บทที่ 29: เสียงเห่าหอนของสุนัขร้าย
เฉียวซูเฟินเห็นเจียงอี้หนานจำตัวเองได้ก็รู้สึกประหลาดใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเด่นชัดขึ้น
“หนูรู้จักฉันด้วยเหรอเนี่ย ปกติเห็นหนูไม่ค่อยสนใจใคร ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ฉันเลยคิดว่าหนูจำฉันไม่ได้เสียอีก เป็นเด็กดีจริงๆ”
“หนูเคยไปบ้านคุณป้ากับคุณย่าค่ะ ตอนนั้นคุณป้าให้ลูกอมหนูมาหนึ่งเม็ดด้วย”
น้ำเสียงของเจียงอี้หนานฟังดูสงบนิ่ง
พอได้ยินประโยคบอกเล่าแสนธรรมดา เฉียวซูเฟินก็นึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เด็กคนนี้ต้องเผชิญมาตลอด หญิงวัยกลางคนรู้สึกสงสารจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก เธอทำเพียงเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของเจียงอี้หนานเอาไว้ จากนั้นก็ขยับตัวสลับที่นั่งกับเด็กสาวโดยที่ยังคงจับมือไว้อย่างนั้น
เจียงอี้หนานมองมือใหญ่ที่กำลังกุมมือตัวเองอยู่ด้วยความมึนงง เด็กสาวเอาแต่จ้องมองมือคู่นั้น ผิวสัมผัสของมันค่อนข้างหยาบกร้านแต่กลับเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงและให้ความรู้สึกอบอุ่น
“อี้หนาน ทำไมเห็นผู้ใหญ่แล้วไม่รู้จักทักทายเลย เป็นเด็กเป็นเล็กทำตัวไม่น่ารักเอาเสียเลย คุณย่าของเธอสอนมาแบบนี้หรือไง”
เสียงแหลมปรี๊ดของใครบางคนแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเจียงอี้หนาน เด็กสาวเงยหน้าขึ้นไปมองตามต้นเสียง คนที่พูดคือคุณป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องฝีปากจัดจ้าน
เจียงอี้หนานปรายตามองเพียงแวบเดียวก่อนจะเบือนหน้าหนี สายตาของเธอทอดมองออกไปไกลแสนไกล
“สวัสดีค่ะป้าเว่ยหง”
ฉางเว่ยหงได้ยินเจียงอี้หนานเอ่ยทักทายตัวเอง แต่ก็ยังคงพูดจาเหน็บแนมต่อไป
“แหม รู้จักฉันด้วยเหรอ เห็นเธอเอาแต่เงียบ ฉันก็คิดว่าเธอจำใครไม่ได้เสียอีก อี้หนาน ป้าไม่ได้อยากจะว่าอะไรเธอหรอกนะ ถึงตอนนี้เธอจะยังเด็กแต่พอเจอหน้าผู้ใหญ่ก็ควรจะทักทายให้เป็นนิสัย มันเป็นเรื่องของมารยาท เธอว่าจริงไหม อีกอย่างตอนที่คุณย่าของเธอยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะเคยสอนเรื่องพวกนี้มาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ”
ไม่ว่าฉางเว่ยหงจะพ่นคำพูดอะไรออกมา เจียงอี้หนานก็ยังคงทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกลโดยไม่หันมามองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวตอบกลับด้วยท่าทีสงบ
“ถ้าอย่างนั้นป้าก็ลองไปถามคุณย่าของหนูดูสิคะ”
“จะให้ฉันไปถามคุณย่าของเธอได้ยังไง”
ในช่วงแรกฉางเว่ยหงยังตามประโยคเมื่อครู่ไม่ทัน กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะของชาวบ้านบนเกวียนวัวดังขึ้น เธอถึงได้สติและเข้าใจความหมายของมัน ผู้ใหญ่ปากร้ายชี้หน้าเจียงอี้หนานด้วยความโกรธจัด
“นี่เธอ เธอ”
เจียงอี้หนานมองนิ้วมือที่กำลังชี้หน้าตัวเอง แววตาของเด็กสาววาวโรจน์ขึ้นมาเพียงชั่วพริบตา มันรวดเร็วจนคนรอบข้างอาจจะคิดว่าตัวเองตาฝาดไป
“คุณป้าคะ คุณย่าของหนูเคยสอนเอาไว้ว่าการชี้หน้าคนอื่นแบบที่คุณป้าทำอยู่ถือว่าไม่มีมารยาทค่ะ”
“เธอ เธอ เธอ”
ใบหน้าของฉางเว่ยหงแดงก่ำไปด้วยความโกรธ เธอเอื้อมมือออกไปหวังจะตบหน้าเจียงอี้หนานให้หลาบจำ ในจังหวะที่ฝ่ามือหนากำลังจะฟาดลงบนแก้มของเด็กสาว ท่อนแขนของเธอกลับถูกใครบางคนคว้าเอาไว้เสียก่อน
ความโกรธของฉางเว่ยหงยังคงพลุ่งพล่าน เธอหันไปมองคนที่กล้าเข้ามาขัดขวางการสั่งสอนของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเป็นเฉียวซูเฟินก็ต้องชะงักไป แม้สีหน้าของอีกฝ่ายจะดูปกติ แต่แววตาที่จ้องมองมากลับทำให้ฉางเว่ยหงต้องหดคอกลับด้วยความหวาดกลัว เธอตัดสินใจหยุดสร้างความวุ่นวายและทำเพียงส่งสายตาอาฆาตไปให้เจียงอี้หนานเท่านั้น
เฉียวซูเฟินปรายตามองฉางเว่ยหงเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับมาตบมือเจียงอี้หนานเบาๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยความอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะ”
เจียงอี้หนานอธิบายความรู้สึกในใจตอนนี้ไม่ถูก การกระทำของเฉียวซูเฟินทำให้เธอนึกถึงหวังเหมยฮวา ทั้งสองคนมอบความรู้สึกปลอดภัยและทำให้จิตใจของเธอสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เจียงอี้หนานพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบและไม่พูดอะไรออกมาอีก
ในที่สุดเกวียนวัวก็เดินทางมาถึงหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านทยอยกันลงจากเกวียนทีละคน เจียงอี้หนานยังคงนั่งนิ่งเพื่อรอให้คนอื่นลงไปก่อน เด็กสาวไม่ได้สังเกตเลยว่าฉางเว่ยหงเองก็ยังคงนั่งอยู่บนเกวียนเช่นกัน เมื่อเห็นว่าคนลงไปเกือบหมดแล้ว เธอถึงได้ลุกขึ้นเตรียมตัวจะก้าวลงไปบ้าง
ฉางเว่ยหงรอคอยโอกาสนี้มานาน ทันทีที่เจียงอี้หนานลุกขึ้นยืน เธอก็รีบผุดลุกขึ้นตามแล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกไปผลักแผ่นหลังของเด็กสาวอย่างแรง ร่างกายของฉางเว่ยหงพุ่งไปด้านหน้าตามแรงผลักของตัวเอง
ใครจะไปคิดว่าเจียงอี้หนานจะระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าเด็กสาวมีดวงตาติดอยู่ด้านหลังศีรษะ ในจังหวะที่ฉางเว่ยหงพุ่งตัวเข้ามา เจียงอี้หนานก็กระโดดลงจากเกวียนวัวอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือฉางเว่ยหงผลักพลาดเป้าหมาย ร่างของเธอเสียสมดุลและร่วงหล่นลงมาจากเกวียนวัวอย่างแรง หญิงวัยกลางคนลงไปนอนกองอยู่บนพื้นพร้อมกับใช้มือคลำสะโพกตัวเองพลางร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
[จบบท]