บทที่ 9: คำถามแทงใจดำ
จ้าวเซียนไหลแค่นเสียงเหอะกระแทกกระทั้นในลำคอ เขาหันไปมองโจวหลานฟาง
“พอได้แล้ว คุณไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้โวยวายเสียงดังหรอก นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของคุณ ตามหลักแล้วผมก็ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย แต่เด็กถูกตีจนมีสภาพแบบนี้ แถมยังวิ่งไปขอความช่วยเหลือถึงบ้านผม จะให้ผมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็คงไม่ได้ คุณให้คำสัญญามาสิ ว่าต่อไปนี้จะไม่ลงมือทุบตีเหมียนเหมียนอีก”
ถุย ยังรู้ตัวอีกหรือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น นังเด็กเหลือขอที่เธอเลี้ยงดูฟูมฟักมาจนโต เธออยากจะตีรุนแรงแค่ไหนก็ย่อมทำได้ โจวหลานฟางก่นด่าสาปแช่งอยู่ภายในใจ เสียงโวยวายของเธอไม่ได้ลดระดับความดังลงเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเซียนไหลคร้านจะใส่ใจผู้หญิงคนนี้ เขาหันหน้าไปทางเสิ่นเจี้ยนหัว
“เจี้ยนหัว ในเมื่อเหมียนเหมียนมีผลการเรียนไม่ดีเพราะปัญหาจากทางบ้าน ถ้าอย่างนั้นเรื่องเรียนต่อของเด็กคนนี้”
เสิ่นเจี้ยนหัวมีสีหน้าลำบากใจ เขาชิงพูดแทรกจ้าวเซียนไหล
“ผู้ใหญ่บ้าน ความจริงไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้เหมียนเหมียนไปโรงเรียนหรอกนะครับ คุณเองก็รู้สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวผมดี ตอนนี้ผมตกงานแล้ว ถึงจะหางานใหม่ทำได้ ค่าแรงก็คงไม่ได้สูงเท่ากับตอนทำอยู่ที่โรงงานอิฐ ผมไม่มีกำลังพอจะส่งเสียเด็กนักเรียนมัธยมปลายถึงสองคนหรอกครับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอนาคต ซืออวี่มีผลการเรียนดีกว่า”
ประโยคที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ แต่ความหมายที่เขาต้องการจะสื่อสารออกมานั้นชัดเจนมากพอแล้ว
“คุณพ่อคะ”
เสิ่นเหมียนเหมียนหลงคิดไปว่า หากคุณพ่อได้รับรู้ความจริงเรื่องที่เธอถูกใส่ร้าย อย่างน้อยเขาก็คงรู้สึกผิดและยอมตกลงให้เธอได้เรียนหนังสือต่อ ที่แท้เธอก็แค่คาดหวังมากจนเกินไป ถึงแม้โจวหลานฟางจะเป็นคนคอยยุยงส่งเสริม แต่นี่ก็คงเป็นสิ่งที่เสิ่นเจี้ยนหัวตัดสินใจเอาไว้อยู่ลึกๆ แล้วสินะ เขาเพียงแค่ยืมมือโจวหลานฟางมารับบทเป็นคนเลวแทนก็เท่านั้น
เสิ่นเจี้ยนหัวหลบสายตา เขาไม่กล้าจ้องมองใบหน้าของเสิ่นเหมียนเหมียนตรงๆ
จ้าวเซียนไหลมองเสิ่นเหมียนเหมียนด้วยใบหน้ารู้สึกผิด เรื่องนี้เขาคงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้แล้ว
การศึกษาในยุค 80 ไม่ได้เรียนฟรีแต่อย่างใด ต่อให้เสิ่นเจี้ยนหัวจะไม่ได้ตกงาน การส่งเสียเด็กสองคนให้เรียนหนังสือพร้อมกันก็ยังถือเป็นเรื่องยากลำบาก ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เมื่อรับรู้ถึงสถานะทางการเงินของครอบครัวคนอื่นอย่างถ่องแท้ เขาจะเอาความกล้าหาญที่ไหนไปพูดเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้
“คุณพ่อคะ ฉันเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อหรือเปล่าคะ”
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากดวงตา เด็กสาวขบริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ เมื่อประกอบเข้ากับร่องรอยบาดแผลฟกช้ำบนท่อนแขนและท่อนขา สภาพของเธอดูสลดหดหู่ยิ่งกว่านางเอกเจ้าน้ำตาในละครโทรทัศน์เสียอีก
ประโยคนี้จี้ถูกจุดอ่อนของเสิ่นเจี้ยนหัวเข้าอย่างจัง
“เธอถามเรื่องบ้าอะไรเนี่ย ตอนนั้นฉันกับแม่ของเธอแทบจะเอาชีวิตตัวเองไม่รอดด้วยซ้ำ เราจะเอาเสบียงอาหารที่ไหนไปเลี้ยงดูเด็กบ้านอื่นกัน”
โจวหลานฟางเกิดอาการร้อนรน หญิงวัยกลางคนหยุดร้องไห้โวยวายและผุดลุกขึ้นยืน
“เด็กบ้า เธอไปฟังคนแก่ใกล้ลงโลงที่ไหนมาพูดจาเหลวไหลใส่หูฮะ”
อุตส่าห์เลี้ยงดูมาตั้งสิบกว่าปี กว่าจะเติบโตจนถึงวัยที่สามารถทำงานหาเงินได้ เธอจะยอมปล่อยให้เด็กเหลือขอคนนี้ล่วงรู้ความจริงไม่ได้เด็ดขาด
เสิ่นเหมียนเหมียนลอบแค่นเสียงหยันอยู่ในใจ แต่ใบหน้ากลับแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจขณะเอ่ยถามต่อ
“มีคุณพ่อที่ไหนไม่ยอมให้ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเรียนหนังสือ แต่กลับไปส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวของคนอื่นบ้างคะ ลูกสาวของคนอื่นต่อให้จะเรียนเก่งแค่ไหน ในอนาคตเขาจะมาเลี้ยงดูปูเสื่อคุณพ่อตอนแก่เฒ่าหรือคะ”
เธอจงใจเน้นย้ำคำว่าเลี้ยงดูตอนแก่เฒ่าให้หนักแน่นเป็นพิเศษ
ต่อให้เป็นลูกสาวนอกสมรส ก็ยังนับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางสายเลือดมากกว่าหลานสาวไม่ใช่หรือ
เสิ่นเจี้ยนหัวใบ้รับประทาน เขาหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้ สิ่งที่เหมียนเหมียนพูดนั้นสมเหตุสมผล ตอนรับตัวโจวซืออวี่มาเลี้ยงดู เด็กคนนั้นอายุตั้ง 8 ถึง 9 ขวบและจำความได้หมดแล้ว ในช่วงเวลาปกติอีกฝ่ายก็มักจะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้อาจจะพูดจาพะเน้าพะนอเอาใจเก่ง อนาคตจะยอมกลับมาเลี้ยงดูเขาในยามแก่เฒ่าหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมากจริงๆ
โจวหลานฟางยกมือขึ้นมาผลักหน้าผากของเสิ่นเหมียนเหมียนอย่างแรง เด็กสาวตกใจจนต้องหดคอหนี
“เด็กบ้า เดี๋ยวนี้รู้จักพูดจายุแยงตะแคงรั่วแล้วใช่ไหม ซืออวี่มีผลการเรียนดีกว่าเธอ เด็กคนนั้นก็ย่อมมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้เรียนหนังสือมากกว่าเธอ”
หากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุหกล้มแท้งลูกในตอนนั้นจนส่งผลให้เธอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก มีหรือที่เธอจะยอมอดทนปล่อยให้เสิ่นเหมียนเหมียนอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นมาเนิ่นนานหลายปีขนาดนี้
“พูดกันดีๆ ก็ได้ จะลงไม้ลงมือทำไมอีก”
เสิ่นเจี้ยนหัวถลึงตาใส่โจวหลานฟาง เขาออกแรงดึงตัวเสิ่นเหมียนเหมียนมาหลบอยู่ด้านหลัง ผู้ใหญ่บ้านยืนหัวโด่มองดูอยู่ตรงนี้แท้ๆ ผู้หญิงคนนี้กลับไม่รู้จักเก็บอาการเสียบ้างเลย
“เด็กบ้านี่เรียนก็ไม่เก่งแล้วยังจะมาแย่งชิงโอกาสของซืออวี่อีก จะไม่ให้ฉันสั่งสอนได้ยังไงคะ”
เรื่องนี้เธอไม่มีทางยอมถอยให้เด็ดขาด เธอปฏิบัติตัวเลวร้ายกับเด็กคนนี้มาตลอด หากในอนาคตอีกฝ่ายได้ดิบได้ดีมีหน้าที่การงานมั่นคง ไม่แน่ว่าอาจจะหวนกลับมาแก้แค้นเอาคืนเธอก็เป็นได้
[จบบท]