บทที่ 5: เคล็ดลับการเป็นอัจฉริยะจอมปลอม
“ถ้าพี่ไม่ยอมมาสอนฉัน ตอนแม่กลับมาบ้าน ฉันจะฟ้องแม่ พี่ชอบรังแกฉัน ถึงตอนนั้นพี่จะอดกินหวานเย็นแท่งแสนอร่อย” เซี่ยจิ้งเยียนรู้ดี ต้องใช้วิธีไหนจัดการกับเซี่ยหรูเยียนให้อยู่หมัด
ก่อนที่เซี่ยฟู่กุ้ยกับหลัวจินเหลียนจะออกไปทำงานในแต่ละวัน พวกเขามักจะคอยพร่ำสอนและกำชับเสมอ พวกเธอ 2 พี่น้องต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน ห้ามมีปากเสียงหรือทะเลาะเบาะแว้งกันเด็ดขาด
เงื่อนไขมีเพียงข้อเดียวคือขอแค่สองพี่น้องปรองดองกันดี พอถึงช่วงเวลาพลบค่ำเมื่อหลัวจินเหลียนเลิกงานกลับมาถึงบ้าน เธอจะมอบเงินให้พวกเธอคนละ 3 เฟินเพื่อนำไปซื้อหวานเย็นแท่งมากินคลายร้อน
สถานที่ซึ่งเซี่ยจิ้งเยียนอาศัยอยู่เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล หวานเย็นที่พ่อค้าแม่ค้านำมาวางขายในชนบทโดยทั่วไปล้วนเป็นแบบแท่งเสียส่วนใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างจากขนมหวานแช่แข็งเนื้อเนียนนุ่มในยุคหลังอย่างสิ้นเชิง
สำหรับหวานเย็นแท่งในยุคสมัยนี้แทบจะไม่มีส่วนผสมของนมวัวรวมอยู่ด้วยเลย ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นจากน้ำตาลทรายขาวโดยตรง หากเป็นรสชาติที่หรูหราขึ้นมาหน่อยก็มักจะใส่เมล็ดถั่วเขียวกับถั่วแดงเพิ่มลงไป
ด้วยเหตุนี้หวานเย็นแท่งจากโรงงานผลิตในละแวกนี้ ส่วนใหญ่จึงมีให้เลือกเพียง 3 ประเภทหลัก ได้แก่ หวานเย็นรสน้ำตาลทรายขาว หวานเย็นรสถั่วเขียว และหวานเย็นรสถั่วแดง
ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเดินออกไปตามหาพ่อค้าแม่ค้าให้เหนื่อยยาก พอถึงช่วงเวลาพลบค่ำ จะมีคนขายสะพายกล่องไม้เดินเร่ขายไปตามตรอกซอกซอย
กล่องไม้สำหรับใส่หวานเย็นนั้นมีรูปทรงเป็นลูกบาศก์ขนาดประมาณ 50 ถึง 60 เซนติเมตร
บริเวณด้านนอกมักจะถูกทาสีตกแต่งเอาไว้ พร้อมกับเขียนตัวอักษรคำว่า หวานเย็นแท่ง เอาไว้อย่างชัดเจน ส่วนบนสุดเป็นแผ่นไม้ซึ่งสามารถถอดออกได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อเปิดแผ่นไม้ออก ด้านในจะถูกปูทับด้วยผ้าห่มฝ้ายหนา 1 ชั้นหรืออาจเป็นเสื้อโค้ททหารเก่าขาดเพื่อเก็บความเย็น เมื่อเปิดชั้นผ้าออกดู ด้านในจะเต็มไปด้วยหวานเย็นแท่งหลากหลายชนิดถูกห่อหุ้มเอาไว้อย่างมิดชิด
โดยทั่วไปแล้วราคามักจะอยู่ในระดับพอๆ กัน หวานเย็นรสน้ำตาลทรายขาวราคาแท่งละ 3 เฟิน ส่วนหวานเย็นรสถั่วแดงหรือรสถั่วเขียวจะมีราคาแพงกว่าเล็กน้อยคือแท่งละ 5 เฟิน
ของกินเล่นราคาถูกเพียงแค่นี้ กลับกลายเป็นสวัสดิการชั้นยอดซึ่งเด็กๆ ในยุคสมัยนี้โปรดปรานมากที่สุด
แม้สภาพครอบครัวสกุลเซี่ยไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรนัก แต่พวกเขาก็ยังสามารถเจียดเงินเพื่อหาซื้อหวานเย็นแท่งราคา 3 เฟินให้ลูกๆ กินได้ทุกวัน
เหตุผลสำคัญที่สุดมาจากหลัวจินเหลียน เธอมีข้อเรียกร้องเด็ดขาด สั่งให้พวกเธอ 2 พี่น้องห้ามทะเลาะเบาะแว้งกัน
เด็กๆ ในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่ล้วนถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยตามยถากรรม ผู้ใหญ่ต้องออกไปทำงานหาเงิน เด็กๆ จึงต้องอยู่เฝ้าบ้าน แค่ผู้ใหญ่ไม่คอยจับตาดูเพียงนิดเดียว เด็กๆ อาจลงไม้ลงมือตีกันหรือมีปากเสียงกัน หากโชคร้ายไปกว่านั้น อาจเผลอไปก่อเรื่องวุ่นวายสร้างความเดือดร้อนอะไรขึ้นมาอีก
หากจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว การที่หลัวจินเหลียนยอมเสียเงิน 6 เฟินในทุกๆ วันก็เพื่อซื้อความสงบสุขให้กับครอบครัวนั่นเอง
พอเซี่ยหรูเยียนได้ยินคำขู่ หากไม่ยอมสอนหนังสือจะอดกินหวานเย็นแท่ง เรื่องนี้เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด หวานเย็นแท่งคือของโปรดปรานที่สุดของเธอในแต่ละวันเชียวนะ
แต่ถ้าดื้อดึงไม่ยอมสอนก็ต้องอดกิน ช่างเถอะ เธอแอบคิดหาทางออกให้กับตัวเอง ลองทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ยอมเดินเข้าไปสอนหนังสือเซี่ยจิ้งเยียนสักหน่อยก็แล้วกัน
โชคดีเหลือเกิน เซี่ยจิ้งเยียนเพียงแค่แสดงท่าทางข่มขู่ไปอย่างนั้น เซี่ยหรูเยียนจึงสอนแบบขอไปที แถมยังใช้เวลาสอนเร็วมาก เซี่ยจิ้งเยียนเพียงแค่ปรายตามองดูก็สามารถจดจำเนื้อหาได้ทั้งหมด ราวกับเป็นเด็กอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศมาตั้งแต่เกิด
“เป็นคนเก่งจอมปลอมนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ” เซี่ยจิ้งเยียนเปิดอ่านหนังสือเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พลางใช้สัมผัสวิญญาณสื่อสารพูดคุยกับเสี่ยวเอ
“โฮสต์ไม่ต้องกังวลไปหรอก รอจนกว่าคุณจะสามารถทำภารกิจระดับเริ่มต้นจนสำเร็จลุล่วง ระบบที่แท้จริงจะถูกเปิดการทำงาน คุณค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดคุณจะได้รับการบ่มเพาะให้กลายเป็นคนเก่งตัวจริงซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ในทุกๆ ด้าน” เสี่ยวเอพยายามพูดปลอบใจ
ทางด้านเซี่ยหรูเยียนเมื่อเห็นความเร็วในการจดจำเรียนรู้ของเซี่ยจิ้งเยียน เธอก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย “เอ้อร์หนิว เธอจำเนื้อหาพวกนี้ได้จริงๆ หรือ”
เด็กๆ ในพื้นที่ชนบท นอกจากจะมีชื่อจริงแล้วยังมักจะมีชื่อเล่นอีก 1 ชื่อ แถมยังเป็นชื่อซึ่งไม่ค่อยมีความไพเราะสักเท่าไหร่นัก หลักการสำคัญของการตั้งชื่อก็คือพยายามตั้งชื่อให้ดูต้อยต่ำเข้าไว้จะได้เลี้ยงดูให้เติบโตได้ง่าย
เซี่ยจิ้งเยียนแสดงท่าทางมั่นใจราวกับตัวเอกผู้เก่งกาจเหนือใคร “เรื่องแค่นี้มันยากนักหรือ ดูจากท่าทางของพี่แล้ว เหมือนฉันจำได้แล้วพี่จะแปลกใจมากเชียวละ”
เซี่ยหรูเยียนรีบถามกลับ “ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเรียนเนื้อหาพวกนี้มาก่อนใช่ไหม”
“ไม่เคยสิ อย่างน้อยช่วงชีวิต 7 ปีที่ผ่านมานี้ฉันก็ยังไม่เคยเรียนเลยสักครั้ง” หากเคยเรียนเนื้อหาเหล่านี้มาก่อนก็คงเป็นเรื่องราวในชาติก่อน อย่างน้อยในชีวิตชาตินี้เธอยังไม่เคยเปิดตำราเรียนมาก่อนเลยจริงๆ
แม้เซี่ยหรูเยียนจะมีอายุมากกว่าเซี่ยจิ้งเยียนถึง 5 ปี แต่ในตอนนี้เธอก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ย่อมไม่มีทางฟังความหมายแฝงซึ่งซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นออกอย่างแน่นอน
ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย ก็ไม่มีทางคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติอย่างการเกิดใหม่ได้อย่างแน่นอน
เซี่ยหรูเยียนจ้องมองเซี่ยจิ้งเยียนด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย “เอ้อร์หนิว ตำแหน่งนักศึกษามหาวิทยาลัยของครอบครัวเรา คงต้องพึ่งพาให้เธอพยายามอย่างหนักแล้วนะ”
ขณะกำลังพูด เธอยกมือขึ้นตบไหล่เซี่ยจิ้งเยียนเบาๆ ด้วยท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่
ประโยคเมื่อครู่นี้ความจริงเซี่ยจิ้งเยียนเพียงแค่อยากใช้คำพูดกระตุ้นเซี่ยหรูเยียน เนื่องจากเธอสังเกตเห็นอีกฝ่ายไม่ค่อยให้ความสนใจตนเองสักเท่าไหร่ แต่เธอไม่คาดคิดเลย พี่สาวของเธอ แม้จะมีความรู้สึกอิจฉาในพรสวรรค์ของตน ทว่ากลับไม่มีความคิดมุ่งร้ายอื่นใดแอบแฝงอยู่เลย
นั่นสินะ โลกแห่งความเป็นจริงย่อมไม่เหมือนกับในนิยาย เด็กก็คือเด็ก แม้จะได้เห็นคนอื่นเก่งกาจกว่าตนเอง อย่างมากก็รู้สึกแค่อิจฉาเท่านั้น
บางครั้งอาจมีความรู้สึกอิจฉาริษยาเกิดขึ้นบ้าง แต่จิตใจของเด็กก็เปรียบเสมือนหนังสือกระดาษเปล่าซึ่งยังไม่ถูกขีดเขียนลงไป หากไม่มีปัจจัยภายนอกคอยชักจูงหรือสั่งสอนในทางที่ผิด ความจริงแล้วไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาพร้อมนิสัยเลวร้ายตั้งแต่กำเนิด
ส่วนเรื่องราวในนิยายสมัยก่อนซึ่งมักจะบรรยายเกินจริง เด็กอายุเพียง 5 หรือ 6 ขวบสามารถมองทะลุความคิดลึกซึ้งของผู้ใหญ่ได้ ล้วนเป็นเพียงปรากฏการณ์ซึ่งมีปรากฏเฉพาะในหนังสือนิยายเท่านั้น
เด็กอายุ 5 หรือ 6 ขวบคนหนึ่ง สมองเพิ่งจะเริ่มมีพัฒนาการเพียงแค่นั้น จะไปตั้งความหวังให้เขามองทะลุปรุโปร่งในทุกสิ่งได้อย่างไร นั่นเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งแล้ว
แน่นอน นิยายก็คือนิยาย อ่านผ่านตาไปก็พอ ถือเป็นการเสพเพื่อความบันเทิงล้วนๆ ส่วนเซี่ยจิ้งเยียนเลือกให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตในความเป็นจริงในปัจจุบันมากกว่า
ความจริงเซี่ยจิ้งเยียนไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวดความสามารถ แต่เซี่ยหรูเยียนกลับนำเรื่องราวความเก่งกาจนี้ไปเล่าให้เซี่ยฟู่กุ้ยกับหลัวจินเหลียนฟังทันทีหลังจากพวกเขากลับมาถึงบ้าน
“พ่อคะ แม่คะ เอ้อร์หนิวเก่งมากเลย หนังสือชั้นประถมปีที่ 1 หนูพูดอธิบายแค่รอบเดียวเธอก็จำได้หมดเลยค่ะ ความจำของเธอดีกว่าหนูตั้งเยอะ คุณครูของหนูอธิบายเนื้อหาตั้งหลายรอบหนูก็ยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นพ่อกับแม่ไม่ต้องคาดหวังให้หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ วันข้างหน้าฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เอ้อร์หนิวเถอะค่ะ”
ลองฟังคำพูดเหล่านี้ดูสิ พร่ำพูดมาตั้งมากมาย ความจริงในใจก็คือไม่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่อันแสนหนักอึ้งอย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่ขอรับแบกรับเอาไว้อย่างเด็ดขาด
เซี่ยฟู่กุ้ยชื่นชอบคนมีความรู้ สาเหตุหลักเป็นเพราะเซี่ยฟู่กุ้ยไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ดังนั้นเขาจึงให้ความเคารพยกย่องผู้มีความรู้มาโดยตลอด
ด้วยเหตุผลข้อนี้ เซี่ยฟู่กุ้ยจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งอยากให้ลูกสาวของตนมีวุฒิการศึกษาดีๆ ไว้ติดตัว
เขาไม่ได้คาดหวังให้พวกเธอประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดีกลายเป็นคนเก่งกาจเหมือนคนอื่น เพียงแต่หวังให้พวกเธอมีวุฒิการศึกษาดีขึ้นสักหน่อย อนาคตจะสามารถหางานดีๆ ทำได้ง่ายขึ้น
สำหรับเซี่ยฟู่กุ้ยแล้ว ครอบครัวสกุลเซี่ยของเขายังไม่เคยมีใครเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเลยสักคน หากมีลูกหลานคนไหนเรียนจบมัธยมปลาย ก็ถือว่าได้ก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลปัญญาชนแล้ว
ตอนเป็นเด็กเซี่ยฟู่กุ้ยก็ชอบเรียนหนังสือเป็นอย่างมาก น่าเสียดายเวลานั้นครอบครัวมีฐานะยากจนข้นแค้น ประกอบกับเขาเป็นลูกชายคนโต ดังนั้นพอเรียนจบเพียงแค่ชั้นประถมศึกษา เขาจึงหมดสิทธิ์เรียนต่อ แม้จะพยายามสอบจนเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้ พ่อแม่ก็ไม่มีกำลังทรัพย์ส่งเสียให้เขาเรียนต่อ
หลัวจินเหลียนเองก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน หลัวจินเหลียนถือว่าเกิดในตระกูลปัญญาชน แต่เนื่องจากเธอเป็นลูกสาวคนโต ประกอบกับเงื่อนไขทางครอบครัวในเวลานั้นไม่อำนวย เพื่อเป็นการลดภาระของครอบครัว เธอจึงต้องรับหน้าที่ดูแลน้องๆ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ก้าวเท้าเข้าโรงเรียนเลย
น้องๆ ของหลัวจินเหลียนทุกคนล้วนได้รับโอกาสเข้าเรียน หลัวจินเหลียนมีน้องชาย 3 คนและน้องสาว 1 คน ยกเว้นหลัวจินเหลียน ทุกคนล้วนได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน
ในบรรดาน้องชายทั้ง 3 คน มี 1 คนเรียนจบการศึกษามัธยมปลาย 2 คนเรียนจบมัธยมต้น ส่วนน้องสาวแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่ก็ยังได้เข้าเรียนมัธยมปลายถึง 1 ปี มีเพียงหลัวจินเหลียน ต้องทนเรียนชั้นประถมได้เพียง 2 ปีก็ต้องจำใจออกจากโรงเรียน
ดังนั้นเซี่ยฟู่กุ้ยกับหลัวจินเหลียนจึงคาดหวังอยากให้ลูกสาวทั้ง 2 คนได้รับการศึกษาที่ดี ยิ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยกลับมาเปิดรับสมัครนักศึกษาอีกครั้ง พวกเขายิ่งตั้งความหวังให้ลูกสาวทั้ง 2 คนกลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ถึงจะไปไม่ถึงระดับนั้น ได้เป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายก็ยังถือเป็นเรื่องน่ายินดี
ในยุคปัจจุบันผู้นำโรงงานหลายแห่งมีวุฒิการศึกษาสูงสุดเพียงระดับมัธยมต้นเท่านั้น หากใครมีวุฒิมัธยมปลายติดตัว การหางานทำก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป
แน่นอน สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกวิเคราะห์อ้างอิงจากสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน
[จบบท]