บทที่ 87: เลี้ยงบะหมี่เธอทุกวัน
ขณะเดินอยู่บนถนนแคบๆ ของเมือง หลี่เยว่ตั้งคำถามด้วยความแปลกใจ
“นายไม่มีญาติอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือไง ไปมีน้องสาวตัวเล็กแบบนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
หลังจากส่งผู้ชายคนนั้นเข้าสถานีตำรวจไปเมื่อคราวที่แล้ว พวกเขาก็ยุ่งอยู่พักหนึ่งจนลืมเรื่องของเสิ่นเหมียนเหมียนไปเสียสนิทและไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม พอมาเจอกันอีกครั้งในคราวนี้และเห็นเฮ่อนานยังคงทำดีกับเด็กสาวคนนั้น เขาก็ทนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหว ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นพุ่งพล่านไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย
“คนในหมู่บ้านของลุงจ้าว” เฮ่อนานตอบสั้นๆ ได้ใจความ
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงช่วยเด็กสาวคนนี้นั้น ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นเพราะตอนที่เจอเธอครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นของเธอ หรือจะพูดให้ถูกก็คือแววตาของเธอ เป็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังในชีวิต ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและต้องการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก เป็นแววตาที่พยายามจะเอาชีวิตรอดให้ได้ แววตาแบบนั้นช่างเหมือนกับแววตาของเหล่าวีรชนก่อนที่จะสละชีพเหลือเกิน
หลี่เยว่เงียบสนิท เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมช่วยเหลือคนอื่นขนาดนี้ทั้งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกันเลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะเขารู้จักนิสัยใจคอของเฮ่อนานเป็นอย่างดี เขาคงสงสัยแรงจูงใจในการทำแบบนี้ของเพื่อนคนนี้ไปแล้ว
ข้าวสาลีในยุคสมัยนี้ไม่มีสารเร่งการเจริญเติบโตหรือปุ๋ยเคมีเจือปน ทุกอย่างล้วนเป็นอาหารออร์แกนิก เส้นบะหมี่แป้งสาลีที่ทำออกมาจึงมีรสชาติอร่อยล้ำไม่ธรรมดา บะหมี่ชามใหญ่ที่ให้ปริมาณมาอย่างจุใจถูกเสิ่นเหมียนเหมียนจัดการจนเกลี้ยงชาม หลังจากกินอิ่มและดื่มน้ำซุปร้อนๆ ตามเข้าไป ร่างกายของเธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดจนมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นมาตามหน้าผาก
ลู่ซือหย่วนซดน้ำซุปคำสุดท้ายจนหมดเกลี้ยงก่อนจะพูดโอ้อวด
“ไว้ฉันรวยเมื่อไหร่ ฉันจะเลี้ยงบะหมี่เธอทุกวันเลย”
เด็กหนุ่มไม่เคยได้กินของดีอะไรมาก่อน ในสายตาของเขาตอนนี้บะหมี่ชามนี้ถือเป็นอาหารที่อร่อยมากๆ แล้ว หากได้กินบะหมี่แบบนี้ทุกวัน ชีวิตคงสุขสบายไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตของจักรพรรดิ
มุมปากของเสิ่นเหมียนเหมียนกระตุกเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
“อย่าเลย ฉันเกลียดการกินบะหมี่ที่สุด”
คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องโกหก ในชาติที่แล้วเธอเกลียดการกินบะหมี่มากที่สุดจริงๆ แต่อาหารที่เธอกินบ่อยที่สุดก็คือบะหมี่เช่นกัน ลู่ซือหย่วนเหลือบมองชามของเสิ่นเหมียนเหมียนที่ว่างเปล่าจนแทบไม่เหลือน้ำซุปแม้แต่หยดเดียวก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่ใส่ใจ เสิ่นเหมียนเหมียนรู้สึกทำตัวไม่ถูก ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาด้วยความเขินอาย
ร่างกายของเธอในตอนนี้ยังไม่ได้กินบะหมี่เยอะขนาดนั้น แน่นอนว่ายังไม่ถึงขั้นรู้สึกเกลียดการกินบะหมี่ นอกเสียจากว่าบะหมี่ในชาตินี้จะแตกต่างจากที่เคยกินในชาติที่แล้ว ในชาติก่อนเพื่อประหยัดเงินไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลของเสิ่นเจี้ยนหัว เธอจึงทำได้เพียงกินบะหมี่น้ำใสธรรมดาเท่านั้น
เนื่องจากเพิ่งถูกคนสงสัยว่ากำลังคบหาดูใจกันอยู่ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจแยกย้ายกันเดินกลับโรงเรียน เมื่อเสิ่นเหมียนเหมียนกลับมาถึงที่นั่งของตัวเอง เธอก็เพิ่งจะเปิดหนังสือออกดู หวังเฉี่ยวฮุ่ยที่นั่งอยู่แถวรองสุดท้ายริมขวาสุดติดกำแพงก็ขยับตัวเข้ามาใกล้
“เหมียนเหมียน เลิกเรียนแล้วรอฉันด้วยสิ เราเดินกลับบ้านด้วยกันเถอะ”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ปั่นจักรยานมาโรงเรียน การเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันค่อนข้างไม่สะดวก หลังจากหิมะตก ท้องฟ้าก็มืดครึ้มตลอดเวลา พื้นถนนในช่วงเช้าและเย็นจะกลายเป็นน้ำแข็งเกาะตัวกันแน่น การปั่นจักรยานจึงลื่นมาก ดังนั้นทุกคนจึงเปลี่ยนมาเดินเท้าไปโรงเรียนแทน ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่จะได้เดินกลับพร้อมกัน
เสิ่นเหมียนเหมียนอธิบายเหตุผลให้เพื่อนฟัง
“ฉันต้องกินข้าวก่อนกลับน่ะ ถ้าเธอกลับพร้อมฉัน มันจะทำให้เธอเสียเวลาเปล่าๆ”
บ้านของหวังเฉี่ยวฮุ่ยอยู่ไกลจากโรงเรียนมากกว่าบ้านของเธอเสียอีก ช่วงนี้ฟ้ามืดเร็ว หากต้องมานั่งรอเธอ มีหวังคงได้เดินคลำทางกลับบ้านท่ามกลางความมืดมิดแน่นอน ในยุคสมัยนี้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาแถมยังมีคนร้ายเยอะแยะมากมาย เด็กผู้หญิงจึงควรกลับบ้านให้เร็วที่สุดจะดีกว่า
“กินข้าวในเมืองเหรอ”
หวังเฉี่ยวฮุ่ยถามด้วยความอิจฉาเล็กน้อย ในสายตาของเธอการไปกินอาหารที่ร้านถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยมาก
“บ้านของเธอไม่ได้ยากจนจนส่งเสียให้เธอเรียนไม่ไหวแล้วหรอกเหรอ”
เธอรู้สึกคลางแคลงใจในความจริงจากคำพูดของเสิ่นเหมียนเหมียนเล็กน้อย
เสิ่นเหมียนเหมียนอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พ่อของฉันกลัวว่าแม่จะไม่ยอมให้ฉันกินข้าวมื้อเย็นน่ะ พ่อก็เลยทิ้งเงินไว้ให้ฉันนิดหน่อยเพื่อให้ฉันซื้อหมั่นโถวกินในเมือง”
“แม่ของเธอทำตัวไม่ดีกับเธอขนาดนั้นเลยเหรอ”
ถึงแม้ว่าพวกเธอทั้งสองคนจะเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมอสามแล้วก็ตาม แต่ปกติพวกเธอไม่ได้เล่นด้วยกัน เธอจึงไม่ได้ให้ความสนใจเสิ่นเหมียนเหมียนมากนัก
[จบบท]