บทที่ 5 การดูตัว
เซิ่งเจ๋อซีหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันอยู่ในอก ทั้งประหม่าและคาดหวังระคนกันไป ในความฝันนั้น ราวกับว่าเขาได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลกู้ นั่นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเพียงไม่กี่ครั้งที่เขาได้สัมผัส นับตั้งแต่มารดาของเขาลาจากโลกนี้ไป
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างไสวแล้ว
เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา...หกโมงครึ่ง
เซิ่งเจ๋อซีลุกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา สวมเครื่องแบบทหารอย่างเรียบร้อย กระดุมที่ปกติเวลาอยู่ข้างนอกมักจะปลดออกเสมอ วันนี้กลับถูกติดอย่างแน่นหนาทุกเม็ด ลดทอนความสบายๆ แบบที่เคยเป็นลงไปหลายส่วน และแทนที่ด้วยความจริงจังและตั้งใจ เขาหยิบของขวัญที่เตรียมไว้แล้วขึ้นรถ
รถสตาร์ทเครื่องยนต์ ฝุ่นควันม้วนตัวขึ้น ก่อนจะพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางของหมู่บ้านไหวฮวา
"หนิงหนิง ตื่นมากินข้าวเช้าได้แล้วจ๊ะ"
กู้เจียหนิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่
"มาแล้วค่ะ" กู้เจียหนิงเปิดประตูออกไป ก็เจอกับพี่สะใภ้ใหญ่ยืนรออยู่พอดี
"หนิงหนิง พี่ใหญ่ของเธอกินข้าวเช้าแล้วก็ไปทำงานที่โรงงานเหล็กกล้าแล้วนะ" หยางม่านม่านเอ่ยขึ้น พลางจ้องมองกู้เจียหนิงอย่างพินิจพิเคราะห์
กู้เจียหนิงรู้ดีว่าพี่สะใภ้ใหญ่กำลังหยั่งเชิงเธออยู่ จึงแสร้งยิ้มหวานแล้วตอบกลับไปอย่างใสซื่อ "ก็ดีแล้วนี่คะ ข้อมูลรับสมัครงานนั่นเดิมทีก็เป็นของพี่ใหญ่อยู่แล้ว เพราะพี่ใหญ่ไปช่วยหลานชายของผู้อำนวยการโรงงานที่โดนลักพาตัวเอาไว้ การสอบก็เป็นพี่ใหญ่ที่สอบผ่านด้วยตัวเอง ตำแหน่งงานนี้ก็ควรจะเป็นของพี่ใหญ่อยู่แล้วค่ะ"
พอได้ยินคำพูดของน้องสาวสามี หยางม่านม่านก็ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อวานหลังจากที่น้องสามีตัวดีกระโดดน้ำแล้วฟื้นขึ้นมา ก็พล่ามว่าจะไม่เอาตำแหน่งงานของสามีเธอแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันขนาดนี้ทำให้หยางม่านม่านตามไม่ทันจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องดี
เมื่อเช้านี้ สามีของเธอยังลังเลอยู่เลยว่าจะไปทำงานดีไหม สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่ไล่ให้เขาไปทำงาน แล้วก็รีบมาปลุกน้องสาวสามีเพื่อยืนยันความคิดของเธออีกครั้ง
พูดตามตรง เธอกลัวจริงๆ ว่าน้องสาวสามีคนนี้จะเปลี่ยนใจหลังจากนอนหลับไปหนึ่งตื่น ถ้าเกิดเธอเปลี่ยนใจขึ้นมา ตำแหน่งงานนี้ก็คงต้องยกให้เธอไปอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง… ใครใช้ให้สามีของเธอเป็นคนใจอ่อนและตามใจน้องสาวขนาดนี้กันล่ะ
กู้เจียหนิงกวาดสายตามองไปรอบๆ นอกจากพี่ใหญ่ที่ไปทำงานที่โรงงานเหล็กกล้าแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาที่บ้าน
พ่อของเธอ หรือที่ใครๆ เรียกว่าพ่อเฒ่ากู้ เป็นผู้ใหญ่บ้านของกองการผลิตไหวฮวา แม่ของเธอ…เหยาชุนฮวา คอยดูแลโรงเลี้ยงหมูของหมู่บ้าน ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ หยางม่านม่าน เป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน เธอมาจากกองการผลิตกวงหมิงที่อยู่ข้างๆ และแต่งงานกับพี่ใหญ่กู้เหวินถิงด้วยความรัก
พี่รอง…กู้เหวินหนาน เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ มีพละกำลังมหาศาล เป็นกำลังหลักในการทำไร่ทำนา ปีที่แล้วมีคนแนะนำให้เขารู้จักกับซูเหมี่ยวจากกองการผลิตหลีฮวา และเมื่อปลายเดือนที่แล้ว พี่สะใภ้รองซูเหมี่ยวก็ได้ให้กำเนิดลูกชาย ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงอยู่เดือน
พี่สาม…กู้เหวินโจว หลังจากเรียนจบมัธยมปลายก็มาเป็นสมุหบัญชีของหมู่บ้าน บัญชีที่เขาทำนั้นทั้งเร็วและแม่นยำ
"มานี่เลยหนิงหนิง มาซดซุปปลาร้อนๆ บำรุงร่างกายหน่อย นี่พี่สามของลูกอุตส่าห์ไปหามาจากแม่น้ำแต่เช้ามืดเลยนะ ร่างกายไม่มีตรงไหนไม่สบายใช่ไหมลูก" ทันทีที่กู้เจียหนิงนั่งลง แม่ของเธอก็ยกชามซุปปลาใบใหญ่มาวางตรงหน้า
กู้เจียหนิงส่ายหน้า รับความห่วงใยเต็มเปี่ยมจากผู้เป็นแม่แล้วตอบกลับไป "หนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ว่าแต่...ซุปปลานี่ พี่สะใภ้รองได้กินด้วยไหมคะ"
เธอยังไม่ลืมว่าพี่สะใภ้รองกำลังอยู่เดือน เมื่อวานไก่ที่เตรียมไว้ให้พี่สะใภ้รองก็ถูกฆ่าเพื่อมาทำซุปไก่ให้เธอดื่มไปแล้ว
"มีสิ พี่เพิ่งยกไปให้พี่สะใภ้รองของเธอเมื่อกี้นี้เอง ซุปไก่เมื่อวานเธอก็ได้กินแล้วด้วย" พี่รองกู้เหวินหนานรีบตอบ ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าน้องสาวคนเล็กหลังจากกระโดดน้ำแล้วฟื้นขึ้นมา ดูเหมือนจะรู้จักคิดรู้จักอ่านมากขึ้นเยอะ
แน่นอนว่าคนบ้านกู้รู้ดีว่าเมื่อก่อนกู้เจียหนิงค่อนข้างจะถูกตามใจจนเคยตัวและเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ในสายตาของพวกเขาที่มีกันทั้งบ้านคอยเอาอกเอาใจ เด็กสาวตัวเล็กๆ จะเอาแต่ใจบ้างเป็นครั้งคราว มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ…
กู้เจียหนิงดื่มซุปปลาอย่างสบายใจ ครั้งนี้ที่เธอหายดีได้เร็วขนาดนี้ ต้องขอบคุณการดูแลเอาใจใส่ของคนในครอบครัว รวมถึงยาแก้ปวดและไข่หวานเหล้าสาเกที่เซิ่งเจ๋อซีนำมาให้
ในชาติก่อน หลังจากที่เธอกระโดดน้ำครั้งนั้นก็เป็นไข้สูง ต้องให้น้ำเกลือพักฟื้นอยู่ถึงสามวันเต็มๆกว่าอาการจะดีขึ้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเธอมีปัญหาจนมีลูกยาก
"หนิงหนิง ลูกแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไปดูตัวกับเจ้าหนุ่มเจ๋อซีนั่น" ระหว่างกินข้าวเช้า เหยาชุนฮวาก็ถือโอกาสเอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมา
คำถามนี้ทำเอาทุกคนในบ้านตระกูลกู้หันมามองเป็นตาเดียวกัน
กู้เจียหนิงรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องอธิบายให้กระจ่าง เธอจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับทุกคนในบ้านแล้วเอ่ยขึ้น "แม่คะ หลังจากที่หนูกระโดดน้ำครั้งนี้ หนูคิดอะไรได้ขึ้นมาอย่างหนึ่งค่ะ หนูรู้สึกว่าหนูไม่ได้ชอบปัญญาชนเวินมากขนาดนั้นแล้ว และหนูคิดว่าถ้าแต่งงานกับเขาไป หนูคงจะขาดทุนแน่เลยค่ะ เขาทั้งไม่มีงานทำ ทำนาก็ไม่เป็น แถมยังไม่รู้ว่าจะได้กลับเข้าเมืองเมื่อไหร่ ถ้าหนูแต่งงานกับเขาไปตอนนี้ ก็เท่ากับว่าหนูกับที่บ้านเราต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงดูเขา มันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย"
"เรื่องตำแหน่งงานของพี่ใหญ่คราวก่อน ก็เป็นเพราะเขาได้ยินข่าวมา แล้วก็มาพูดเป่าหูหนูอยู่เรื่อยๆว่าทำงานในนามันเหนื่อยยากแค่ไหน อิจฉาพี่ใหญ่ที่มีงานทำ ยุให้หนูมาขอตำแหน่งงานนี้แหละค่ะ" กู้เจียหนิงกัดริมฝีปากเบาๆ น้ำเสียงหวานๆ ของเธอดูทั้งนุ่มนวลและน่าสงสาร เธอก้มหน้าลงต่ำราวกับดอกไม้ที่กำลังจะเหี่ยวเฉา
เหยาชุนฮวาพอได้ฟังก็กัดฟันกรอด ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว "แม่ว่าแล้วว่ามันต้องเป็นคนใจคด"
"ใช่เลยน้องเล็ก คนแบบนั้นน้องห้ามแต่งด้วยเด็ดขาด ไม่งั้นโดนเขาขายแล้วยังจะช่วยเขานับเงินอีก" พี่รองกู้เหวินหนานเห็นด้วยอย่างยิ่ง
กู้เหวินโจวกำหมัดแน่นอยู่ในใจ เมื่อวานที่ไปอัดไอ้หน้าขาวนั่น ถือว่าเบาไปแล้วด้วยซ้ำ!
"ค่ะ…หนูรู้แล้ว หนูเลยไม่ชอบเขาแล้ว หนูว่าหนูแต่งงานกับนายทหารที่มีตำแหน่งอยู่แล้วยังจะดีซะกว่าอีกค่ะ อีกอย่าง…พี่เซิ่งก็เคยมาอยู่บ้านเรามาก่อน นิสัยใจคอของเขา พ่อกับแม่ก็น่าจะรู้ดีที่สุด"
ว่ากันตามจริง เหตุผลที่กู้เจียหนิงกับเซิ่งเจ๋อซีรู้จักกันได้ ก็เพราะกู้เจียหนิงไป ‘เก็บ’ เซิ่งเจ๋อซีที่ได้รับบาดเจ็บจนสลบอยู่ในป่ากลับมาที่บ้าน แต่แน่นอนว่าเธอไม่มีแรงพอจะทำแบบนั้นหรอก คนที่แบกเขากลับมาคือพี่รองของเธอต่างหาก
ที่เธออุตส่าห์เก็บเขากลับมา ก็เพราะเห็นว่าเขาสวมเครื่องแบบทหาร ดูแล้วน่าจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า
ใครจะไปคิดว่าหลังจากที่เซิ่งเจ๋อซีฟื้นขึ้นมา ด้วยความจำเป็นของภารกิจ เขากลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอต่ออีกพักใหญ่เพื่อรักษาตัว แถมยังปลอมตัวเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของเธออีกด้วย
กู้เจียหนิงนึกย้อนไปแล้วก็เสียใจที่เก็บเขากลับมา เพราะเซิ่งเจ๋อซีทั้งหยิ่งยโสและปากจัด กู้เจียหนิงมักจะโดนเขาพูดจาทิ่มแทงจนร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง จนเธอเริ่มจะกลัวเขาไปแล้ว
กู้เจียหนิงเคยคิดมาตลอดว่าเซิ่งเจ๋อซีเกลียดเธอ เพราะมีอยู่หลายครั้งที่เธอลองรวบรวมความกล้าแกล้งยั่วเขา แต่เขากลับไม่ไหวติง แถมยังวิ่งหนีไปแล้วด่าเธออีกต่างหาก
แม้ว่าหลังจากตายในชาติที่แล้ว เธอจะรู้ว่าเซิ่งเจ๋อซีชอบเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้
กลับกัน การมาเยือนและความห่วงใยของเซิ่งเจ๋อซีเมื่อวานนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกถึงความจริงใจได้มากกว่า
คนในบ้านตระกูลกู้ต่างตกตะลึงกับการตื่นรู้อย่างกะทันหันของกู้เจียหนิง แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความคิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ กู้เจียหนิงก็กลับเข้าห้องไปเริ่มแต่งหน้าแต่งตัว อย่าว่าแต่วันนี้เป็นวันดูตัวเลย ไม่ว่าเมื่อไหร่เธอก็ต้องสวยเสมอ
ตอนนี้เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น คนส่วนใหญ่จะสวมเสื้อนวมบุนวมกัน ซึ่งปกติกู้เจียหนิงก็ใส่แบบนั้น แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันดูเชยไปหน่อย พอคิดได้ดังนั้น เธอจึงหยิบเสื้อโค้ทผ้าวูลสีน้ำตาลอมเทาที่เคยเก็บเงินซื้อไว้ออกมา สวมคู่กับรองเท้าหนังคู่เล็ก
เสื้อโค้ทผ้าวูลตัวยาวทำให้เธอดูสูงโปร่งและมีสง่าราศี ส่วนผมเผ้าเธอก็ถักเปียข้างแบบหลวมๆ
เครื่องสำอางกู้เจียหนิงก็พอมีบ้าง ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอถูกแต้มด้วยบลัชออนและลิปสติก
หลังจากส่องกระจกชื่นชมความงามของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง กู้เจียหนิงก็ได้ยินเสียงรถยนต์ดังมาจากข้างนอก ตามมาด้วยเสียงผู้คนจอแจ
เมื่อตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หัวใจของกู้เจียหนิงก็เต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
[จบบท]