บทที่ 417: ฉันไม่มีโอกาสเลยเหรอ?
กู้เหวินโจวขานรับเสียงเรียบ เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะได้พบกับหลิ่วหยวนที่นี่ และรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างกับเหตุผลที่เธอมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าบ้านของเขาในเวลานี้
หรือว่าเธอมาที่นี่เพราะเขา?
“สหายหลิ่วหยวน คุณมาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” ด้วยความไม่แน่ใจ กู้เหวินโจวจึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ เพื่อคลายความสงสัย
หลิ่วหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “สหายกู้ คือ ฉันมีเรื่องบางอย่างอยากจะคุยกับคุณ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณสะดวกไหมคะ”
แววตาและท่าทีของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการจะสนทนากับเขาเป็นการส่วนตัว กู้เหวินโจวเข้าใจได้ในทันที แต่ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันค่อนข้างจะลำบากใจอยู่ไม่น้อย เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด
“ถ้าอย่างนั้น เชิญเข้ามาคุยกันในสวนบ้านผมดีกว่าครับ”
เขาเลือกสวนในบ้าน เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นที่ลับตาคนเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นสัดส่วนและไม่มีคนนอกเดินผ่านไปมาให้วุ่นวายใจ ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวของเขาที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นจะสามารถมองเห็นพวกเขาได้จากระยะไกล แต่ก็คงไม่ได้ยินบทสนทนาอย่างแน่นอน
เมื่อหลิ่วหยวนก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณสวนของบ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็ก เธอก็เห็นเหยาชุนฮวา แม่ของกู้เหวินโจวนั่งทำงานฝีมือบางอย่างอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งผ่านประตูกระจกบานใหญ่
เหยาชุนฮวาเหลือบมองมายังแขกผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของหญิงสาวคือลูกชายของตัวเอง เธอก็เพียงแค่พยักหน้าให้เป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจหรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนหนุ่มสาว
แน่นอนว่าเหยาชุนฮวารู้จักหลิ่วหยวนเป็นอย่างดี เพราะก่อนหน้านี้ ครอบครัวหลิ่วเคยให้แม่สื่อมาทาบทามสู่ขอลูกชายของเธอ ซึ่งในตอนนั้นเธอยังเคยแอบไปดูตัวหลิ่วหยวนที่สหกรณ์การค้าและการตลาดมาแล้วด้วยตัวเอง
พูดตามตรง ความประทับใจแรกที่เธอมีต่อหลิ่วหยวนนั้นดีมาก หญิงสาวหน้าตาสะสวย กิริยามารยาทเรียบร้อย ดูแล้วก็เหมาะสมที่จะมาเป็นลูกสะใภ้คนเล็กของเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ปัญหาก็คือลูกชายคนที่สามของเธอไม่ชอบใจด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่สามารถบังคับฝืนใจอะไรได้ ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน หากฝ่ายหนึ่งไม่มีใจ อีกฝ่ายก็คงจะทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต
แม้ว่าการมาเยือนของหลิ่วหยวนในวันนี้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่เหยาชุนฮวาก็เชื่อมั่นในตัวลูกชายของเธอว่าเขาสามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้อย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน หลิ่วหยวนที่ยืนอยู่ในสวนก็ได้แต่ลอบยิ้มอย่างขมขื่นในใจ เธอมองเลยเข้าไปในบ้าน เห็นภาพของเหยาชุนฮวาที่สงบนิ่งแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ‘กู้เหวินโจว คุณนี่มันช่างใจแข็งจริงๆ ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้เข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย’ การที่เขาเลือกคุยกับเธอในที่ที่แม่ของเขาสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลานั้น มันก็เหมือนกับการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
“สหายหลิ่วหยวน ตอนนี้คุณมีอะไรก็สามารถพูดได้แล้วครับ” กู้เหวินโจวไม่ได้รับรู้ถึงความคิดซับซ้อนในใจของหญิงสาว เขาเพียงแค่ต้องการเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด
หลิ่วหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ให้มั่นคง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ สหายกู้เหวินโจว คุณยังคงดูองอาจผึ่งผายเหมือนเช่นเคย”
น้ำเสียงของเธอเจือปนไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
“ฉันได้ยินข่าวมาว่าคุณได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่อที่ประเทศ A ใช่ไหมคะ”
กู้เหวินโจวพยักหน้ารับสั้นๆ “ครับ”
“ไปครั้งนี้ คงจะนานถึง 4-5 ปีเลยใช่ไหมคะ”
“ครับ” เขายังคงตอบด้วยคำเดิม
“แล้ว... แล้วเรื่องแต่งงานของคุณล่ะคะ คุณลุงกับคุณป้าจะไม่เร่งรัดบ้างเหรอคะ”
คำถามนี้ทำให้กู้เหวินโจวขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขารู้สึกว่าคำถามของหลิ่วหยวนเริ่มจะล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ของพวกเขา ที่จัดได้ว่าเป็นเพียงแค่คนรู้จัก หรืออย่างมากก็เพื่อนร่วมงานที่เคยพบเจอกันบ้างตอนที่เขาทำงานอยู่ที่สหกรณ์ฯ แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเป็นพิเศษ
การเปิดประเด็นด้วยเรื่องการแต่งงานซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ถือว่าเป็นการกระทำที่ข้ามเส้นไปหน่อย
แต่กู้เหวินโจวก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหลิ่วหยวนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ ประกอบกับคำถามที่เธอเพิ่งถามออกมา และเมื่อนึกย้อนไปถึงท่าทีที่เธอเคยแสดงออกอย่างคลุมเครือว่าแอบชอบเขาเมื่อนานมาแล้ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ในทันที
หรือว่า... จนถึงตอนนี้ หลิ่วหยวนก็ยังคงมีความคิดแบบนั้นอยู่?
และราวกับจะยืนยันความคิดของเขา ในวินาทีต่อมา หลิ่วหยวนก็เอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมา
“ถ้าหาก... ถ้าหากว่าคุณรีบร้อนที่จะต้องแต่งงานจริงๆ คุณพอจะ... พิจารณาฉันบ้างได้ไหมคะ”
เธอยืนบิดมือทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววทั้งประหม่า กังวล และคาดหวังระคนกันไป
กู้เหวินโจวลอบถอนหายใจในใจ ‘เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ’
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเธอได้
“สหายหลิ่วหยวน ผมต้องขอโทษด้วย แต่ผมยังไม่ได้รีบร้อนที่จะแต่งงานครับ พ่อกับแม่ของผมก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร และตัวผมเองก็ยังไม่มีแผนที่จะแต่งงานในเร็วๆ นี้ ดังนั้น...”
ยังไม่ทันที่กู้เหวินโจวจะพูดจบประโยค หยาดน้ำตาเม็ดใสก็ร่วงหล่นลงมาจากดวงตาของหลิ่วหยวน
“ดังนั้น... ฉันก็ยังคงไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อยใช่ไหมคะ” เสียงของเธอสั่นเครือและแผ่วเบาราวกับกระซิบ
กู้เหวินโจวพยักหน้าช้าๆ เป็นการยืนยันคำตอบนั้น “สหายหลิ่วหยวน ผมไม่คิดเลยว่าคุณจะยังไม่ลืมเรื่องนั้น แต่ผมต้องขอบอกตามตรงว่า ผมไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นกับคุณจริงๆ ครับ”
หยาดน้ำตาของหลิ่วหยวนไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายราวกับเขื่อนแตก เธอพยายามสะกัดกั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถ “แม้ว่า... แม้ว่าฉันจะยอมรอคุณตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่คุณไปเรียนต่อต่างประเทศ ฉันก็ยังจะไม่มีโอกาสเลยใช่ไหมคะ”
กู้เหวินโจวรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากเธอ แต่ถึงกระนั้น คำตอบของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ผมขอโทษครับ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็คงไม่เปลี่ยนใจอยู่ดี และที่สำคัญ สหายหลิ่วหยวน การทำแบบนั้นมันไม่คุ้มค่าสำหรับคุณเลย”
น้ำตาของหลิ่วหยวนยิ่งไหลอาบแก้มหนักกว่าเดิม
เธอรู้ดีว่าคำว่า ‘คุ้มค่า’ หรือ ‘ไม่คุ้มค่า’ นั้น มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกู้เหวินโจวเพียงคนเดียวเท่านั้น หากเพียงแค่เขาให้คำตอบที่น่าพอใจกับเธอ ต่อให้ต้องรอนานแค่ไหน มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าในทันที
แต่ในเมื่อกู้เหวินโจวไม่เต็มใจ... ต่อให้เธอทุ่มเทรอคอยนานเพียงใด สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงคำว่า ‘ไม่คุ้มค่า’ เท่านั้น
“ค่ะ... ฉันเข้าใจแล้ว” หลิ่วหยวนยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างลวกๆ
เธอรู้ดีว่าหัวใจของกู้เหวินโจวนั้นแข็งแกร่งดั่งหินผา เมื่อเขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว หากเธอยังคงดื้อรั้นที่จะยึดติดอยู่กับความคิดเดิมๆ ต่อไป มันก็คงจะน่าสมเพชเกินไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น... ก็ยังมีคำถามสุดท้ายที่ค้างคาใจเธออยู่
“ฉันขอถามเป็นคำถามสุดท้ายได้ไหมคะ”
“กู้เหวินโจว คุณคิดว่าฉันมีตรงไหนไม่ดีเหรอคะ ถึงได้ปฏิเสธฉันอย่างเด็ดขาดขนาดนี้ หรือว่า... หรือว่าเป็นเพราะเรื่องในตอนนั้นที่คุณช่วยฉันไว้ ตอนที่ฉันอยู่กับ... เวินจู๋ชิง”
ความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับมาชัดเจนในหัวของเธออีกครั้ง หากวันนั้นกู้เหวินโจวไม่ขว้างก้อนหินมาช่วยเรียกสติเธอไว้ได้ทันเวลา ป่านนี้เธอที่กำลังอยู่ในภวังค์แห่งความลุ่มหลง
ก็อาจจะ... เผลอตัวเผลอใจไปกับเวินจู๋ชิงแล้วก็ได้
ในตอนนั้น... กู้เหวินโจวคงจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดใช่ไหม
เพราะเรื่องนั้นใช่ไหม เขาถึงได้รังเกียจเธอ?
กู้เหวินโจวประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาไม่คาดคิดว่าหลิ่วหยวนจะมีความคิดเช่นนี้ เขาจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“เรื่องนั้น... บอกตามตรงว่าถ้าคุณไม่พูดขึ้นมา ผมก็ลืมไปแล้วจริงๆ ครับ”
“อีกอย่าง เวินจู๋ชิงเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย คุณเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ประสาโลก การที่จะถูกเขาหลอกลวงมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย มันไม่ใช่ความผิดของคุณทั้งหมดหรอกครับ”
“ที่ผมปฏิเสธคุณ มันเป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอคุณในเชิงชู้สาวเลยแม้แต่น้อย”
“ผมยังคงอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคนที่เราสองคนต่างก็รักกันและกัน เป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริงครับ”
ในที่สุด หลิ่วหยวนก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง
ในใจของเธอมีความรู้สึกสองอย่างปะปนกันอยู่ ส่วนหนึ่งเธอดีใจที่กู้เหวินโจวไม่ได้รังเกียจเธอเพราะเรื่องราวในอดีตกับเวินจู๋ชิง
ใช่… กู้เหวินโจวเป็นคนดีขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธอในวันนั้น และคงไม่ทำให้เธอต้องเฝ้าคิดถึงเขามาเนิ่นนานขนาดนี้
แต่อีกส่วนหนึ่ง เธอก็รู้สึกเศร้าเสียใจที่ตัวเองไม่ใช่คนคนนั้น คนที่จะทำให้จิตวิญญาณของกู้เหวินโจวสั่นไหวได้ และไม่ใช่คนที่เขาจะมอบความรักให้
เธอลองจินตนาการดูว่าในอนาคต ผู้หญิงแบบไหนกันนะที่จะเป็นที่รักของกู้เหวินโจว
เธอคิดว่า... คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
การมาหากู้เหวินโจวในวันนี้ของหลิ่วหยวน ก็เพื่อต้องการคำตอบสุดท้ายให้กับหัวใจของตัวเอง และตอนนี้ ทุกคำถามที่ค้างคาใจก็ได้คำตอบที่ชัดเจนจากปากของเขาแล้ว
ดังนั้น... ความรักที่ไม่มีวันสมหวังครั้งนี้ ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องปล่อยวางมันลงเสียที
“สหายหลิ่วหยวน ผมขออวยพรให้คุณจากใจจริง ขอให้คุณมีชีวิตที่ดีในอนาคตนะครับ”
หลิ่วหยวนพยักหน้ารับคำอวยพรของกู้เหวินโจวช้าๆ
แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่า ชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับเธอนั้น คือการได้อยู่เคียงข้างกู้เหวินโจวต่างหาก
แต่มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว... ในชาตินี้มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
แต่ถ้าหากเป็นไปได้...
เธอหวังว่าในชาติหน้า เธอจะสามารถเป็นคนที่เก่งกาจและดียิ่งขึ้นไปกว่านี้
บางที... ในชาตินั้น เธอกับกู้เหวินโจวอาจจะมีโอกาสได้ลงเอยกันบ้างก็ได้
ในท้ายที่สุด หลิ่วหยวนก็จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของกู้เหวินโจวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
เธอไม่ได้หันกลับมามองอีกเลย เพราะกลัวว่าถ้าหากหันกลับมาแล้วจะอดใจไม่ไหว
เธอปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินไปตามสายลมที่พัดผ่าน เป็นการอำลาความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของเธออย่างเงียบๆ
หลังจากวันนั้น หลิ่วหยวนก็ตัดใจจากกู้เหวินโจวได้อย่างเด็ดขาดจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น คนที่เคยรักอย่างสุดหัวใจ จะให้ลืมเลือนไปในทันทีก็คงเป็นไปไม่ได้ หลิ่วหยวนใช้เวลากว่าครึ่งปีในการเยียวยาหัวใจและจัดระเบียบความรู้สึกของตัวเองใหม่ทั้งหมด
หลังจากที่สภาพจิตใจกลับมาเป็นปกติแล้ว เธอก็ยอมให้พ่อแม่จัดการนัดดูตัวให้กับเธอ
และในอีกสามเดือนต่อมา เธอก็ได้เข้าพิธีวิวาห์
คู่ชีวิตของเธอเป็นวิศวกรในโรงงานแห่งหนึ่ง เขามีหน้าตาสะอาดสะอ้าน พูดจาอ่อนโยน และเป็นคนซื่อๆจริงใจ ที่สำคัญที่สุดคือ เขารักและทะนุถนอมหลิ่วหยวนเป็นอย่างมาก
ส่วนหลิ่วหยวน...
หากจะถามว่าเธอรักเขามากแค่ไหน คำตอบก็คือยังไม่ถึงขนาดนั้น
แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจเขา แถมยังมีความรู้สึกดีๆ ให้ด้วยซ้ำไป เธอรู้ดีว่าตอนนี้อายุของเธอก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะให้รอคอยต่อไปอีกก็คงไม่ไหว
ดังนั้น ทั้งสองจึงตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด
หลิ่วหยวนคิดว่า ชีวิตหลังแต่งงาน การได้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายคนนี้ก็คงไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้แหละ ถึงแม้จะไม่ได้ลงเอยกับคนที่เราวาดฝันไว้ แต่เราก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด
ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น เกิดมาได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เผลอแป๊บเดียวผ่านไปไม่กี่สิบปีก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว…
[จบบท]