บทที่ 80: พี่สาว
“น่าจะฉลองปีใหม่อยู่ที่ค่ายทหารนั่นแหละค่ะแม่ มีสามีอยู่ด้วย ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เดี๋ยวเขาก็ดูแลเจียหนิงเอง” หยางม่านม่านเอ่ยปลอบใจแม่สามี ในขณะที่มือก็ยังคงขยับถักไหมพรมไม่หยุด
ในใจของเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า ตั้งแต่น้องสามีแต่งงานออกเรือนไป คนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็ยังไม่ชินกับเรื่องนี้เลย ขนาดสามีของเธอเองเวลาได้อะไรดีๆ มา ก็ยังคอยนึกถึงและเก็บส่วนแบ่งไว้ให้น้องสาวอยู่เสมอ
แน่นอนว่าหยางม่านม่านไม่ได้รู้สึกอิจฉาอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะสามีของเธอก็ดีกับเธอมากเช่นกัน อีกอย่างหนึ่งคือน้องสามีของเธอก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากจริงๆ นับตั้งแต่ที่เธอฟื้นขึ้นมาจากการจมน้ำในครั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องที่เธอช่วยฝังเข็มรักษาภาวะมดลูกเย็นให้ แค่นี้เธอก็รู้สึกขอบคุณจนไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว
หยางม่านม่านมีความรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่าอีกไม่นานเธอก็จะมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว
“แม่ว่า...เราจะส่งของไปให้หนิงกับตาเซิ่งดีไหม” เหยาชุนฮวาเอ่ยขึ้น
ในฐานะคนเป็นแม่ เธอมักจะรู้สึกว่าสิ่งที่ให้ลูกสาวไปนั้นยังไม่มากพออยู่เสมอ
“แม่คะ ในจดหมายเจียหนิงกำชับนักกำชับหนาเลยนะคะว่าไม่ให้แม่ส่งอะไรไปให้ หนูว่าถ้าแม่กินของอร่อยๆ ให้เยอะๆ เจียหนิงน่าจะดีใจมากกว่าอีกค่ะ”
ที่หยางม่านม่านพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะเธอเสียดายของที่จะส่งไปให้กู้เจียหนิง แต่เป็นเพราะเธอรู้จักนิสัยของน้องสามีดี ในเมื่อน้องบอกว่าไม่ต้องการ ก็แปลว่าไม่ต้องการจริงๆ
เหยาชุนฮวาถอนหายใจออกมาเบาๆ จริงๆ แล้วในใจเธอก็เข้าใจดีอยู่ เมื่อได้ลูกสะใภ้ช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง ความคิดที่จะส่งของไปให้จึงค่อยๆ เลือนหายไป
“หนิงหนิงกินอาหารฝีมือแม่มาตลอด ไม่รู้ว่าพอไปอยู่ที่นั่นแล้วจะกินอาหารของที่โน่นได้ไหม จะกินอิ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้รับจดหมายฉบับต่อไปจากลูกเมื่อไหร่”
สำหรับจดหมายฉบับแรกที่ส่งมานั้น หลังจากที่คนในครอบครัวกู้ได้พิจารณาดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่มีเรื่องสำคัญอะไรที่ต้องรีบตอบกลับไปในทันที ประกอบกับระยะทางที่ไกลพอสมควร พวกเขาจึงตั้งใจว่าจะรอให้จดหมายฉบับที่สองของกู้เจียหนิงมาถึงก่อนแล้วค่อยเขียนตอบกลับไปทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองเหยาชุนฮวาจึงเฝ้ารอจดหมายฉบับที่สองของลูกสาวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ณ ค่ายทหารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ กู้เจียหนิงไม่รู้เลยว่าแม่ของเธอกำลังตั้งตารอจดหมายฉบับที่สองของเธออยู่
ในตอนนี้เธอเพิ่งจะเขียนจดหมายเสร็จไปสองฉบับ ทั้งยังจัดการห่อพัสดุที่จะส่งไปให้ครอบครัวของเธอ รวมถึงคุณตาคุณยายซางเรียบร้อยแล้ว และกำลังเตรียมตัวที่จะออกไปส่งของเหล่านั้น
เธอไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปถึงในตัวอำเภอหรือที่ไหนไกล เพราะภายในค่ายทหารมีหน่วยงานสื่อสารโดยเฉพาะที่สามารถช่วยจัดการเรื่องการส่งไปรษณีย์ให้ได้
เพียงแต่ว่า...
พัสดุกล่องนี้มันค่อนข้างหนักเอาการ
“พี่สะใภ้ครับ ให้ผมช่วยถือนะครับ”
ทันทีที่กู้เจียหนิงก้าวเท้าออกจากบ้านพร้อมกับความรู้สึกหนักใจเล็กน้อย เธอก็เห็นเซี่ยเจ๋อวิ่งเข้ามาหาเขา ก่อนจะคว้าพัสดุทั้งสองกล่องไปถือไว้ให้เธออย่างรวดเร็ว
พัสดุสองกล่องที่ค่อนข้างหนักสำหรับกู้เจียหนิง กลับดูเบาสบายเมื่ออยู่ในมือของเซี่ยเจ๋อ
“อ้าว เธอนี่เอง สหายเซี่ยเจ๋อ ขอบคุณมากนะ”
เมื่อมีคนมาช่วย กู้เจียหนิงก็รู้สึกยินดีเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าอายุของเซี่ยเจ๋อจะดูไล่เลี่ยกับเธอ แต่เมื่อเขาเรียกเธอว่าพี่สะใภ้ ประกอบกับเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของเซิ่งเจ๋อซี เธอก็เลยมองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องคนหนึ่ง
นอกจากนี้ จากที่ได้ฟังเรื่องราวของเซี่ยเจ๋อมาจากปากของเซิ่งเจ๋อซี ก็ทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูและอยากจะปกป้องทหารหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจคนนี้เป็นพิเศษ
“พี่สะใภ้ครับ ไม่เป็นไรเลยครับ เรื่องแค่นี้เอง”
“ถ้าจะพูดถึงเรื่องขอบคุณล่ะก็ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ คราวก่อนพี่ยังให้ผู้พันเซิ่งเอาอาหารมาให้ผมตั้งชามใหญ่ ในนั้นมีกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์เยอะมากเลยครับ” พอพูดถึงอาหารชามนั้น ความทรงจำอันหอมหวานก็ย้อนกลับมาหาเซี่ยเจ๋ออีกครั้ง ดวงตาของเขาเปล่งประกายอยู่บนใบหน้าคมเข้มสีข้าวสาลี
พูดจบเขาก็มีท่าทีเขินอายเล็กน้อย “คือว่า...วันนั้นเป็นวันเกิดของผมน่ะครับ”
“นี่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่ผมเคยได้รับเลยครับ พี่สะใภ้ ขอบคุณพี่กับผู้พันเซิ่งมากจริงๆ ครับ”
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์บนมุมปากของเซี่ยเจ๋อ กู้เจียหนิงถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจพลันอ่อนยวบลง
ที่แท้วันนั้นคือวันเกิดของเซี่ยเจ๋อนี่เอง ถ้ารู้เร็วกว่านี้สักหน่อย ตอนที่จัดงานฉลองขึ้นบ้านใหม่ เธอก็จะได้ชวนเขามาร่วมสนุกด้วยกัน เธอสามารถจินตนาการได้เลยว่าเซี่ยเจ๋อคงจะใช้เวลาในวันเกิดที่ไม่มีใครจดจำได้เพียงลำพังอย่างเงียบเหงาขนาดไหน
เพียงแค่อาหารหนึ่งชามที่เธอตั้งใจแบ่งปันให้ แต่เขากลับจดจำมันได้อย่างแม่นยำ และยังถือว่ามันเป็นของขวัญวันเกิดอีกด้วย
เจ้าหนูเซี่ยเจ๋อคนนี้ช่าง...
ชั่วขณะหนึ่ง กู้เจียหนิงรู้สึกสับสนในใจจนพูดอะไรไม่ออก
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงหน่วยงานสื่อสาร กู้เจียหนิงจัดการส่งจดหมายและพัสดุเรียบร้อยก็สามารถเดินทางกลับได้ทันที
ระหว่างทางกลับบ้าน กู้เจียหนิงได้สอบถามจึงได้รู้ว่าเซี่ยเจ๋อได้รับรางวัลเป็นวันหยุดพัก 1 วันจากการทำผลงานได้ดี ทำให้เขาไม่ต้องเข้าร่วมการฝึกซ้อมในวันนี้
เซี่ยเจ๋อตั้งใจมาเดินเล่นแถวๆ บ้านพักทหาร เพราะเรื่องอาหารชามนั้นในคราวก่อน ประกอบกับความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อกู้เจียหนิงผู้เป็นพี่สะใภ้ ทำให้เขาคิดอยู่เสมอว่าอยากจะหาโอกาสช่วยเหลือเธอบ้าง
ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอเธอจริงๆ ถึงแม้จะเป็นเพียงการช่วยถือพัสดุไปส่ง แต่ช่วยได้นิดหน่อยก็ยังดี
ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยเจ๋อชอบที่จะได้พบปะพูดคุยกับกู้เจียหนิง เขารู้สึกว่าเธอทำให้เขารู้สึกสบายใจ และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเขามีพี่สาวคนหนึ่ง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้และสนิทสนมด้วย
“พี่สะใภ้ครับ งั้นผมกลับก่อนนะครับ” แม้จะรู้สึกไม่อยากจากไป แต่เขาก็ได้ส่งกู้เจียหนิงจนถึงหน้าประตูบ้านแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้ง “พี่สะใภ้ครับ ต่อไปถ้าพี่ต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็เรียกผมได้เลยนะครับ ตราบใดที่ผมไม่ได้ฝึกหรือติดภารกิจ ผมพร้อมจะมาหาพี่ทันทีเลยครับ”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ จนทำให้ผู้คนไม่กล้าที่จะปฏิเสธ กู้เจียหนิงจึงตอบรับไปว่า “ได้สิ แต่ว่า...เธอรอแป๊บนึงนะ”
พูดจบ โดยไม่รอให้เซี่ยเจ๋อได้ทันตั้งตัว เธอก็รีบเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
หืม?
เซี่ยเจ๋อที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้เดินจากไปไหน
ในไม่ช้า กู้เจียหนิงก็เดินกลับออกมา พร้อมกับยื่นเค้กชิ้นสามเหลี่ยมเล็กๆ ที่มีผลไม้วางอยู่ด้านบนให้เขา “ให้เธอ”
เซี่ยเจ๋อใช้สองมือประคองรับเค้กชิ้นเล็กๆ นั้นมา เขามองดูของที่ถึงแม้จะเล็กแต่ก็ดูประณีตงดงามตรงหน้าอย่างงุนงง “พี่...พี่สะใภ้ครับ นี่คือ?”
“นี่คือเค้กชิ้นเล็กๆ!”
“วันเกิดก็ต้องกินเค้กสิ ฉันไม่รู้นี่นาว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของเธอ เค้กวันเกิดชิ้นนี้ถือว่าให้ย้อนหลังแล้วกันนะ”
เค้กชิ้นเล็กๆ นี้ กู้เจียหนิงเพิ่งจะใช้คะแนน 0.1 แต้ม แลกมาจากร้านค้าของระบบเมื่อครู่นี้เอง เธอแลกมาทั้งหมด 5 ชิ้น ส่วนที่เหลืออีก 4 ชิ้นตั้งใจจะเก็บไว้กินกับเซิ่งเจ๋อซีในอีกสองสามวันข้างหน้า
ที่แท้วันเกิดต้องกินเค้กอย่างนี้นี่เอง?
เซี่ยเจ๋อรู้จักแค่เค้กไข่ แต่ไม่รู้จักเค้กแบบนี้ แต่ถึงจะเป็นเค้กไข่ เขาก็ยังไม่เคยกินมาก่อน รู้แค่ว่ามันอร่อยมากและก็แพงมากด้วย
ถ้าอย่างนั้น เค้กที่ดูประณีตสวยงามกว่าเค้กไข่ชิ้นนี้คงจะแพงกว่ามากแน่ๆ แถมยังมีผลไม้อยู่ข้างบนอีกด้วย ในยุคสมัยนี้ผลไม้ก็มีราคาแพงเช่นกัน
“ไม่ได้ครับพี่สะใภ้ ผมรับไว้ไม่ได้”
เขาไม่ได้ช่วยอะไรพี่สะใภ้มากมายขนาดนั้น จะรับของมีค่าแบบนี้ได้ยังไงกัน เขารู้สึกละอายใจที่จะรับมันไว้
“ให้ก็รับไปเถอะน่า” ของที่กู้เจียหนิงตั้งใจจะให้ไปแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะรับคืนกลับมา
ในที่สุด เซี่ยเจ๋อก็ยอมรับเค้กชิ้นเล็กๆ นั้นไว้
เมื่อเซี่ยเจ๋อประคองเค้กชิ้นเล็กๆ กลับไปยังฐานทัพลับของเขา เขาค่อยๆ ละเลียดชิมเค้กอย่างทะนุถนอม ขอบตาของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
มันหวานมาก หอมมาก อร่อยมาก!
นี่คือของที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาในชีวิตนี้!
หากก่อนหน้านี้ ที่เซี่ยเจ๋อคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกู้เจียหนิงเป็นเพราะความชื่นชมในตัวเซิ่งเจ๋อซี จนเผื่อแผ่ความรู้สึกดีๆ มาถึงเธอ แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อกู้เจียหนิงนั้นได้มีมากกว่าที่มีต่อเซิ่งเจ๋อซีไปเสียแล้ว
เซี่ยเจ๋อแอบตั้งปณิธานในใจ ต่อจากนี้ไป เขาจะนับถือพี่สะใภ้เหมือนพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เขาจะคอยช่วยเหลือและปกป้องพี่สาวคนนี้เสมอไป!
หลังจากที่กู้เจียหนิงส่งเซี่ยเจ๋อกลับไปได้ไม่นาน พี่สะใภ้อวี๋ก็ถือของมาเยี่ยมที่หน้าประตูบ้านเพื่อแสดงความขอบคุณที่เธอช่วยผ่าตัดให้ผู้พันชุย
[จบบท]