บทที่ 7: ยั่วยุ
เซิ่งเจ๋อซียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แก้วน้ำในมือถูกวางลงตรงหน้าโดยที่เขาไม่ได้ยกขึ้นมาดื่มแม้แต่จิบเดียว สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องไปยังประตูห้องที่อยู่ไม่ไกลออกไปอย่างมีความคาดหวังอะไรบางอย่าง
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเรียบตึง ริมฝีปากถูกเม้มเข้าหากันจนกลายเป็นเส้นตรง หัวใจเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
พูดกันตามตรงเลยนะ นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในรอบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาในชีวิตที่เซิ่งเจ๋อซีรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นขนาดนี้ ครั้งแรกก็เมื่อวานตอนที่ให้แม่สื่อมาทาบทาม และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้ง
เขารู้ดีว่าข้อบกพร่องทางร่างกายของตัวเองมันร้ายแรงแค่ไหนในยุคสมัยนี้
ที่จริงแล้ว… เขาสามารถเลือกที่จะปิดบังความจริงข้อนี้เอาไว้ก่อนก็ได้ รอให้แต่งงานกันไปแล้วค่อยบอกก็ยังไม่สาย
แต่เซิ่งเจ๋อซีกลับไม่ได้ทำแบบนั้น
ในตอนที่ดูตัวกัน เขากลับเลือกที่จะบอกความจริงออกไปตรงๆ แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะโดนปฏิเสธก็ตาม แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะหลอกลวงทั้งตัวกู้เจียหนิงและครอบครัวของเธอ
เขารู้ว่าต่อให้กู้เจียหนิงจะตอบตกลง เขาก็ยังคงเป็นฝ่ายที่เอาเปรียบเธออยู่ดี
อันที่จริงแล้ว เมื่อครึ่งปีก่อน แม้ว่าหัวใจจะหวั่นไหวไปแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกที่จะจากไปโดยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา ก็เพราะความกังวลในเรื่องนี้นี่แหละ
เขาพยายามแล้วที่จะตัดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกชอบและความคิดถึงที่มีต่อกู้เจียหนิงกลับยิ่งทวีความรุนแรงและลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด… เขาก็ไม่อาจตัดใจจากเธอได้ลง
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่อีกครั้ง และว่าจ้างแม่สื่อให้มาสู่ขอเธอ
สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะเห็นแก่ตัวดูสักครั้ง และถือซะว่าเป็นการให้โอกาสตัวเองเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิต
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นฉุดรั้งความคิดของเซิ่งเจ๋อซีให้กลับมาสู่ปัจจุบัน เขารีบเงยหน้าขึ้นสบตากับใบหน้าของกู้เจียหนิงที่ก้าวออกมาจากห้องพอดี หญิงสาวคนนั้นส่งยิ้มที่ดูว่าง่ายและอ่อนหวานมาให้เขา ดวงตาฉ่ำหวานทรงเมล็ดอัลมอนด์ของเธอเป็นประกายสดใส เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำของเซิ่งเจ๋อซีถึงได้สงบลงอย่างน่าประหลาด
ผลลัพธ์มันคงจะออกมาดีใช่ไหม?
“พ่อหนุ่มเซิ่ง หาฤกษ์หายามมาสู่ขอได้เลยนะจ๊ะ” เหยาชุนฮวาเอ่ยขึ้นหลังจากดึงกู้เจียหนิงให้นั่งลงข้างๆ
ทุกคนในบ้านตระกูลกู้ต่างพากันหันไปมองเหยาชุนฮวากับกู้เจียหนิงด้วยความประหลาดใจ อ้าปากค้างเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ก็ในเมื่อเหยาชุนฮวาซึ่งเป็นนายหญิงของบ้านตัดสินใจแล้ว แถมตัวกู้เจียหนิงเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร พวกเขาก็คงไม่ควรจะพูดแทรกอะไรขึ้นมา
เซิ่งเจ๋อซีดีใจจนเนื้อเต้น มุมปากที่เคยเม้มแน่นในที่สุดก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง นัยน์ตารูปหงส์ของเขาส่องประกายเจิดจ้าอย่างน่าทึ่ง “ครับคุณป้า ผมจะรีบหาฤกษ์ยามมาสู่ขอโดยเร็วที่สุด กลับไปถึงหน่วยก็จะรีบยื่นรายงานขอแต่งงานกับผู้บังคับบัญชาเลยครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีพลังและหนักแน่น “คุณลุงครับ คุณป้าครับ พวกท่านวางใจได้เลย ผมเซิ่งเจ๋อซีขอเอาชีวิตและเกียรติของผมเป็นประกัน ผมจะไม่มีวันทำให้หนิงหนิงต้องเสียใจเด็ดขาด”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายตกลงปลงใจกันเรียบร้อยแล้ว แม่สื่อก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง เหยาชุนฮวาก็เลยบอกให้กู้เจียหนิงพาเซิ่งเจ๋อซีออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง ว่าที่คู่บ่าวสาวจะได้มีเวลาพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น
ทั้งสองคนเดินตามกันไปในระยะห่างประมาณหนึ่งเมตร ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกำลังจะแต่งงานกันแล้ว แต่การเดินใกล้ชิดกันเกินไปให้คนอื่นเห็นก็ดูไม่ค่อยจะดีนักในยุคนี้
เซิ่งเจ๋อซีมองแผ่นหลังอรชรอ้อนแอ้นของคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า หัวใจที่เคยว่างเปล่ามาตลอดนับตั้งแต่คุณแม่ของเขาจากไป บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยน้ำผึ้งรสหวานเลิศที่เอ่อล้นจนรู้สึกหวานซ่านไปทั้งใจ
เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาจับจ้องไปที่ปลายนิ้วเรียวงามราวกับลำเทียนของหญิงสาวที่แกว่งไกวอยู่ข้างลำตัว ปลายนิ้วของเซิ่งเจ๋อซีสั่นระริก เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสะกดกลั้นความต้องการที่จะเอื้อมมือไปคว้ามือคู่นั้นมาจับไว้ แล้วไม่ปล่อยไปตลอดชีวิต
“หนิงหนิง ตอนนี้เราถือว่ากำลังคบหาดูใจกันอยู่ใช่ไหม” เซิ่งเจ๋อซีเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
กู้เจียหนิงหันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ก็ใช่สิคะ”
คิ้วของเซิ่งเจ๋อซีเลิกขึ้นอย่างยินดี “ถ้างั้นพี่กลับไปวันนี้ก็จะยื่นเรื่องขอแต่งงานเลยนะ?”
“ได้สิคะ”
เซิ่งเจ๋อซีกำหมัดแน่นอย่างดีใจ ความสุขล้นปรี่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจราวกับระลอกคลื่นในน้ำ
จากนั้นเซิ่งเจ๋อซีก็เริ่มพูดคุยกับกู้เจียหนิงเรื่องสินสอดทองหมั้นอย่างจริงจัง แถมยังชวนเธอไปเดินเที่ยวที่ร้านสหกรณ์ในตัวอำเภอด้วยกันอีกต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่ากู้เจียหนิงผู้แสนดีก็ตอบตกลงทุกอย่าง
ภาพของทั้งสองคนที่เดินคุยกันอยู่บนถนน กลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านในละแวกนั้นไปโดยปริยาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกู้เจียหนิงเพิ่งจะสร้างเรื่องกระโดดน้ำฆ่าตัวตายไปเมื่อวาน แต่วันนี้กลับมาเดินหัวเราะต่อกระซิกกับชายหนุ่มรูปงามในเครื่องแบบทหารซะแล้ว ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นกันจนตัวสั่น แม้กระทั่งคนที่กำลังทำงานอยู่ในไร่นาก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันมาซุบซิบนินทากัน
จ้าวเว่ยหงที่กำลังนั่งปอกข้าวโพดจนมือเจ็บไปหมด ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันก็เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นกู้เจียหนิงในชุดเสื้อโค้ทสีน้ำตาลอมเทาสุดหรูที่ขับให้เธอดูสวยสะพรั่งโดดเด่นเกินใคร ดวงตาของจ้าวเว่ยหงก็ฉายแววอิจฉาริษยาออกมาอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังกำฝักข้าวโพดอยู่ก็ยิ่งบีบแน่นขึ้นไปอีก
เมื่อมองไปที่นายทหารร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กู้เจียหนิง เธอก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
“ได้ยินมาว่าเมื่อวานกู้เจียหนิงยอมดูตัวกับคนที่แม่สื่อหามาให้แล้วนี่ หรือว่าคนที่มาดูตัวกับยัยนั่นจะเป็นนายทหารคนนี้?” หลี่เจวียนที่นั่งปอกข้าวโพดอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมาเบาๆ พลางเหลือบมองไปยังคนทั้งคู่
“แต่กู้เจียหนิงชอบปัญญาชนเวินไม่ใช่เหรอ? ดูท่าทางแล้วนายทหารคนนั้นคงยังไม่รู้เรื่องที่กู้เจียหนิงกระโดดน้ำเพื่อปัญญาชนเวินแน่ๆ เขาคงโดนยัยนั่นหลอกเข้าให้แล้วล่ะมั้ง” หลี่เจวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำทีเป็นกังวลแทนนายทหารผู้โชคร้ายคนนั้น
“ต้องใช่แน่ๆ ยัยกู้เจียหนิงนังจิ้งจอกไร้ยางอาย คอยดูนะ ฉันจะไปกระชากหน้ากากของเธอออกมาให้ดู!” จ้าวเว่ยหงพูดอย่างฉุนเฉียวพลางโยนฝักข้าวโพดในมือทิ้ง ก่อนจะลุกขึ้นพรวดพราดเดินตรงไปยังที่เกิดเหตุด้วยท่าทีเอาเรื่อง
หลี่เจวียนมองตามแผ่นหลังของจ้าวเว่ยหงไป แววตาฉายประกายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง ก่อนจะเสยผมที่ปรกลงมาทัดไว้ที่หลังหู แล้วก้มหน้าก้มตาปอกข้าวโพดต่อไป แต่หางตาก็ยังคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวที่อยู่ไม่ไกลออกไป
ใครๆ ก็รู้ว่าจ้าวเว่ยหงชอบปัญญาชนเวิน เธอจึงไม่เคยชอบหน้ากู้เจียหนิงที่คอยตามตอแยเขาอยู่แล้ว พอได้โอกาสแบบนี้ มีหรือที่เธอจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ
ส่วนหลี่เจวียนน่ะเหรอ…
เธอก็ชอบเวินจู๋ชิงเหมือนกัน และก็รำคาญกู้เจียหนิงที่คอยตามติดเขาไม่ต่างกัน
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ กู้เจียหนิงถึงได้ไปดูตัวกับนายทหารคนนั้น
แต่ถึงแม้ว่ากู้เจียหนิงจะยอมตัดใจจากเวินจู๋ชิงไปแล้ว เธอก็ไม่อยากเห็นยัยนั่นได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ แบบนั้นอยู่ดี!
สายตาของหลี่เจวียนเหลือบไปมองใบหน้าที่สวยสดใสงดงามราวกับดอกท้อของกู้เจียหนิง ก่อนจะรีบหลุบตาลงเพื่อซ่อนแววตาอิจฉาริษยาที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
ใบหน้าที่สวยขนาดนั้น ทำไมผู้หญิงที่มาจากในเมืองอย่างเธอถึงไม่มีบ้างนะ ปัญญาชนหญิงในที่พักปัญญาชนก็ไม่มีใครเทียบได้เลยสักคน แต่ทำไม๊ทำไมกลับไปอยู่บนใบหน้าของยัยบ้านนอกคนนี้ได้!
หลี่เจวียนเองก็หลงใหลในใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจดของเวินจู๋ชิงเช่นกัน
และเธอก็รู้ดีกว่าใครว่ากู้เจียหนิงนั้นสวยขนาดไหน มีผู้ชายมากมายที่ชอบเธอ เธอยังเคยบังเอิญไปเห็นเวินจู๋ชิงกำลังหลอกล่อกู้เจียหนิงอยู่หลายครั้ง
เธอรู้ว่าเวินจู๋ชิงไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนเหมือนภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้นมา นั่นมันก็เป็นแค่เปลือกนอกที่เขาใช้หลอกตาคนอื่นเท่านั้น
พอค้นพบความจริงข้อนี้ แทนที่จะหนีห่าง แต่หลี่เจวียนกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
เธอเชื่อว่าเวินจู๋ชิงซึ่งเป็นคนประเภทเดียวกันกับเธอ สุดท้ายแล้วจะต้องลงเอยกับเธออย่างแน่นอน
ทางด้านจ้าวเว่ยหงที่เดินตรงเข้าไปหากู้เจียหนิงด้วยท่าทีเอาเรื่อง ทำเอากู้เจียหนิงตกใจจนเสียหลักเผลอเซถอยหลังเพื่อหลบเธอ
แต่เซิ่งเจ๋อซีไวกว่า เขาใช้มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังของเธอไว้ได้ทันท่วงที “เป็นอะไรหรือเปล่า”
เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาตรงหน้าด้วยแววตาที่เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
กู้เจียหนิงยืนทรงตัวได้มั่นคงแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองจ้าวเว่ยหงที่กำลังทำหน้าโกรธจัดอยู่ตรงหน้า เธอใช้เวลาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะจำได้ว่านี่คือปัญญาชนหญิงคนหนึ่งที่พักอยู่ที่ที่พักปัญญาชน และเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่คลั่งไคล้เวินจู๋ชิง น่าเสียดายที่เธอคนนี้ไม่ค่อยจะฉลาดนัก ไม่เพียงแต่จะถูกเวินจู๋ชิงหลอกใช้ แต่ยังถูกปัญญาชนหญิงอีกคนในที่พักปัญญาชนหลอกใช้อีกทอดหนึ่งด้วย
สมองกลวงๆ แบบนี้นี่มันเป็นเครื่องมือชั้นดีเลยทีเดียว
“จ้าวเว่ยหง เธอเป็นบ้าอะไรของเธอ!” กู้เจียหนิงเปิดฉากด่าทันที
จ้าวเว่ยหงเหลือบมองนายทหารร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีแววตาเย่อหยิ่งและดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เธอรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าพูดออกไป “สหายทหาร คุณมาดูตัวกับกู้เจียหนิงเหรอคะ?”
“คุณคงยังไม่รู้สินะคะว่าเมื่อวานนี้กู้เจียหนิงเพิ่งจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเพื่อปัญญาชนเวินที่พักอยู่ที่เดียวกับพวกเรา”
“แต่วันนี้กลับมาดูตัวกับคุณแล้ว เธอเป็นผู้หญิงหลายใจ!”
พูดจบ เธอก็หันไปจ้องกู้เจียหนิงอย่างเอาเรื่อง แล้วชี้นิ้วไปที่หน้าของเธอ “กู้เจียหนิง! เธอก็มีปัญญาชนเวินอยู่แล้วทั้งคน ยังจะมาดูตัวกับผู้ชายคนอื่นอีก เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ อยากจะเป็นผู้หญิงสำส่อนมากนักหรือไง? ปัญญาชนเวินโดนพี่สามของเธอตีก็เพราะเธอ แต่เธอกลับไม่คิดจะขอโทษเขาสักคำเลยเหรอ?”
กู้เจียหนิงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะใช้มือปัดนิ้วของจ้าวเว่ยหงที่ชี้หน้าเธออยู่ออกไปอย่างแรง ใบหน้าสวยหวานของเธอเย็นชาลงทันที “ฉันเกลียดที่สุดเลยเวลามีคนมาชี้หน้าแบบนี้”
[จบบท]