บทที่ 57: เอวของพี่
เซิ่งเจ๋อซีมองภาพตรงหน้าจนเผลอตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่ ก่อนจะดึงสติกลับมาแล้วรีบกวักมือเรียกให้กู้เจียหนิงมานั่งลงบนโขดหินผิวเรียบก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างกองไฟ
จากนั้นเขาก็รับผ้าขนหนูจากมือของเธอมา แล้วบรรจงซับผมที่เปียกชุ่มให้อย่างเบามือ
“อากาศข้างนอกยังหนาวอยู่ เดี๋ยวเราใช้ไฟนี่ช่วยเป่าผมให้แห้งก่อนกลับจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไม่สบายเอาง่ายๆ”
“ค่ะ”
ที่แท้เขาก็อุตส่าห์ก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อช่วยเป่าผมให้เธอโดยเฉพาะนี่เอง แถมตอนนี้ยังลงมือเช็ดผมให้ด้วยตัวเองอีก กู้เจียหนิงห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อโค้ททหารตัวหนา นั่งผิงไฟที่กำลังลุกโชนอย่างเงียบๆ เปลวไฟที่เต้นระริกอยู่ตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับหัวใจของเธอในตอนนี้เลย มันทั้งเต้นรัวและอบอุ่นอย่างประหลาด
เธอรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลในทุกการกระทำของเซิ่งเจ๋อซี ราวกับว่าเขากลัวจะทำให้เธอเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย
ในชาติก่อน เวินจู๋ชิงไม่เคยดูแลเธอด้วยความใส่ใจเช่นนี้เลยสักครั้ง
บางที นี่อาจจะเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง "ความรัก" กับ "การหลอกใช้"
คงมีเพียงคนที่รักและใส่ใจใครสักคนจากหัวใจจริงเท่านั้น ถึงจะปฏิบัติต่อคนคนนั้นด้วยความทนุถนอมถึงเพียงนี้
แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือตัวตนของเซิ่งเจ๋อซีเอง เขาเป็นคนดีมากโดยเนื้อแท้
อา... เซิ่งเจ๋อซี พี่ดีกับฉันขนาดนี้ หัวใจของฉันก็ไม่ใช่ก้อนหินสักหน่อย เป็นไปได้มากเลยที่ฉันจะค่อยๆ ตกหลุมรักพี่เข้าจริงๆ
กู้เจียหนิงนั่งนิ่งๆ สองมือประสานกันโอบรอบหัวเข่าแล้ววางคางลงบนแขนของตัวเอง เบื้องหลังของเธอคือร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่กำลังย่อตัวลงครึ่งหนึ่งเพื่อเช็ดผมให้เธออย่างอ่อนโยน แสงสีส้มจากเปลวไฟที่เริงระบำสะท้อนให้เห็นใบหน้าของกู้เจียหนิงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขอย่างชัดเจน
ฝ่ายเซิ่งเจ๋อซีนั้นไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เขาก็แค่ตั้งใจเช็ดผมให้เธออย่างพิถีพิถัน แต่เพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดกันมาก ทำให้เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาจากเรือนผมและผิวกายของหญิงสาว
อืม ภรรยาตัวน้อยของเขานี่ช่างเป็นผู้หญิงที่เนื้อตัวหอมกรุ่นจริงๆ
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเซิ่งเจ๋อซีไม่เคยได้กลิ่นหอมจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่พยายามเข้ามาใกล้ชิดเขา แต่ไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกว่ากลิ่นเหล่านั้นมันฉุนจมูกไปหมด แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกไม่สบายตัวแล้ว
เรียกได้ว่าเขาไม่สามารถทนกับกลิ่นพวกนั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่กลิ่นกายของกู้เจียหนิงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีความรู้สึกฉุนจมูกเลยแม้แต่น้อย แม้จะไม่ใช่กลิ่นที่บางเบา ออกจะอบอวลอยู่สักหน่อย แต่ทันทีที่ได้เข้าใกล้ ก็ราวกับว่ากลิ่นหอมนั้นจะแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมรอบตัวเขาไว้ทั้งหมด
แต่เซิ่งเจ๋อซีกลับไม่รู้สึกว่ามันน่ารำคาญเลย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกหลงใหลในกลิ่นนี้อย่างน่าประหลาด
ขณะที่เช็ดผมให้เธอไปเรื่อยๆ เขาก็เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เผลอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กว่าจะรู้ตัวอีกที ใบหน้าของเขาก็เกือบจะแนบชิดกับต้นคอขาวผ่องของภรรยาตัวน้อยอยู่แล้ว
เซิ่งเจ๋อซีสะดุ้งตกใจ เขารีบตั้งสติและกลับมาเช็ดผมให้เธอต่ออย่างรวดเร็ว
“เสร็จแล้วแหละค่ะ เกือบจะแห้งหมดแล้ว ที่เหลือฉันทำเองได้ พี่รีบไปแช่น้ำร้อนเถอะค่ะ นี่ก็เริ่มจะเย็นมากแล้ว เราน่าจะต้องรีบกลับกัน” กู้เจียหนิงยังจำคำพูดของเซิ่งเจ๋อซีได้ว่าพวกเขาต้องกลับไปให้ถึงก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท
“อืม”
หลังจากกู้เจียหนิงรับผ้าขนหนูไปถือไว้เอง เซิ่งเจ๋อซีก็เริ่มถอดเสื้อผ้าของเขาทันที
การกระทำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของเขา ทำให้กู้เจียหนิงไม่ทันได้ตั้งตัว กว่าเธอจะรู้ตัวอีกที ท่อนบนของเขาก็เปลือยเปล่าไปเสียแล้ว
กู้เจียหนิงเบิกตากว้าง จ้องมองแผงอกที่แข็งแกร่ง กล้ามท้องที่เรียงตัวสวยงามเป็นลอนถึง 8 ลูก และแนวกล้ามเนื้อรูปตัววีที่เด่นชัดเป็นสง่า ใบหน้าที่กำลังผิงไฟอยู่แล้วของเธอพลันร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
“เป็นยังไงบ้าง ดูดีไหม”
“ดูดีค่ะ”
กู้เจียหนิงตอบกลับไปตามสัญชาตญาณทันที แต่พอได้สติ เธอก็เห็นว่าเซิ่งเจ๋อซีกำลังหัวเราะร่าอย่างชอบใจ เธอจึงทั้งอายทั้งโมโหในเวลาเดียวกัน
“เซิ่งเจ๋อซี! พี่! พี่นี่มันหน้าไม่อายจริงๆ”
“เราเป็นสามีภรรยากันนะ แบบนี้จะเรียกว่าหน้าไม่อายได้ยังไง อย่าว่าแต่ให้ดูเลย ต่อให้...”
พูดจบ เซิ่งเจ๋อซีก็ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนที่กู้เจียหนิงจะทันได้ทันไหวตัว เขาก็จับมือของเธอไปวางทาบบนกล้ามท้องของเขาเรียบร้อยแล้ว
“เป็นยังไง สัมผัสดีกว่าเดิมใช่ไหมล่ะ”
ใบหน้าของกู้เจียหนิงแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก เธออายจนต้องกระทืบเท้าอย่างขัดใจ “อ๊าาา เซิ่งเจ๋อซี ทำไมพี่น่ารำคาญแบบนี้”
เซิ่งเจ๋อซีหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะหันหลังกลับไปถอดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายออกจากตัว แล้วกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุร้อนทันที
“ไม่ต้องหันหลังหนีหรอกนะพี่ไม่ว่าอะไรถ้าเธอจะมอง”
กู้เจียหนิงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พลางพึมพำกับตัวเอง “ใครเขาอยากจะมองพี่กัน”
แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่มือของเธอกลับขยับไปมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจก็กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
อ๊าาา สัมผัสของกล้ามท้องนั่นมันสุดยอดไปเลย ทั้งความแข็งแกร่งและความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา มันทำให้มือของฉันมันสั่นไปหมดแล้วเนี่ย จะทำยังไงดี
ไม่ได้ ไม่ได้นะกู้เจียหนิง เธอต้องควบคุมตัวเองเอาไว้ จะกลายเป็นผู้หญิงลามกจ้องจะกินสามีตัวเองแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
กู้เจียหนิงพยายามอย่างยิ่งที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเองเอาไว้ แต่สุดท้าย ในตอนที่เซิ่งเจ๋อซีกำลังขึ้นจากบ่อแล้วแต่งตัว เธอก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองเขาอยู่ดี
เฮ้อ กลิ่นอายของความเป็นชายชาตรีที่แผ่ออกมาเต็มเปี่ยมขนาดนี้ มันช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจจริงๆ
โดยเฉพาะช่วงเอวที่ทั้งสอบและแข็งแกร่งนั่น เอวของพี่...มันดาบสังหารชัดๆ
จบกันแล้ว จบกันแน่ๆ คืนนี้พอขึ้นเตียงไป พรุ่งนี้เช้าฉันคงลุกจากเตียงไม่ไหวแน่ๆ
ฮือๆ แต่ว่า! ทำไมฉันถึงรู้สึกตั้งตารอมันอยู่แบบนี้นะ กู้เจียหนิง เธอมันเป็นผู้หญิงลามกจริงๆ
เอาน่า เป็นก็เป็นไปสิ สามีของตัวเองแท้ๆ แค่แอบมองหน่อยจะเป็นอะไรไป
กู้เจียหนิงหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอย่างหน้าชื่นตาบาน
ขอมองอีกแค่ทีเดียวนะ มองแค่ทีเดียวจริงๆ
ในฐานะที่เป็นทหาร เซิ่งเจ๋อซีมีความไวต่อสายตาที่จับจ้องมาเป็นพิเศษ แล้วสายตาที่ลอบมองอย่างพินิจพิเคราะห์ของกู้เจียหนิง มีหรือที่เขาจะไม่สังเกตเห็น
เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาของเธอที่จับจ้องอยู่บนร่างกายของเขา หัวใจของเซิ่งเจ๋อซีก็ราวกับมีดอกไม้ไฟระเบิดตูมตาม เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
เขารู้อยู่แล้วว่าหุ่นของเขามันดีแค่ไหน
หนิงหนิงจะไม่ชอบได้ยังไงกัน อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าเจ้าปัญญาชนไก่ต้มนั่นอย่างแน่นอน
โดยไม่รู้ตัว การแต่งตัวที่ปกติแล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจก็เสร็จสิ้น กลับถูกเซิ่งเจ๋อซีถ่วงเวลาให้ช้าลงเรื่อยๆ หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าถ้าชักช้าเกินไปจะเป็นหวัดเอาได้จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะอ้อยอิ่งไปอีกนานแค่ไหน
“แค่กๆ” ในที่สุดเซิ่งเจ๋อซีก็แต่งตัวเสร็จ เขาแสร้งกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้งแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากู้เจียหนิง ก่อนจะลงมือช่วยเธอสวมเสื้อผ้า ผ้าพันคอ และหมวกให้อย่างเรียบร้อยอีกครั้ง จนเธอกลับไปอยู่ในสภาพที่ห่อหุ้มมิดชิดเหมือนเดิม
“เราต้องกลับกันแล้ว ข้างนอกอากาศเย็น ความแตกต่างของอุณหภูมิมันมาก ต้องใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นเข้าไว้”
“ค่ะ ฉันรู้แล้ว”
แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เซิ่งเจ๋อซีจูงมือกู้เจียหนิงเดินผ่านอุโมงค์นั้นออกไปข้างนอก
สุดท้าย เซิ่งเจ๋อซีก็ออกแรงผลักก้อนหินขนาดใหญ่กลับไปปิดปากถ้ำเอาไว้ตามเดิม
เขาไม่ใช่คนที่มีจิตใจเสียสละยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น เขาไม่ได้มีความคิดที่จะให้คนอื่นมาค้นพบสถานที่แห่งนี้แล้วพากันมาแช่น้ำพุร้อนเลยแม้แต่น้อย
ทางที่ดีที่สุดคือปิดมันเอาไว้ ไม่ให้ใครหาเจอ แล้วในอนาคตถ้ามีเวลาก็ค่อยพาภรรยามาแช่บ่อยๆ
จะให้ดีที่สุด หลังจากนี้หากมีโอกาสก็อยากจะลองมาแช่น้ำยวนยางดูสักครั้ง
แค่เพียงจินตนาการถึงความเป็นไปได้นั้น หัวใจของเซิ่งเจ๋อซีก็ร้อนรุ่มขึ้นมาทันที
หลังจากผลักหินเสร็จ เขาก็หันไปเห็นสายตาอาลัยอาวรณ์ของภรรยาตัวเอง
“แล้วเราจะมาที่นี่ได้อีกเมื่อไหร่คะ” กู้เจียหนิงเอ่ยถาม
ในฤดูหนาวที่แสนจะหนาวเหน็บ การได้แช่น้ำพุร้อนถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่น้ำเป็นของหายาก และการจะต้มน้ำอาบแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องลำบาก
สำหรับกู้เจียหนิงแล้ว บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้เปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าจากสวรรค์เลยทีเดียว
“ถ้าเธออยากมาก็แค่บอกพี่ ถ้าพี่ว่างเมื่อไหร่ก็จะพาเธอมาทันที” เซิ่งเจ๋อซีจับมือเธอไว้แน่นพร้อมกับให้คำมั่นสัญญา
“ตกลงค่ะ”
เมื่อเดินออกจากภูเขาลึกและขึ้นรถได้แล้ว ในตอนที่รถจี๊ปขับเข้าสู่เขตทหาร ท้องฟ้าก็มืดลงพอดี
เช่นเคย เซิ่งเจ๋อซีเป็นคนไปรับอาหารเย็นที่โรงอาหาร ส่วนกู้เจียหนิงก็ใช้ช่วงเวลานั้นรีบเอนตัวลงนอนบนเตียงอิฐอุ่นๆ แล้วส่งจิตวิญญาณของเธอเข้าไปในมิติหมอเทวดา เพื่อเริ่มเรียนรู้การรักษาอาการของเซิ่งเจ๋อซีอย่างเจาะจง
“ที่รัก พี่กลับมาแล้ว”
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่สอบผ่าน ได้รับรางวัล 20 คะแนน]
กู้เจียหนิงเพิ่งจะออกมาจากมิติหมอเทวดา ก็ได้ยินเสียงของเซิ่งเจ๋อซีดังมาจากข้างนอกพอดี
เธอมองดูนาฬิกา เวลาข้างนอกผ่านไปเพียง 15 นาที แต่ในมิติหมอเทวดา เวลาได้ล่วงเลยไปแล้วถึง 3 เดือนเต็ม
ช่างเป็นการกะเวลาที่พอเหมาะพอเจาะจริงๆ
“มาแล้วค่ะ”
[จบบท]