บทที่ 98: แผนการต้มกบในน้ำอุ่น
ดูเหมือนจะนึกอะไรที่สำคัญขึ้นมาได้ เหลยอี้เลยพูดต่อ “อ้อ พูดถึงน้ำพุวิญญาณ เดี๋ยวหนูเอาติดตัวไปด้วยนะ เวลาใช้ก็แค่หยดใส่ในน้ำต้มสุกที่หนูเอาไว้ดื่มเองแค่วันละหยดก็พอ จำไว้นะว่าห้ามเกินหยดเดียวเด็ดขาด เพราะถ้าใช้เยอะไป พลังวิญญาณจะสูงเกินกว่าที่ร่างกายหนูจะรับไหว แค่วันละหยดมันก็ช่วยปรับสมรรถภาพร่างกายของหนูได้ดีกว่าพวกยาน้ำเพาะกายาพวกนั้นตั้งเยอะ”
เหลยอี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ารางวัลที่เซี่ยจิ้งเยียนได้รับมีอะไรบ้าง “ไอ้พวกยาน้ำเพาะกายาหรือยาบำรุงสมองที่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตพวกนั้น ถึงจะเก่งแค่ไหนแต่มันก็เทียบไม่ได้กับน้ำพุวิญญาณจากโลกของผู้บำเพ็ญเพียรหรอกนะ น้ำพุพวกนี้มันจะเข้าไปพัฒนาทุกส่วนของร่างกายแบบองค์รวม ทั้งสภาพร่างกายไปจนถึงพลังจิตเลยล่ะ”
เขายังบอกเหตุผลเพิ่มเติมอีกว่า “เมื่อกี้ฉันลองสังเกตดู เห็นว่าทะเลจิตสำนึกของหนูมันกว้างขวางมาก แต่ร่างกายตอนนี้ยังต้องเสริมความแข็งแรงเข้าไปอีกเยอะ ไม่อย่างนั้นในอนาคตถ้าพลังจิตมันกล้าแกร่งเกินไป ร่างกายหนูจะแบกรับไม่ไหวจนทรุดโทรมลงเอาได้ ซึ่งมันไม่ดีกับตัวหนูเลยสักนิด”
“ค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลงโดยไม่ปฏิเสธ
ความจริงจะบอกว่าเธอไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธเลยก็น่าจะถูกกว่า เพราะเหลยอี้ดันเล่นจัดการวางแผนทุกอย่างไว้ให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วน่ะสิ
“ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุขก็พอ อยากจะทำอะไรหรือใช้อะไรก็ทำไปเถอะ” เหลยอี้สังเกตเห็นสีหน้ากังวลของเด็กหญิงตัวน้อยเขาก็พอจะเดาใจได้เลยรีบพูดปลอบ
ถ้าไม่เกิดเรื่องผิดแผนขึ้นมา เขาก็คงยังไม่โผล่หน้ามาให้เธอเห็นเร็วขนาดนี้หรอก แต่ถึงจะปรากฏตัวออกมาแล้ว ตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถมาอยู่ดูแลเธอได้ทุกวี่ทุกวันอยู่ดี
สิ่งที่เหลยอี้ต้องการที่สุดจากการโผล่มาครั้งนี้ คือการทำให้เซี่ยจิ้งเยียนจำเขาให้ขึ้นใจ
เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้เซี่ยจิ้งเยียนจดจำเขาได้ฝังใจมากขึ้น
ต้องยอมรับเลยว่าเหลยอี้นี่เขารู้ไส้รู้พุงเซี่ยจิ้งเยียนดีจริงๆ
นิสัยจริงๆ ของเซี่ยจิ้งเยียนน่ะคือกบขี้เกียจชัดๆ เป็นพวกสายสโลว์ไลฟ์ที่ถ้าเอนหลังนอนได้ก็จะไม่นั่ง ถ้านั่งได้ก็อย่าหวังว่าเธอจะยอมยืนให้เหนื่อยเลย
คนแบบนี้น่ะกลัวเรื่องยุ่งยากเข้าเส้นเลือดที่สุด
สาเหตุที่ชาติก่อนเธอเลือกที่จะไม่แต่งงานใหม่น่ะ ถึงจะมีเหตุผลร้อยแปด แต่หลักๆ เลยก็คือเธอขี้เกียจจะเอาชีวิตไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้น
เห็นดูเป็นคนนิ่งๆ สบายๆ แบบนี้เถอะ แต่ความจริงแล้วเซี่ยจิ้งเยียนคือคนประเภทที่ไร้เยื่อใยที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เธอพร้อมจะตัดทุกอย่างและจัดการทุกเรื่องให้มันจบไปแบบเรียบง่ายที่สุด
ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เลยนะ อย่างตอนที่ยายคือคุณยายหลัวฉีซื่อที่รักเธอมากที่สุดเสียชีวิตไปในชาติก่อนน่ะ คนอื่นๆ นี่เขาร้องไห้กันจนจะเป็นจะตาย แต่เธอกลับมีหน้าตาเฉยเมยมาก
คนรอบข้างอาจจะคิดว่าเธอเสียใจจนช็อกไปแล้ว แต่มีเพียงตัวเธอเองนั่นแหละที่รู้ว่า ถึงจะเสียใจที่ต้องเสียคุณยายไปมากแค่ไหน แต่เธอก็มองเห็นสัจธรรมว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นของธรรมดาโลก
แถมตอนนั้นคุณยายยังต้องทนทุกข์กับโรคมะเร็งปอดและเจ็บปวดทรมานทุกวัน ในมุมมองของเธอ การจากไปในตอนนั้นจึงเปรียบเสมือนการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานเสียมากกว่า
เพราะเป็นคนที่มีความคิดอ่านทะลุปรุโปร่งจนเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นคนดูเย็นชา เย็นชาจนดูเหมือนคนไร้หัวใจไปเลย
เหลยอี้เองก็มองเห็นจุดนี้ในตัวเธอเหมือนกัน เพราะงั้นสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ถึงไม่ใช่การทำให้เธอตกหลุมรักเขาในทันที
แหม ก็นะ ตอนนี้เซี่ยจิ้งเยียนเพิ่งจะอายุ 8 ขวบเองนะ จะให้มาคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับเด็กประถมเขาก็ไม่ได้เป็นพวกโรคจิตชอบเด็กขนาดนั้นซะหน่อย
แผนการที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ ต้องทำให้เซี่ยจิ้งเยียนจำเขาให้ได้แบบไม่มีวันลืมต่างหาก
นั่นแหละคือเหตุผลที่เขาไม่ปิดบังอะไรเลย ทั้งเรื่องที่บอกว่าเขามาจากหมู่บ้านเซี่ยอู หรือเรื่องที่ระบบของเธอคือสิ่งที่เขาเป็นคนมอบให้ ซึ่งมันก็เท่ากับเป็นการประกาศให้รู้เป็นนัยๆ ว่า ทุกอย่างที่เธอได้รับมาในตอนนี้เป็นเพราะเขาทั้งนั้น
เขาน่ะเก่งกาจระดับเทพ และเพราะความเก่งระดับนี้นี่แหละที่ทำให้เซี่ยจิ้งเยียนที่มีนิสัยรักความสบายจะจดจำความแข็งแกร่งของเหลยอี้เอาไว้ในหัวแบบลบไม่ออก เพราะเธอย่อมรู้ดีว่าถ้าไปทำอะไรให้คนเก่งระดับนี้ไม่พอใจเข้า ชีวิตที่สงบสุขของเธอคงพังไม่เป็นท่าแน่ๆ
และนี่แหละคือแผนที่เหลยอี้วางเอาไว้ ทำให้เธอจำเขาได้และลืมไม่ลง แค่นี้สำหรับตอนนี้ก็ถือว่าทำสำเร็จตามเป้าแล้ว
ส่วนเรื่องอื่นน่ะเหรอ ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปสิ วิธีต้มกบในน้ำอุ่นนี่แหละคือเทคนิคที่เจ๋งที่สุดแล้ว
สำหรับคนแบบเซี่ยจิ้งเยียนน่ะ ไอ้พวกเรื่องรักแรกพบหรือเห็นหน้าปุ๊บรักปั๊บเธอไม่มีวันเชื่อหรอก คนอย่างเธอต้องใช้ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ซึมลึกและมั่นคงยาวนานมากกว่า
ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เหลยอี้เชื่อมั่นเหมือนกัน
เซี่ยจิ้งเยียนหารู้ไม่ว่าตอนนี้ตัวเองได้กลายเป็นลูกกบในหม้อน้ำของเหลยอี้ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเธอในตอนนี้ สิ่งที่เหลยอี้มอบให้มันมีมูลค่ามหาศาลมากซะจนเธอรู้สึกเกรงใจแทบแย่
“คุณให้ของหนูเยอะเกินไปแล้วนะคะ” เซี่ยจิ้งเยียนทำหน้าลำบากใจสุดๆ
“ให้เยอะๆ น่ะดีแล้ว หนูจะได้จำไว้ไงว่าฉันน่ะสายเปย์แค่ไหน ต่อไปพอหนูโตขึ้นจะได้จำไว้ว่าต้องมาหาทางตอบแทนฉันด้วย” เหลยอี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เซี่ยจิ้งเยียนเลยพูดสวนขึ้นมาทันควัน “ระดับคุณนี่อยากได้อะไรแล้วหาไม่ได้ด้วยเหรอคะ ความสามารถระดับเนรมิตได้ทุกอย่างแบบนี้มันบอสใหญ่ชัดๆ หนูว่าหนูควรจะเป็นฝ่ายพูดมากกว่านะว่า : บอสคะ ช่วยเลี้ยงดูหนูทีเถอะค่ะ”
“บอสคะ ช่วยเลี้ยงดูหนูทีเถอะค่ะ? เข้าท่าดีนะ งั้นตกลงตามนี้เลย ต่อไปทุกอย่างของหนู ฉันจะเป็นคนซัพพอร์ตเองทั้งหมด” เหลยอี้หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
เซี่ยจิ้งเยียนเองก็ไม่ได้เก็บมาคิดจริงจังหรอกนะ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ อยู่แล้ว ที่เหลยอี้ทำให้เธอมากขนาดนี้ก็คงแค่อยากจะชดเชยเรื่องราวในชาติก่อนที่เคยเป็นสามีภรรยากันก็เท่านั้นแหละ
“ถ้าอย่างนั้นพวกคอมพิวเตอร์ก็น่าจะใกล้คลอดแล้วเหมือนกันใช่ไหมคะ?” เธอถามเปลี่ยนเรื่อง
“ฉันวิจัยไปจนเกือบจะสมบูรณ์แล้วล่ะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสัก 2 เดือน โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกก็น่าจะเริ่มโปรโมตตามพวกเมืองใหญ่ๆ แล้วก็วางขายพร้อมกันเลย จากนั้นอีกประมาณครึ่งปี ฉันถึงจะเริ่มเปิดตัวคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฮเทคพวกนี้น่าจะทยอยออกมาให้เห็นกันแล้วล่ะ” ความจริงพวกของพวกนี้ในต่างประเทศก็เริ่มจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างกันบ้างแล้ว
แต่ถ้าเป็นในประเทศเรา ตอนนี้เครื่องมือสื่อสารที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่ก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ แถมยังเป็นรุ่นที่เขาเกือบจะเลิกใช้กันแล้วทั้งนั้น ถ้าเราสามารถผลิตสินค้าที่เป็นของเราเองได้ ตลาดในประเทศจิ่วโจวก็จะถูกควบคุมอยู่ในมือของเราเองทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีบอสใหญ่อย่างเหลยอี้เป็นคนคุมบังเหียน เทคโนโลยีชิปที่เขาสร้างขึ้นมาก็ล้ำหน้าจนประเทศอื่นไม่มีทางตามทันแน่นอน
“ตอนที่มันออกขาย ช่วยจัดราคาส่งแบบคนกันเองให้หนูหน่อยได้ไหมคะ” ดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่แล้วก็นึกถึงกระเป๋าตังค์ที่บ้านขึ้นมาได้ “แต่ต่อให้ได้ราคาส่ง หนูคงซื้อไม่ไหวอยู่ดี เพราะหนูไม่มีตังค์นี่นา”
“การแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศครั้งนี้ ถ้าหนูได้ที่ 1 เงินรางวัลตั้ง 1000 หยวนเลยนะ” เหลยอี้รีบเตือนสติคนขี้ลืม
“แถมถ้าหนูติดอันดับไปแข่งต่างประเทศได้ สมาชิกแต่ละคนจะได้เบี้ยเลี้ยงคนละ 100 หยวน ยิ่งถ้าหนูไปคว้ารางวัลระดับโลกมาได้นะ นอกจากเงินรางวัลจากทางนู้นที่สูงถึง 3000 ดอลลาร์แล้ว พอกลับมาที่นี่ ทั้งรางวัลจากส่วนกลางไปจนถึงระดับท้องถิ่นก็น่าจะรวมๆ กันหลายพันหยวนเลยล่ะ แบบนี้หนูยังจะมาบ่นว่าไม่มีตังค์อีกเหรอ?”
พอได้ฟังเหลยอี้ช่วยคำนวณรายได้ให้แบบเน้นๆ เซี่ยจิ้งเยียนก็ตาโตเป็นไข่ห่าน “ที่แท้การตั้งใจเรียนมันก็ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย หนูตัดสินใจแล้วค่ะ ต่อไปหนูจะไล่ล่าลงแข่งทุกสนามเลย!”
เหลยอี้เห็นท่าทางงกเงินของเด็กน้อยก็ถึงกับอึ้งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมา “ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าหนูก็มีนิสัยเป็นเจ้าแม่ปี่เซียะกับเขาด้วย เงินเข้าได้อย่างเดียวแต่ห้ามออกเหรอ?”
“มันจะออกได้ยังไงล่ะคะ ในเมื่อตอนนี้มันยังไม่มีเงินให้เข้ากระเป๋าเลยสักหยวน!” เธอโบกไม้โบกมือเถียงกลับ
เหลยอี้หัวเราะก้องก่อนจะก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า “ไปเถอะ ได้เวลาแล้ว เดี๋ยวฉันจะพาหนูไปเที่ยวชมพระราชวังอี๋เหอหยวนก่อน แล้วค่อยไปต่อที่พระราชวังหยวนหมิงหยวน ตอนนี้อี๋เหอหยวนยังได้รับการดูแลดีอยู่มาก แต่หยวนหมิงหยวนนี่อาจจะเหลือแค่ซากกำแพงเก่าๆ แต่มันก็เป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจิ่วโจวนะ ไปดูไว้ก็เป็นความรู้ติดตัวดี ช่วงเช้าเราเที่ยวที่นี่กันก่อนแล้วค่อยไปหาของอร่อยกินมื้อเที่ยง ส่วนตอนบ่ายฉันจะพาไปเดินพิพิธภัณฑ์นะ”
“ได้เลยค่ะ!” เซี่ยจิ้งเยียนพยักหน้าตอบรับตารางทัวร์นี้อย่างกระตือรือร้น
ความจริงแล้วพระราชวังอี๋เหอหยวนเคยเป็นสวนส่วนพระองค์ของจักรพรรดิ และเคยมีชื่อเรียกเพราะๆ ว่าสวนชิงอี ซึ่งเป็นการจำลองความงามของสวนแถบเจียงหนานมาไว้ในพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีทั้งภูเขาและน้ำ
ส่วนพระราชวังหยวนหมิงหยวนเองก็เคยยิ่งใหญ่จนได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดของบรรดาสวนทั้งปวง แต่น่าเสียดายที่ภาพเหล่านั้นมันกลายเป็นแค่อดีตไปแล้ว
สำหรับเซี่ยจิ้งเยียนที่ไม่ได้มีหัวทางศิลปะอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของอี๋เหอหยวน หรือความทรุดโทรมของหยวนหมิงหยวน สำหรับเธอแล้ว การได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
[จบบท]