บทที่ 61: ดอกท้อดอกใหม่ของเซิ่งเจ๋อซี
แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าวลือไร้สาระพวกนี้ออกมา แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามีคนบางคนคอยสุมไฟโหมกระพือให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่อยู่ในโรงพยาบาลทหารของเขตนี้นี่เอง
และในขณะนี้ เธอก็กำลังใช้โทรศัพท์อยู่พอดี
หญิงสาวในชุดพยาบาลสีขาวยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ปลายสายคือฟางม่านผิงที่โทรมาจากเมืองหลวงปักกิ่ง
“ม่านผิง เธอไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคนนั้นน่าเกลียดขนาดไหน เวลาออกไปข้างนอกทีไรต้องห่อตัวซะมิดชิด กลัวว่าคนอื่นจะเห็นหน้าเอา”
“ไม่รู้ว่าผู้พันเซิ่งโดนผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้นจับจุดอ่อนอะไรไว้ถึงได้ยอมแต่งงานด้วย น่าโมโหชะมัด” น้ำเสียงของเผิงเหวินจิ้งเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ที่มีต่อกู้เจียหนิง
“ฉันว่าอีกไม่นานหรอก ผู้พันเซิ่งต้องหย่ากับผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ เธอวางใจได้เลย ฉันจะให้พี่ชายฉันช่วยอีกแรงด้วย”
“อืม เหวินจิ้ง ขอบคุณเธอนะ ฉันว่าเธอน่ะเหมาะกับพี่ชายของฉันที่สุดแล้ว”
“โอ๊ย ม่านผิง เธอพูดอะไรแบบนี้ เขินจะตายอยู่แล้ว” แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่แก้มของเผิงเหวินจิ้งก็แดงระเรื่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ทางฝั่งเมืองหลวงปักกิ่ง หลังจากวางสายไปแล้ว ฟางม่านผิงก็ครุ่นคิดถึงความน่าเชื่อถือในคำพูดของเผิงเหวินจิ้ง
เธอรู้ดีว่าไม่ใช่แค่หลี่ซูเหยาที่ชอบเซิ่งเจ๋อซี แต่เผิงเหวินจิ้งเองก็ชอบเขาเหมือนกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นใครในสองคนนี้ เซิ่งเจ๋อซีก็ไม่เคยมีใจให้
ฟางม่านผิงอยากจะจับคู่ให้หลี่ซูเหยากับเซิ่งเจ๋อซี แต่เผิงเหวินจิ้งที่ก็ชอบเซิ่งเจ๋อซีเหมือนกันนั้น ถือเป็นหมากตัวสำคัญที่เธอสามารถใช้ประโยชน์ได้
ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมจะเดินทางไปเปิดการแสดงในวันส่งท้ายปีเก่าที่เขตทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งตอนนี้เธอเองก็ยังเดินทางไปที่นั่นไม่ได้ ทำได้เพียงอาศัยเผิงเหวินจิ้งเป็นหูเป็นตา คอยส่งข่าวคราวของเซิ่งเจ๋อซีเพื่อนำไปบอกต่อให้หลี่ซูเหยาได้รับรู้
เมื่อสองวันก่อน เธอได้รับโทรศัพท์จากเผิงเหวินจิ้ง ถึงได้รู้ว่าเซิ่งเจ๋อซีพาผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นตามมาอยู่ที่ค่ายทหารด้วยแล้ว
พอได้ยินเผิงเหวินจิ้งบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอัปลักษณ์ ฟางม่านผิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก
ก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง จะเป็นอะไรไปได้นอกจากหญิงอัปลักษณ์ซอมซ่อ
ที่เธอไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเซิ่งเจ๋อซีถึงยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ต่อให้ตายฟางม่านผิงก็ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าเซิ่งเจ๋อซีจะแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นเพราะความรัก
ตอนนี้คงต้องรอให้เผิงเหวินจิ้งช่วยกรุยทางให้หลี่ซูเหยาไปก่อน รอจนกว่าเธอกับหลี่ซูเหยาจะไปถึงเขตทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วค่อยไปดูกันให้เห็นกับตาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนยังไงกันแน่
อีกด้านหนึ่ง หลังจากวางสายโทรศัพท์ เผิงเหวินจิ้งยังคงเคลิบเคลิ้มอยู่กับคำพูดของฟางม่านผิงที่ว่าเธอเหมาะสมกับเซิ่งเจ๋อซีที่สุด ใบหน้าเล็กๆ ของเธอแดงก่ำ
เผิงเหวินจิ้งหลงรักเซิ่งเจ๋อซีมานานกว่า 2 ปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งในตอนนั้นเผิงเหวินจิ้งก็คือพยาบาลที่รับหน้าที่ดูแลเขาพอดิบพอดี
เธอตกหลุมรักเซิ่งเจ๋อซีตั้งแต่แรกพบ
สำหรับคนที่เธอชอบ เผิงเหวินจิ้งเป็นฝ่ายรุกเสมอ
ดังนั้น เธอจึงเริ่มตามจีบเซิ่งเจ๋อซี ถึงขนาดขอให้พี่ชายของเธอไปเป็นพ่อสื่อให้
แต่ใครจะคิดว่าเซิ่งเจ๋อซีจะปฏิเสธ โดยอ้างว่ายังไม่มีแผนที่จะแต่งงาน
แถมครั้งหนึ่งที่เธอพยายามจะเข้าไปใกล้ชิด เขาก็ยังด่าว่าเธอด้วยคำพูดที่ร้ายกาจ
ตอนนั้นเผิงเหวินจิ้งร้องไห้เสียใจมาก หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้ตั้งใจไปปรากฏตัวต่อหน้าเซิ่งเจ๋อซีอีก แต่ความรู้สึกชอบที่มีต่อเขาก็ยังคงอยู่ และเธอก็คอยติดตามข่าวคราวของเขาอยู่เสมอ
เธอไม่คาดคิดเลยว่าจู่ๆ เซิ่งเจ๋อซีจะยื่นรายงานขอสมรส แต่งงาน แล้วยังพาภรรยาชาวบ้านนอกคนนั้นมาอยู่ที่ค่ายทหารด้วย
ในวันแรกที่พวกเขามาถึงเขตทหาร เผิงเหวินจิ้งก็รู้ข่าวทันที และอยากจะไปดูให้เห็นกับตามาตลอด
เพียงแต่ว่าเธอติดงานยุ่งมากจนหาเวลาว่างไม่ได้เลย
แต่เธอก็ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับภรรยาบ้านนอกคนนั้นว่าเป็นคนอัปลักษณ์ พอได้ยินเช่นนั้นเผิงเหวินจิ้งก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย ก่อนจะถือโอกาสสุมไฟโหมกระพือข่าวลือให้แรงขึ้นอีกนิด จนตอนนี้คนส่วนใหญ่ในเขตทหารน่าจะรู้กันหมดแล้วว่า ‘ผู้พันหน้าหยก’ อย่างเซิ่งเจ๋อซีได้แต่งงานกับหญิงอัปลักษณ์จากบ้านนอก
เธออยากจะเห็นนักว่าพอหญิงอัปลักษณ์คนนั้นได้ยินข่าวลือเหล่านี้ และเห็นสายตารังเกียจจากคนรอบข้างแล้ว จะยังมีหน้าอยู่เคียงข้างผู้พันเซิ่งต่อไปอีกหรือไม่
ทางที่ดีที่สุดคือรีบเสนอขอหย่าไปซะ อย่ามาถ่วงความเจริญของผู้พันเซิ่งและทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าอีกเลย
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของเธอเบาๆ “เหวินจิ้ง กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
เผิงเหวินจิ้งสะดุ้งตกใจ หันกลับไปมองก็พบว่าเป็นพี่ชายของเธอ เผิงอวี้เต๋อ
ชายวัยสี่สิบเศษมีใบหน้าคมคายดูเคร่งขรึม การสวมเครื่องแบบทหารยิ่งเสริมให้เขาดูน่าเกรงขาม เขากับเผิงเหวินจิ้งซึ่งเป็นน้องสาวมีอายุห่างกันถึงยี่สิบกว่าปี
เผิงเหวินจิ้งถลึงตาใส่เขา “พี่ อยู่ๆ ก็ส่งเสียงแบบนี้ จะทำให้คนตกใจตายหรือไง”
“ก็เธอเอาแต่ใจลอยเองนี่นา กำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้ใจลอยขนาดนี้”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันก็แค่กำลังคิดเรื่องที่จะเลื่อนตำแหน่งเป็นหมออยู่” เผิงเหวินจิ้งรู้ดีว่าพี่ชายของเธอไม่ค่อยเห็นด้วยที่เธอชอบเซิ่งเจ๋อซี โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เขามักจะพยายามแนะนำผู้ชายให้เธอดูตัวอยู่เรื่อย
ถ้าพี่ชายรู้ว่าเซิ่งเจ๋อซีแต่งงานแล้ว แต่เธอยังไม่ตัดใจ เผลอๆ อาจจะโดนด่าเปิงก็ได้
“อืม คราวนี้โรงพยาบาลจะมีตำแหน่งหมอว่าง 1 ตำแหน่ง หลายปีมานี้เธอก็เป็นพยาบาลมานานแล้ว แถมยังขยันศึกษาหาความรู้ทางการแพทย์อยู่ตลอด พอการฝึกอบรมเริ่มขึ้น เธอก็ไปเข้าร่วมซะ พอสอบผ่านก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหมออย่างราบรื่น แต่เธอก็ต้องเตรียมตัวให้ดี อย่าได้ประมาทล่ะ”
“พี่คะ หนูรู้แล้วน่า”
“เออใช่ แล้วเรื่องหลานชายของผู้พันเฉินที่ให้ไปดูตัวคราวก่อน...”
“โอ๊ย พี่คะ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีคนไข้อีกคนที่ยังไม่ได้ไปตรวจเลย ตอนนี้ฉันต้องรีบไปแล้วนะคะ พี่คะ งั้นหนูไปก่อนนะ”
ไม่รอให้เผิงอวี้เต๋อได้ตอบอะไร เผิงเหวินจิ้งก็รีบพูดปัดๆ แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าเงาหลังของเธอก็ลับหายไปจากสายตาของเผิงอวี้เต๋อ
เผิงอวี้เต๋อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เขามีหรือจะไม่รู้ว่าน้องสาวคนเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้หัวใจทั้งดวงของน้องสาวเขามีแต่เซิ่งเจ๋อซีทั้งนั้น
แต่โชคไม่ดีที่เซิ่งเจ๋อซีกลับไม่แลเธอเลย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เผิงอวี้เต๋อก็รู้สึกโกรธขึ้นมานิดๆ
เขารู้สึกว่าน้องสาวของเขานอกจากจะเอาแต่ใจไปหน่อยแล้ว ก็ดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งมีความสามารถและหน้าตาสะสวย
ทำไมเซิ่งเจ๋อซีถึงได้มองไม่เห็นคุณค่าของเธอกันนะ
เห็นไหมล่ะ พอไม่แต่งกับน้องสาวเขา สุดท้ายก็เลยโดนหลอกให้แต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอก แถมยังได้ยินมาว่าเป็นคนขี้เหร่อีกต่างหาก ข่าวลือนี้เขาก็ได้ยินมาเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะทำให้เซิ่งเจ๋อซีได้บทเรียนบ้างหรือยัง
แม้ว่าเผิงอวี้เต๋อจะรู้สึกโกรธที่เซิ่งเจ๋อซีไม่เห็นคุณค่าน้องสาวของเขา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะไปบังคับจิตใจใครได้
ในเมื่อเรื่องของเซิ่งเจ๋อซีมันเป็นไปไม่ได้แล้ว เผิงอวี้เต๋อจึงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมให้น้องสาวตัดใจ และจัดหาหนุ่มๆ โปรไฟล์ดีคนอื่นให้เธอดูตัวแทน
ในค่ายทหารแห่งนี้ แม้จะหาคนที่หน้าตาดีและมีอนาคตไกลกว่าเซิ่งเจ๋อซีแทบไม่ได้เลย แต่คนที่ด้อยกว่าเขานิดหน่อยก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
ทว่าน้องสาวของเขากลับไม่เคยแสดงความสนใจใครเลย
เวลาผ่านไปสองปีกว่า ตอนนี้น้องสาวของเขาก็อายุ 21 ปีแล้ว ใกล้จะกลายเป็นสาวแก่เต็มที เรื่องนี้ทำให้เผิงอวี้เต๋อรู้สึกกลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก
เผิงอวี้เต๋อมีน้องสาวเพียงคนเดียวคนนี้ ทั้งสองอายุห่างกันยี่สิบกว่าปี เธอเป็นลูกหลงที่พ่อแม่มีตอนแก่
ตอนที่น้องสาวอายุได้ไม่กี่ขวบ พ่อกับแม่ก็เสียชีวิตไป ทิ้งน้องสาวไว้ให้เขาและภรรยาดูแล
เขาและภรรยารักและทะนุถนอมน้องสาวคนนี้เหมือนลูกสาวแท้ๆ
แน่นอนว่าเขาย่อมหวังให้น้องสาวของเขามีความสุข
“ขนาดเซิ่งเจ๋อซีแต่งงานไปแล้ว ทำไมน้องเล็กยังไม่ยอมไปดูตัวอีกนะ” เผิงอวี้เต๋อพึมพำกับตัวเอง
หรือว่ายังตัดใจจากเซิ่งเจ๋อซีไม่ได้ ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ
ถ้าเซิ่งเจ๋อซีแต่งงานแล้วแต่น้องสาวยังไม่ตัดใจ แถมยังคิดจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับเซิ่งเจ๋อซี เรื่องแบบนี้เผิงอวี้เต๋อไม่มีทางยอมทนได้แน่
การทำลายชีวิตสมรสของทหารเป็นเรื่องที่น้องสาวของเขาห้ามทำเด็ดขาด
[จบบท]