บทที่ 438: การหายตัวไปของเซิ่งเจ๋อซี
“อาซี ลูกกลับมาแล้ว” ซางอวี๋หวานเอ่ยทักทายบุตรชายด้วยรอยยิ้มละมุนละไมพลางมองไปยังเซิ่งเจ๋อซีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้าน
เซิ่งเจ๋อซีถึงกับยืนนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นภาพของมารดาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แววตาคู่นั้น…
มันช่างเป็นแววตาที่เขาคุ้นเคยและโหยหามาเนิ่นนานเหลือเกิน
“แม่ความจำกลับมาแล้วนะ”
“หลายปีมานี้ อาซีของแม่ต้องลำบากมากเลยสินะ” ซางอวี๋หวานยื่นมือออกไปลูบไล้เส้นผมของบุตรชายอย่างแผ่วเบา
เพียงแค่สัมผัสเดียวนั้น ขอบตาของเซิ่งเจ๋อซีก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที
อันที่จริงแล้ว เซิ่งเจ๋อซีไม่ใช่คนอ่อนไหวหรือเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายนัก ตรงกันข้าม บางครั้งเขากลับถูกมองว่าเป็นคนค่อนข้างจะไร้ความรู้สึกด้วยซ้ำไป
เขาจะมอบความรู้สึกและอารมณ์ของตนให้กับคนหรือสิ่งที่เขาสนใจและใส่ใจเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ออกมาง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่เล็กจนโต จำนวนครั้งที่เขาร้องไห้นั้นสามารถนับนิ้วได้เลยทีเดียว
ในอดีต สมัยที่เขายังมีเรื่องกระทบกระทั่งกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง แม้จะถูกอีกฝ่ายลงโทษด้วยกฎของบ้านจนเนื้อตัวมีแต่รอยฟกช้ำ แต่เขาก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
ในยามที่ต้องออกปฏิบัติภารกิจ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังคงกัดฟันสู้ทนต่อไปอย่างทรหด ไม่เคยมีน้ำตา ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยล้า และไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้
แต่ในวินาทีนี้ เซิ่งเจ๋อซีกลับไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป
หลังจากที่มารดาของเขา ‘เสียชีวิต’ ไปแล้ว ชีวิตของเขาลำบากหรือไม่?
อันที่จริง จะบอกว่าลำบากมันก็ลำบาก แต่จะบอกว่าไม่ลำบาก มันก็ไม่ลำบากเสียทีเดียว
ที่ไม่ลำบากก็เพราะว่า อย่างไรเสียฐานะทางบ้านของเขาก็ถือว่าดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าแม่จะจากไปแล้ว และเขาก็มีความขัดแย้งกับพ่อ แต่เขาก็ยังมีคุณตาและคุณยายที่คอยปกป้องคุ้มครองเขาอยู่เสมอ
ส่วนที่ลำบากนั้น เป็นเพราะว่าในตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียแม่ไปอย่างกะทันหัน ส่วนพ่อของเขาก็รีบแต่งงานใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว
ภายในบ้านหลังนี้ เขาจึงรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลายเป็นคนนอกไปเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังพยายามที่จะลบร่องรอยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและแม่ให้หายไปจากบ้านหลังนี้อีกด้วย
ทว่า ไม่ว่าจะสำหรับเด็กหนุ่มหรือคนชรา ความสำคัญของแม่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาทดแทนได้ แม้จะแก่ชราลงไป เป็นเพียงชายแก่ที่ใกล้จะลงโลง แต่ในส่วนลึกของหัวใจแล้ว คนเราก็ยังคงโหยหาความรักและการปกป้องจากแม่อยู่เสมอ
ดวงตาของเซิ่งเจ๋อซีแดงก่ำ เขามองไปยังซางอวี๋หวานด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “ผมนึกว่า แม่จะจำผมไม่ได้ตลอดไปเสียอีก”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ลูกของแม่ อาซีของแม่ คือของล้ำค่าของแม่นะ”
ซางอวี๋หวานหยิบนาฬิกาพกที่คล้องคออยู่ออกมาแล้วเปิดฝาออก
“ดูสิ แม่สวมมันติดตัวไว้ตลอดเวลา แล้วก็จำได้เสมอ”
เซิ่งเจ๋อซีเผยรอยยิ้มออกมา แม้ว่าในขณะนี้ดวงตาของเขาจะยังคงแดงก่ำอยู่ก็ตาม
ของล้ำค่าอย่างนั้นหรือ
ดีจริง ๆ
เซิ่งเจ๋อซีก้าวเข้าไปข้างหน้า แล้วโอบกอดซางอวี๋หวานเอาไว้เบา ๆ “แม่ครับ การที่แม่กลับมาได้ มันดีจริง ๆ”
จากนี้ไป ผมก็เป็นลูกที่มีแม่คอยปกป้องแล้วสินะ
“แน่ะ พวกเธอยังจะมายืนทำอะไรกันอยู่หน้าประตูอีก รีบเข้ามาทานข้าวได้แล้ว” ในตอนนั้นเอง คุณยายซางที่อยู่ในสวนก็ตะโกนเรียกขึ้นมา
“ครับ” เซิ่งเจ๋อซีขานรับ ก่อนจะประคองมารดาของเขาเข้าไปด้านใน
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เซิ่งเจ๋อซีจึงได้รู้ว่าการรักษาในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นเป็นพิเศษ ความทรงจำทั้งหมดของซางอวี๋หวานได้ฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติแล้ว
ตอนนี้เมื่อซางอวี๋หวานมองมาที่พวกเขา ก็ไม่มีแววตาของความแปลกหน้าเหมือนเช่นเคยอีกต่อไป
เดิมทีซางอวี๋หวานอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอที่บ้านใหญ่ของตระกูลซาง แต่ซางอวี๋หวานอยากจะเจอหน้าเซิ่งเจ๋อซีในทันทีที่เขากลับมาถึงบ้านหลังเลิกงาน คุณยายซางจึงเสนอว่า คืนนี้ทุกคนจะมาทานข้าวเย็นด้วยกันที่เรือนสี่ประสาน
ที่จริงพวกเขาไม่ได้เชิญเซิ่งซิ่นฮ่าวมาด้วย ทว่าชายคนนี้ก็หน้าหนาพอที่จะมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยตัวเอง
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นปู่ของซิงซิง เยว่เยว่ และถวนถวน อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับเด็ก ๆ พวกเขาจึงไม่กล้าพอที่จะไล่เขาออกไป
ค่ำคืนนี้จึงอาจนับได้ว่าเป็นมื้ออาหารแห่งการรวมตัวของครอบครัวพวกเขาอย่างแท้จริง
อย่างน้อยที่สุด ทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
เซิ่งซิ่นฮ่าวมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะหยุดเวลาเอาไว้ ณ วินาทีนี้ อย่างน้อยที่สุด การทำเช่นนั้นก็จะทำให้เขาสามารถหลอกตัวเองได้ว่าเขากับซางอวี๋หวานยังคงเป็นสามีภรรยากันอยู่
แต่เขารู้ดีว่าซางอวี๋หวานในตอนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ ต่อเขาหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
แต่ไม่เป็นไร เซิ่งซิ่นฮ่าวบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
ไม่มีความรู้สึก ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้!
อาหวานไม่ชอบเขา เขาก็จะเริ่มต้นจีบเธอใหม่อีกครั้ง
ในวัยหนุ่มสาว เขายังสามารถทำให้ซางอวี๋หวานใจอ่อนและตกหลุมรักเขาได้เลย
ตอนนี้ก็ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นกัน!
ตราบใดที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เขาก็จะลองดู!
แววตาของเซิ่งซิ่นฮ่าวเต็มไปด้วยความแน่วแน่และมุ่งมั่น!
ยามที่เขามองไปยังซางอวี๋หวาน ดวงตาของเขาก็ฉายแววรักใคร่อย่างลึกซึ้ง
กระทั่งตอนที่ซางอวี๋หวานมองมาทางเขา เขาก็ยังขยิบตาให้เธออย่างจงใจ
เซิ่งซิ่นฮ่าว ‘ในวัยนี้แล้ว ฉันก็ยังดูแลตัวเองได้ดีอยู่ไม่น้อย ใบหน้าก็ยังหล่อเหลาเอาการ ในเมืองปักกิ่งแห่งนี้ มีผู้หญิงไม่รู้กี่คน ทั้งวัยกลางคนและวัยสาวที่สนใจในตัวฉัน’
ซางอวี๋หวานที่เพิ่งคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมา พอถูกสายตาของเซิ่งซิ่นฮ่าวจ้องมองเช่นนั้น เนื้อในตะเกียบของเธอก็พลันร่วงหล่นลงไปในทันที
ร่างกายของเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
ซางอวี๋หวาน ‘ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้มือของผู้ชายคนนี้มีปัญหา แต่ภายหลังก็รักษาจนหายดีแล้ว ตอนนี้… คงไม่ใช่ว่าดวงตาของเขาก็มีปัญหาไปด้วยหรอกนะ’
***
หลังจากนั้น ชีวิตของทุกคนก็ดูเหมือนจะกลับสู่ความสงบสุข แต่ละคนต่างก็วุ่นวายอยู่กับภารกิจและหน้าที่ของตนเองในสายงานที่แตกต่างกันออกไป
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เซิ่งเจ๋อซีก็ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง
กู้เจียหนิงเองก็คิดว่ามันคงเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นเพียงภารกิจธรรมดาทั่วไป อีกไม่นานเซิ่งเจ๋อซีก็คงจะกลับมา ทว่าเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เวลาจะผ่านไปนานถึงครึ่งเดือนแล้ว แต่เซิ่งเจ๋อซีก็ยังไม่กลับมา
อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกกู้เจียหนิงก็ไม่ได้กังวลใจมากนัก
แต่ครั้งนี้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มแล้ว เซิ่งเจ๋อซีก็ยังคงไม่กลับมา กู้เจียหนิงอดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
ภารกิจที่เซิ่งเจ๋อซีออกไปทำในครั้งนี้คืออะไร กู้เจียหนิงไม่รู้เลยแม้แต่น้อย เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นความลับที่ต้องปกปิดเอาไว้ แม้ว่ากู้เจียหนิงจะเป็นภรรยาของเขา แต่ก็ไม่สามารถบอกกับเธอได้
แต่ก่อนที่เซิ่งเจ๋อซีจะออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ เขาได้บอกเอาไว้ว่าน่าจะกลับมาได้ภายในครึ่งเดือน
ทว่าตอนนี้ เวลาได้ล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ซึ่งช้ากว่าที่บอกไว้ในตอนแรกถึงครึ่งเดือน แต่กลับยังคงไม่มีข่าวคราวใด ๆ ส่งกลับมาเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ยิ่งทำให้กู้เจียหนิงเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก
สัญชาตญาณของกู้เจียหนิงร้องเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ แถมลูก ๆ ที่บ้านก็เริ่มถามหาพ่อของพวกเขาแล้ว กู้เจียหนิงจึงตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านเก่าของตระกูลเซิ่ง เพื่อพบกับเซิ่งซิ่นฮ่าว และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง
“พ่อคะ พ่อพอจะช่วยหนูถามให้หน่อยได้ไหมคะว่า พี่ซี เขาใกล้จะกลับมาแล้วหรือยัง”
เซิ่งซิ่นฮ่าวเองก็รู้ดีว่าการออกปฏิบัติภารกิจของเซิ่งเจ๋อซีในครั้งนี้ ดูเหมือนจะยาวนานกว่าปกติไปสักหน่อย การที่กู้เจียหนิงจะรู้สึกเป็นกังวลก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“ได้ พ่อจะลองไปถามดู ถ้ามีข่าวอะไรแล้วจะรีบบอกนะ”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะพ่อ”
แม้ว่าเซิ่งซิ่นฮ่าวจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีช่องทางในการสืบข่าวอยู่บ้าง
ในเวลาไม่นาน กู้เจียหนิงก็ได้พบกับเซิ่งซิ่นฮ่าวอีกครั้ง แต่ทว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าของเซิ่งซิ่นฮ่าวที่ดูเคร่งขรึมและหนักอึ้งเล็กน้อย หัวใจของกู้เจียหนิงก็พลันหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
“พ่อคะ พี่ซีเขาเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ” กู้เจียหนิงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจปิดบังเอาไว้ได้
“เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ”
เซิ่งซิ่นฮ่าวเลือกเล่าเฉพาะบางส่วนที่สามารถบอกได้เท่านั้น
จากการบอกเล่าของเซิ่งซิ่นฮ่าว ในที่สุดกู้เจียหนิงก็ได้รู้ว่าภารกิจที่เซิ่งเจ๋อซีออกไปทำในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติด
ภารกิจในครั้งนี้คือการติดตามและเข้าจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างคึกคักอยู่แถบชายแดน แต่ใครจะคาดคิดว่า พวกแก๊งค้ายาเสพติดเหล่านั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน กระทั่งสามารถล่อลวงให้เซิ่งเจ๋อซีและคนอื่น ๆ เข้าไปติดกับอยู่ในป่าได้
“…หลังจากที่พวกมันรู้ตัวว่าไม่มีทางหนีรอดไปได้แล้ว พวกมันก็เลยราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาป่า”
บัดนี้ กองไฟขนาดมหึมาได้ลุกลามไปทั่วทั้งผืนป่าแล้ว
และเซิ่งเจ๋อซีกับคนอื่น ๆ ก็ถูกขังอยู่ข้างในนั้นพร้อมกับแก๊งค้ายาเสพติดกลุ่มนั้น
“…ตอนนี้ ทางเราได้ส่งกำลังเสริมเข้าไปช่วยเหลือและค้นหาแล้ว แต่ว่า จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีข่าวคราวใด ๆ ส่งกลับมาเลย”
[จบบท]