บทที่ 441: [ตอนพิเศษ 1] เมื่อเซิ่งเจ๋อซีทะลุมิติกลับไปยังชาติก่อน
เมื่อเซิ่งเจ๋อซีลืมตาขึ้นและดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานโดยสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศ แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา กระทบกับเหรียญตราบนอกเสื้อจนเป็นประกายวาววับ กลิ่นหมึกและกระดาษจางๆ ที่คุ้นเคยลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
เขาก้มลงมองเครื่องแบบสีเขียวบนร่างกาย ความรู้สึกของเนื้อผ้าที่แข็งเป็นทรงปลุกความทรงจำในอดีตให้หวนกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เซิ่งเจ๋อซีนั่งนิ่งทบทวนความทรงจำ เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบนี้มานานกว่า 30 ปีแล้วเห็นจะได้
ในชีวิตที่เพิ่งจากมา เซิ่งเจ๋อซีได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดตั้งแต่อายุราว 40 ปี และครองอำนาจบริหารประเทศมาอย่างยาวนานจนกระทั่งเกษียณอายุในวัย 60 ปี หลังจากนั้น เขาก็ใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีความสุข เคียงข้างกู้เจียหนิงซึ่งเกษียณอายุแล้วเช่นกัน
ทั้งสองคนออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกด้วยกัน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีมุมไหนของโลกที่พวกเขาไม่เคยไปเยือน
ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขและเปี่ยมไปด้วยความรัก คือความทรงจำอันล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ได้จับมือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาของเธอ และได้ฟังเสียงหัวเราะของเธอที่ยังคงสดใสไม่เปลี่ยนแปลง
ชีวิตของเขาสิ้นสุดลงอย่างสงบในวัย 95 ปี โดยมีเธออยู่เคียงข้างจนถึงลมหายใจสุดท้าย ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือน้ำตาของเธอที่ไหลอาบแก้มขณะที่กุมมือของเขาเอาไว้แน่น
เขาจากไปแล้ว หนิงหนิงของเขาคงจะเสียใจมากแน่ๆ ความคิดนี้ทำให้หัวใจของเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่เซิ่งเจ๋อซีไม่คาดคิดเลยว่า เพียงแค่หลับตาลงในลมหายใจสุดท้าย เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขากลับยังไม่ตาย แถมยังมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอีกด้วย
หลังจากใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อทำความเข้าใจกับความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก เซิ่งเจ๋อซีก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขากลับมาจริงๆ วิญญาณของเขาได้ย้อนเวลากลับมาสู่ชาติก่อนหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว
ตัวตนของเขาในตอนนี้คือเซิ่งเจ๋อซีในวัย 30 กว่าปี เป็นนายทหารระดับกองพลที่อนาคตไกล ร่างกายยังคงแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่เหมือนกับร่างกายในวัย 95 ปีที่โรยราไปตามกาลเวลา
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่เขาได้ความทรงจำของชาติก่อนกลับคืนมา เขาก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่เสมอว่าจะมีทางไหนที่สามารถย้อนกลับมายังอดีตได้หรือไม่ เขาอยากจะกลับมาเพื่อช่วยชีวิตหนิงหนิงของเขา อยากจะเปลี่ยนแปลงโศกนาฏกรรมที่พรากเธอไปจากเขาอย่างไม่มีวันกลับ
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ความปรารถนาอันแรงกล้าของเขาจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้
เซิ่งเจ๋อซีเริ่มทบทวนความทรงจำของร่างกายนี้อย่างละเอียด และในไม่ช้าเขาก็พบว่ามีเรื่องราวมากมายที่แตกต่างไปจากชีวิตที่เขาเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น ในชาติก่อนนี้ เขารับรู้มาโดยตลอดว่าซางอวี๋หวาน แม่ผู้ให้กำเนิดของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว และเขาก็ไม่เคยได้พบหน้าเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนเซิ่งเจ๋ออวี้ น้องชายตัวปลอมคนนั้น กว่าจะถูกเปิดโปงว่าเป็นของปลอมและถูกจับกุมก็ตอนที่อายุล่วงเลยไป 20 กว่าปีแล้ว
นอกจากนี้ หลี่ซูเหยาตัวปลอมก็ถูกจับกุมไปพร้อมกัน แต่กว่าจะถึงวันนั้น คนทั้งสองก็ได้สร้างเรื่องเลวร้ายเอาไว้มากมายจนนับไม่ถ้วน
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเซิ่งซิ่นฮ่าว พ่อของเขาในชาตินี้ก็เลวร้ายมาโดยตลอด ทั้งสองไม่เคยมีความเข้าใจอันดีต่อกัน เซิ่งซิ่นฮ่าวเองก็ยังไม่ได้หย่าขาดจากฟางหว่านหรง และยังคงปกป้องผู้หญิงคนนั้นอย่างสุดความสามารถ ราวกับว่าเธอคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา
และความทรงจำที่ทำให้หัวใจของเซิ่งเจ๋อซีบีบรัดอย่างรุนแรงที่สุดก็คือ โศกนาฏกรรมสองครั้งบนเกาะฮ่วนซาที่ควรจะถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการค้นพบของหนิงหนิงและลูกๆ ของพวกเขานั้น... ได้เกิดขึ้นแล้วในชาตินี้ ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่ควรจะหลีกเลี่ยงได้กลับกลายเป็นความจริงอันโหดร้ายที่ไม่อาจแก้ไข
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่แตกต่างออกไป
เซิ่งเจ๋อซีตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าโลกในชาติที่แล้วที่เขามีหนิงหนิงอยู่เคียงข้างนั้นมันดีงามและสมบูรณ์แบบมากเพียงใด การมีอยู่ของเธอได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของผู้คนมากมาย และนำพาความสุขมาสู่ชีวิตของเขารวมถึงคนรอบข้างอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
แต่โลกในชาติก่อนที่เขากลับมานี้ มันช่างเต็มไปด้วยบาดแผลและความพังพินาศ ราวกับเป็นโลกคู่ขนานที่ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด
ท่ามกลางความสับสนและความเจ็บปวด มีเพียงคำถามเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวของเซิ่งเจ๋อซีในตอนนี้ ‘หนิงหนิงของเขาอยู่ที่ไหน?’
เขารีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเขาทรงอำนาจและเด็ดขาด เขาสั่งการให้คนของเขารีบไปสืบหาที่อยู่ปัจจุบันของเวินจู๋ชิงและกู้เจียหนิงให้เร็วที่สุด
ด้วยอำนาจและตำแหน่งของเขาในปัจจุบัน การค้นหาคนเพียงสองคนไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลถูกส่งกลับมาอย่างรวดเร็ว
"เมืองไห่เฉิง"
เมื่อได้ยินชื่อเมืองนั้น หัวใจของเซิ่งเจ๋อซีก็กระตุกวูบ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง โดยไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบเดินทางไปยังสนามบินและขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เมืองไห่เฉิงทันที
ทุกนาทีที่ผ่านไป หัวใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนราวกับมีไฟแผดเผา เขาภาวนาขอให้เขายังไปทันเวลา ขอให้หนิงหนิงของเขายังคงปลอดภัย
***
ณ บ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็กในเมืองไห่เฉิง บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงัดและอ้างว้างจนน่าใจหาย
ภายในห้องนอนห้องหนึ่ง มีเสียงไอที่แหบแห้งดังออกมาเป็นระยะๆ บนหัวเตียงมีหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์วางซ้อนกันอยู่หลายเล่ม ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องพยายามอย่างยิ่งที่จะต่อสู้กับอาการป่วยของตัวเอง
บ้านทั้งหลังว่างเปล่า มีเพียงกู้เจียหนิงอาศัยอยู่ตามลำพัง
เธอมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกรงขัง นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ แต่เป็นสถานที่ที่เวินจู๋ชิงนำเธอมาขังไว้ และกักบริเวณไม่ให้เธอออกไปไหนได้แม้แต่ก้าวเดียว ทุกวันเธอทำได้เพียงแค่นั่งๆ นอนๆ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น คือภาพของเวินจู๋ชิงในชุดสูทสง่างาม เขากำลังยิ้มอย่างมีความสุข ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เช่นเคย เคียงข้างเขาคือหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ดูอ่อนเยาว์และสดใส ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ในอ้อมแขนของพวกเขามีเด็กชายฝาแฝดหน้าตาน่ารักน่าชังอยู่ด้วยกัน
นี่คือหนังสือพิมพ์ที่เวินจู๋ชิงจงใจนำมาให้เธอดูในครั้งล่าสุดที่เขามาเยี่ยม ราวกับต้องการจะตอกย้ำให้เธอได้รับรู้ถึงสถานะของตัวเองอย่างชัดเจน
เขากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนอื่นและลูกๆ ของเขา ส่วนเธอก็เป็นได้เพียงแค่อดีตที่ถูกทอดทิ้งและจองจำไว้ในมุมมืด
เหตุผลเดียวที่เวินจู๋ชิงยังไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น ก็คงเป็นเพราะเธอยังมีตัวตนอยู่สินะ ความคิดนี้ทำให้กู้เจียหนิงรู้สึกขมขื่นจนอยากจะร้องไห้ออกมา
ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความสิ้นหวัง เสียง "แกร๊ก" ก็ดังขึ้นที่ประตู กลอนประตูถูกไขออกจากด้านนอก
เวินจู๋ชิงในชุดสูทสั่งตัดอย่างดีเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและดูอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย แต่แววตาที่มองมายังเธอนั้นกลับว่างเปล่าและเย็นชา
กู้เจียหนิงมองผู้ชายที่เดินเข้ามาตรงหน้า ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดีราวกับเทพบุตร สุภาพอ่อนโยนราวกับหยกเนื้อดี ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เขาจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้คนเท่านั้น
และเธอก็คือหนึ่งในเหยื่อที่หลงเชื่อภาพลวงตาจอมปลอมของเขาอย่างโง่งม จนนำพาชีวิตของตัวเองมาสู่จุดจบที่น่าสมเพชเช่นนี้
เวินจู๋ชิงเดินมานั่งลงที่ข้างเตียงอย่างช้าๆ สายตาที่เขามองมายังกู้เจียหนิงเต็มไปด้วยการประเมินและความเย็นชา ราวกับว่าเธอกำลังเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานที่เขากำลังวางแผนจะใช้งานเป็นครั้งสุดท้าย
แววตาคู่นั้นทำให้กู้เจียหนิงรู้สึกหวาดกลัวจนหัวใจสั่นระรัว
"เวินจู๋ชิง ในเมื่อคุณอยากจะแต่งงานกับคนอื่น ก็หย่ากับฉันสิคะ ฉันไปจากที่นี่ได้" กู้เจียหนิงไอออกมาสองสามครั้ง พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อพูดประโยคนี้ออกมา
เวินจู๋ชิงยกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นดูหล่อเหลาแต่กลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน "เสี่ยวหนิง ทำไมเธอถึงพูดแบบนี้ล่ะ ตอนนั้นเธอไม่ได้รักฉันมากหรอกเหรอ ถึงขนาดยอมตายเพื่อฉันได้"
กู้เจียหนิงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะของเธอฟังดูแหบแห้งและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ถ้างั้น... คุณจะเห็นแก่ความรักที่ฉันเคยมีให้คุณในตอนนั้น ปล่อยฉันไปได้ไหมคะ" กู้เจียหนิงเอ่ยคำว่า "รัก" ออกมาด้วยความรู้สึกเสียดแทงใจอย่างที่สุด คำๆ นี้เคยมีความหมายกับเธอมาก แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นคำโกหกที่น่าขยะแขยง
"ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว แม้แต่ครอบครัวของฉันก็ถูกคุณหลอกใช้จนหมดสิ้น คุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก"
กู้เจียหนิงเสียใจ เธอเสียใจจริงๆ ที่ผ่านมาเธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อเวินจู๋ชิง สละแม้กระทั่งสิทธิ์ในการเป็นแม่ของตัวเอง และที่เลวร้ายที่สุดคือครอบครัวของเธอ ครอบครัวที่รักและห่วงใยเธอมาโดยตลอด ก็ต้องมาเดือดร้อนและพังพินาศเพราะความโง่เขลาของเธอ เธอทำผิดพลาดไปมากเหลือเกิน
"เสี่ยวหนิง ในเมื่อเธอช่วยฉันมามากขนาดนี้แล้ว ก็ช่วยฉันอีกสักครั้งเถอะนะ" เวินจู๋ชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายเป็นนัย
"คุณหมายความว่ายังไง" คิ้วของกู้เจียหนิงขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ
"อีกไม่นานเธอก็จะรู้เอง"
พูดจบ เวินจู๋ชิงก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไป
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นมาจากด้านนอกบ้านอย่างกะทันหัน
จากนั้น ร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบทหารสีเขียวก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูห้องนอน บดบังแสงสว่างจากภายนอกจนเกิดเป็นเงาทาบทับลงมาบนพื้นห้อง
เวินจู๋ชิงขมวดคิ้วมองชายแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาอย่างไม่พอใจ "คุณเป็นใคร"
ในทางกลับกัน กู้เจียหนิงกลับรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าของชายคนนี้อย่างน่าประหลาด ความทรงจำอันเลือนรางผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ว่าเคยช่วยชีวิตผู้ชายคนนี้ไว้ครั้งหนึ่ง เขาเคยมาพักอยู่ที่บ้านของเธอช่วงสั้นๆ เหมือนจะชื่อว่า...
"เซิ่งเจ๋อซี!" เซิ่งเจ๋อซีเอ่ยชื่อของตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
วินาทีที่สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างที่ผ่ายผอมและซีดเซียวของกู้เจียหนิงบนเตียงนอน เธอดูเปราะบางราวกับดอกไม้ที่กำลังจะเหี่ยวเฉาและร่วงโรย หัวใจของเขาก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
เขาไม่รอช้า รีบก้าวเท้าเดินผ่านเวินจู๋ชิงไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าไปที่เตียงแล้วช้อนร่างของกู้เจียหนิงขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน
เมื่ออุ้มเธอขึ้นมา น้ำหนักตัวที่เบาหวิวของเธอก็ยิ่งทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก เธอต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ผอมลงไปมากขนาดนี้
"คุณทำอะไรน่ะ นี่ภรรยาผมนะ!" เวินจู๋ชิงพยายามจะเข้ามาขวาง แต่ก็ถูกทหารที่ติดตามเซิ่งเจ๋อซีมาด้วยกันตัวไว้ได้ทัน
สายตาของเซิ่งเจ๋อซีจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าที่ยังคงงุนงงของกู้เจียหนิง เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ "หนิงหนิง พี่มารับเธอแล้วนะ ไม่ต้องกลัว คนที่ทำร้ายเธอ พี่จะไม่ปล่อยมันไปแน่"
พูดจบ เขาก็ตวัดสายตาที่คมกริบและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งไปมองเวินจู๋ชิง "แกเตรียมตัวรอรับการแก้แค้นของฉันได้เลย"
***
กู้เจียหนิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ในช่วงเวลาที่เธอปรารถนาให้ใครสักคนมาช่วยเธอให้พ้นจากขุมนรกนี้มากที่สุด จะมีคนปรากฏตัวขึ้นมาราวกับเทพบุตรเพื่อช่วยชีวิตเธอได้จริงๆ
เนื่องจากสภาพร่างกายของกู้เจียหนิงที่ย่ำแย่มาก เซิ่งเจ๋อซีจึงพาเธอตรงไปยังโรงพยาบาลทันที และสั่งให้แพทย์ทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดและดีที่สุด
"ขอบคุณมากนะคะ... รบกวนคุณช่วยแจ้งข่าวให้ครอบครัวของฉันทราบด้วยได้ไหมคะว่าฉันปลอดภัยดี" กู้เจียหนิงเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
"ได้สิ"
เซิ่งเจ๋อซีพยักหน้ารับคำ เขายังจำได้ดีว่าหนิงหนิงในชาติที่แล้วเคยเล่าให้เขาฟังว่า ในช่วงเวลานี้ สำหรับครอบครัวสกุลกู้แล้ว กู้เจียหนิงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขากำลังออกตามหาเธออย่างบ้าคลั่ง และความพยายามนั้นเองที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด
ดังนั้นการแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อพ่อกู้และเหยาชุนฮวาที่หมู่บ้านไหวฮวาได้รับข่าวว่าพบตัวกู้เจียหนิงแล้ว ทั้งสองคนก็ดีใจจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่และบอกว่าจะรีบเดินทางมาหาเธอทันที
แต่การเดินทางจากหมู่บ้านมายังเมืองไห่เฉิงนั้นต้องใช้เวลานั่งรถไฟอย่างน้อยหลายวัน
ในช่วงเวลาหลายวันที่รอคอย นอกเหนือจากการเริ่มต้นแผนการแก้แค้นเวินจู๋ชิงอย่างสาสมแล้ว เซิ่งเจ๋อซีก็ยังคอยดูแลกู้เจียหนิงอย่างใกล้ชิดไม่ห่าง
การดูแลเอาใจใส่และความห่วงใยที่เขามอบให้ ทำให้กู้เจียหนิงรู้สึกประหลาดใจและซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งไปกว่านั้น กู้เจียหนิงยังค้นพบเรื่องที่น่าแปลกใจอีกอย่างหนึ่งคือ เซิ่งเจ๋อซีรู้จักเธอดีมาก ราวกับว่าเขาล่วงรู้ทุกความคิดและความต้องการของเธอ มันทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานแสนนานอย่างน่าประหลาด
[จบบท]