใจของเขากลับแข็งแกร่งและเย็นชาราวกับหินผา เขาจะใจอ่อนและโอบอ้อมอารีกับคนที่เขา ‘ยอมรับ’ เท่านั้น ซึ่งก็คือคนในครอบครัวของเขา
แต่สำหรับเขาแล้ว หลิ่วหยวนไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
แล้วเธอ... ยังจะยอมเสียเวลาอีก 4-5 ปีเพื่อเดิมพันกับความเป็นไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ
หลิ่วหยวนรู้ดีแก่ใจ... ว่ามันเป็นไปไม่ได้!
ส่วนเรื่องที่จะให้พ่อแม่เลี้ยงดูไปตลอดชีวิต... แม้ว่าเธอจะรักพ่อกับแม่มาก และเคยคิดฝันว่าหากเป็นไปได้ หลังแต่งงานก็อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกท่าน แต่เธอก็ไม่เคยคิดที่จะเป็นภาระให้พวกท่านต้องเลี้ยงดูไปตลอดชีวิตเลยสักครั้ง
ดังนั้น...
หลิ่วหยวนหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายไหลริน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเธอก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว ในใจได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว
“แม่คะ แม่บอกว่าอีกไม่นานกู้เหวินโจวจะกลับมาจากเมืองปักกิ่งใช่ไหมคะ”
“ขอให้หนูได้เจอเขาอีกสักครั้งนะคะ หนู... หนูขอพยายามอีกสักครั้ง”
“ถ้าครั้งนี้... เขายังคงปฏิเสธหนูอีก หนูก็จะ... ตัดใจอย่างเด็ดขาด”
ขอแค่ได้เจอเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเป็นการปิดฉากความรักข้างเดียวที่ยาวนานของเธอเสียที
ภรรยาของนายอำเภอหลิ่วถอนหายใจยาว โผเข้ากอดลูกสาวไว้แนบอก “ได้สิลูก... เอาตามนั้นนะ”
สุดท้ายแล้ว มันก็คงต้องมีสักวันที่ทำให้ลูกสาวของเธอต้องยอมตัดใจอย่างแท้จริง
***
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา กู้เหวินโจวที่นั่งรถไฟมาจากเมืองปักกิ่ง ก็ได้เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านไหวฮวา
“โอ้โห! นักศึกษาคนเก่งกลับมาแล้ว!”
“เหวินโจว กลับมาแล้วเหรอเนี่ย! เก่งจริงๆ เลยนะ ได้ยินว่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาลด้วยนี่นา พอกลับมาก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยสิเนี่ย สุดยอดไปเลย!”
“เหวินโจวเอ๊ย ตอนนี้กลับมาทำอะไรล่ะ กลับมาแต่งงานเหรอ ก็ถูกแล้วล่ะนะ ไปตั้งหลายปี ควรจะแต่งงานมีลูกไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ได้ภรรยาจากประเทศ A กลับมาแทนหรอก”
ชาวบ้านที่คุ้นเคยต่างพากันเข้ามาทักทายอย่างอบอุ่นทันทีที่เห็นเขากลับมา กู้เหวินโจวลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร
แต่ละคนต่างก็กรูเข้ามาพูดคุยกับเขาด้วยความกระตือรือร้น
กู้เหวินโจว “...”
ช่างกระตือรือร้นกันเสียจริง เขาแทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้วนะ แล้วทำไมทุกคนต้องมาวุ่นวายเรื่องแต่งงานมีลูกของเขาด้วยเนี่ย
หลังจากฝ่าวงล้อมของเหล่าบรรดาชาวบ้านผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจออกมาได้ กู้เหวินโจวก็ลากสังขารกลับมาถึงบ้านของตัวเองได้สำเร็จ
แน่นอนว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านเก่าหลังเดิมที่เคยอยู่ แต่เป็นบ้านสไตล์ตะวันตกหลังใหม่ที่ครอบครัวของเขาสร้างขึ้นมา เขาเคยกลับมาพักที่นี่แล้วครั้งหนึ่งเมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา
ที่จริงถ้านับดูแล้ว ระยะเวลาตั้งแต่ตอนที่เขากลับมาช่วงตรุษจีนจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ห่างกันนานเท่าไหร่นัก
กู้เหวินโจวเปิดประตูเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นเคย
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็เห็นซินซิน หลานสาวตัวน้อยกำลังนั่งเล่นของเล่นอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น เด็กหญิงตัวเล็กได้ยินเสียงคนเข้ามาก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง และจำได้ในทันทีว่าเป็นใคร
“อาสาม! อาสามกลับมาแล้ว!”
ซินซินสนิทกับกู้เหวินโจวมากเป็นพิเศษ เพราะทุกครั้งที่เขากลับมาจากเมืองปักกิ่ง เขามักจะมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือมาฝากเธอเสมอ ดังนั้นเธอจึงเป็นคนหนึ่งที่ตั้งตารอการกลับมาของเขาอยู่ตลอด
เมื่อเห็นว่าเป็นอาสามกลับมาจริงๆ เด็กหญิงก็ทิ้งของเล่นในมือ วิ่งเตาะแตะเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
กู้เหวินโจววางกระเป๋าเดินทางลง แล้วย่อตัวลงอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของหลานสาวที่โผเข้ามาหา ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
ในขณะเดียวกัน เหยาชุนฮวาที่ได้ยินเสียงเอะอะจากในครัวก็รีบเดินออกมาดู
“คุณย่าคะ! อาสามกลับมาแล้วค่ะ!” ซินซินหันไปตะโกนบอกย่าของเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
เหยาชุนฮวามองไปก็เห็นว่าเป็นลูกชายคนที่สามของเธอกลับมาจริงๆ ใบหน้าของเธอก็พลันปรากฏรอยยิ้มกว้างอย่างยินดี
“กลับมาแล้วเหรอลูก! ดูหลานสิ พอเห็นอาสามกลับมาปุ๊บก็ติดหนึบเลยนะเรา”
ตอนนั้นเอง พ่อกู้ก็เดินออกมาสมทบ แล้วพูดหยอกล้อขึ้นมา “พ่อว่านะ ที่ติดแจน่ะเพราะของขวัญจากอาสามมากกว่าล่ะมั้ง”
“อาสามคะ อาสามมีของขวัญมาให้หนูไหมคะ” ดวงตาของซินซินเป็นประกายวิบวับจ้องมองกู้เหวินโจวอย่างคาดหวัง
กู้เหวินโจวหัวเราะเบาๆ “มีสิ เดี๋ยวอาเอาให้นะ”
“ว้าว! ดีใจจัง! หนูจะไปเรียกพี่ชายกลับมาค่ะ!”
“พี่ชายต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ!”
พูดจบ เด็กหญิงตัวน้อยก็รีบวิ่งออกไปตามจ้วงจ้วง พี่ชายของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกให้กลับเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องได้รับของขวัญจากกู้เหวินโจวแล้วก็พากันดีใจกระโดดโลดเต้นไปมา
ไม่นานกู้เหวินหนาน พี่รองของเขาก็อุ้มลูกสาวคนเล็กที่อายุเพิ่งจะขวบกว่าๆ กลับมาถึงบ้านพอดี เมื่อเห็นว่าน้องชายกลับมาแล้ว พวกเขาก็ดีใจกันมาก
ในช่วงมื้อค่ำที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กู้เหวินโจวก็ได้เล่าเรื่องการไปเรียนต่อให้ทุกคนฟังอีกครั้ง
“น้องสาม นายนี่เก่งจริงๆ เลยนะ” กู้เหวินหนานตบบ่าน้องชายอย่างภาคภูมิใจ
“ไปถึงประเทศ A แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนนะ พอกลับมาจะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ของประเทศเรา”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าน้องชายของฉัน กู้เหวินหนานคนนี้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ด้วย ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!”
พูดจบกู้เหวินหนานก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
กู้เหวินโจวได้แต่หัวเราะแหะๆ “พี่รอง พี่ก็มองผมในแง่ดีเกินไปแล้ว”
แม้ว่าการเป็นนักวิทยาศาสตร์จะเป็นเป้าหมายในชีวิตของเขาเช่นกัน แต่เขาก็ได้แต่เก็บมันไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกไป เพราะเขารู้ดีว่าการจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
กู้เหวินหนานตบบ่าเขาอีกครั้งอย่างให้กำลังใจ “ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดของบ้านเรา คนที่ฉลาดที่สุด เรียนเก่งที่สุดก็คือนายแล้ว ถ้านายไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วใครจะเป็นได้ล่ะ”
กู้เหวินโจว “...”
เอาเถอะ...
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ขอรับคำอวยพรของพี่ไว้นะครับ”
หลังจากนั้นไม่นาน กู้เหวินโจวก็เห็นผักดองและขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่พ่อกับแม่เตรียมไว้ให้เขามากมายจนเต็มโต๊ะ หัวใจของเขาก็พลันรู้สึกตื้นตันและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“พ่อครับ แม่ครับ ถ้ามีเวลา ผมจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ นะครับ”
“แล้วผมจะเขียนจดหมายมาหาพ่อกับแม่ด้วย”
“ดีแล้วลูก พ่อกับแม่รู้แล้ว พอไปถึงประเทศ A ก็ต้องดูแลตัวเองดีๆนะ อย่ามัวแต่เรียนจนลืมดูแลสุขภาพตัวเองล่ะ” เหยาชุนฮวาพูดด้วยความเป็นห่วง
“ไปอย่างปลอดภัย กลับมาอย่างปลอดภัยนะลูก รู้ไหม” พ่อกู้เสริมขึ้น
“พ่อกับแม่ไม่ได้หวังให้ลูกต้องร่ำรวยอะไรมากมาย ขอแค่ลูกปลอดภัยก็พอแล้ว”
“ครับพ่อแม่ ผมเข้าใจแล้วครับ”
และแล้ว กู้เหวินโจวก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อในการพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่
วันรุ่งขึ้น กู้เหวินโจวตั้งใจจะออกไปเดินเล่นที่สวนผลไม้ของพี่รอง แต่พอเปิดประตูบ้านออกมา เขาก็ต้องพบกับบุคคลที่ไม่คาดคิดยืนรออยู่หน้าประตู
“หลิ่วหยวน?”
หลิ่วหยวนพอเห็นว่ากู้เหวินโจวจดจำเธอได้ ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที “ค่ะ... สหายกู้เหวินโจว คุณ... คุณกลับมาแล้วเหรอคะ”
[จบบท]