พอเห็นซ่งรุ่ยอุ้มฟืนมาจากกองฟืนเสียมากมาย แม่สามี สวี่ชุนอิง ก็เขย่งเท้าเดินเข้ามาทันที
“แม่ตัวผลาญ! กลางวันแสกๆแท้ ๆ จะก่อไฟเปลืองฟืนไปทำไม? คิดว่านี่เป็นหมู่บ้านบ้านเกิดเธอหรือไง จะขึ้นเขาไปเก็บฟืนก็ได้เลยน่ะ? สมกับเป็นคนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลก ฟืนพวกนี้เขาซื้อด้วยเงินทั้งนั้น!”
ซ่งรุ่ยยังคงก้มหน้าก้มตาใส่ฟืนลงในเตาไม่หยุด พอจุดไฟติดแล้วจึงตอบเรียบ ๆ
“หนานหนานยังเล็ก ทุกวันต้องนอนกลางวัน ถ้าไม่ก่อไฟอุ่นเตียงเตาแล้วลูกหนาว แม่จะรับผิดชอบหรือ? จะออกเงินค่าหาหมอให้ไหม?”
“ถุย! แกสองแม่ลูกตัวกินเงิน! เมื่อกี้ยายเจียงเจ้าของร้านขายของชำเรียกเธอไปทำไม? น้องชายเธอโทรมาขอเงินอีกแล้วใช่ไหม? เวรกรรมจริง ๆ บ้านเราดันรับสะใภ้ผลาญเงินแบบเธอเข้ามา!”
แสงไฟจากเตาทำให้ใบหน้าของซ่งรุ่ยอบอุ่น เธอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“แม่ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ให้เงินเขาอีกแล้ว แล้วแม่ก็เลิกเอาเรื่องนี้มาคอยแขวะฉันเสียที สิ่งที่ควรเป็นของแม่ลูกเราสองคน ต่อจากนี้จะไม่มีใครมาขวางได้อีก”
สวี่ชุนอิงเบิกตากว้าง
“วันนี้กินยาผิดมาหรือไง? อะไรที่ว่าเป็นของแม่ลูกเธอ? เธอหาเงินได้สักแดงหรือยัง? ลูกก็สี่ขวบแล้ว ยังไม่คิดออกไปหางานทำอีก!”
ชาติที่แล้วซ่งรุ่ยอดทนมามากพอแล้ว
แต่ชาตินี้…
เธอไม่คิดจะอดทนอีกแม้แต่นิดเดียว
“แม่ ลูกคนเล็กของแม่ก็อายุยี่สิบกว่าแล้ว ทำไมแม่ไม่ออกไปหางานทำเองล่ะ?”
สวี่ชุนอิงตาแทบถลน ดวงตาเรียวเฉี่ยวเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“นังเด็กนี่! พูดอะไรของเธอ! ฉันมีลูกชายเลี้ยง!”
“ฉันก็มีลูกชายของแม่เลี้ยงเหมือนกันนี่ ลูกชายแม่ให้เงินค่าใช้จ่ายที่บ้านน้อยเสียเมื่อไร?”
ตระกูลหลิงมีลูกสามคน
หลิงเย่เป็นคนสุดท้อง แต่กลับเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุด
เพียงแต่ความสำเร็จนั้นไม่เคยได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
ในสายตาของพวกเขา หลิงเย่ก็แค่พ่อค้าหัวใสที่ทำธุรกิจนอกระบบ ไม่ใช่อาชีพที่น่านับหน้าถือตา
สู้พี่ชายคนโต หลิงเฟิง ที่เป็นคนงานโรงงานของรัฐก็ไม่ได้ หรือจะเทียบกับพี่สาว หลิงซิ่ว ที่แต่งงานกับครูก็ดูดีไม่ได้
คนในบ้านอับอายกับอาชีพของเขา กลัวว่าสักวันนโยบายรัฐจะเปลี่ยนแล้วเขาจะถูกจับ
แต่เวลาจะใช้เงินของเขา กลับไม่เคยเกรงใจแม้แต่น้อย
พอซ่งรุ่ยพูดถึงเรื่องนี้ สวี่ชุนอิงก็เชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจ
“นั่นลูกชายฉัน! เขาให้เงินก็เพื่อเลี้ยงพ่อแม่แท้ ๆ ของเขา เกี่ยวอะไรกับเธอ?”
ซ่งรุ่ยยัดฟืนท่อนสุดท้ายเข้าเตา ก่อนตอบด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“ก็ไม่เกี่ยวอะไรหรอก… นอกจากทุกคืนลูกชายแม่จะมาคุกเข่าอยู่บนเตียงเตาของฉันเท่านั้น”
เธอตายมารอบหนึ่งแล้ว
ถ้ายังปล่อยให้ยายแก่คนนี้รังแกอีก ก็คงไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว
สวี่ชุนอิงอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก กำลังจะด่าเธอว่าไม่รู้จักอาย
แต่ทันใดนั้น ประตูห้องด้านหลังก็ถูกผลักเปิด
ชายหนุ่มผู้หอบเอาไอหนาวจากภายนอกเข้ามาก้มศีรษะเดินลอดประตูเข้ามา
สายตาของเขากวาดผ่านซ่งรุ่ย ก่อนจะหยุดอยู่ที่สวี่ชุนอิง
บรรยากาศในห้องเงียบกริบในชั่วพริบตา
ซ่งรุ่ยรีบก้มหน้าจ้องเปลวไฟในเตาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในใจได้แต่ภาวนาว่า…
ประโยคที่เธอพูดว่า “ทุกคืนลูกชายแม่คุกเข่าอยู่บนเตียงเตาของฉัน” นั้น หลิงเย่คงไม่ได้ยินหรอกนะ
ถึงจะเป็นแค่การพูดสองแง่สองง่ามเล่น ๆ ก็เถอะ
แต่เธอไม่คิดเลยว่า เจ้าตัวจะยืนอยู่หน้าประตูพอดี
ประตูไม้ก็หนาตั้งขนาดนั้น แถมยังมีม่านกันลมอีกชั้น…
คงไม่ได้ยินหรอกมั้ง?
เพิ่งคิดจบ ก็ได้ยินหลิงเย่เอ่ยขึ้น
“แม่ ก็แค่เผาฟืนหน่อยเดียว ทำไมพูดมากนัก ว่างมากหรือไง?”
…ดีเลย
ได้ยินหมดทุกคำ
ซ่งรุ่ยได้แต่ก้มหน้าจ้องกองไฟต่อ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอรู้ดีว่า…
สวี่ชุนอิงค่อนข้างเกรงลูกชายคนเล็กคนนี้อยู่ไม่น้อย
หลิงเย่รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ใบหน้าคมคาย ดุดันตั้งแต่เกิด
แค่ถูกเขาจ้อง ก็ให้ความรู้สึกเหมือนถูกหมาป่าตัวหนึ่งจับตามอง
บนถนนสายนี้ แค่เอ่ยชื่อเขาก็ทำให้เด็กหยุดร้องไห้กลางดึกได้ แถมยังทำให้หัวขโมยไม่กล้าเฉียดเข้ามา
ไม่ใช่แค่สวี่ชุนอิงที่กลัวเขา
แม้แต่ซ่งรุ่ยในชาติก่อนก็กลัวเขาเหมือนกัน
เขาพูดจาไม่น่าฟัง ทำตัวนักเลง ๆ แถมยังชอบทำหน้านิ่งเย็นชา ราวกับก้อนน้ำแข็ง
เมื่อก่อนซ่งรุ่ยจึงคอยหลบหน้าเขาอยู่เสมอ
แต่ใครจะคิด…
วันนี้เธอดันพูดสองแง่สองง่าม แล้วถูกเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขา
พอถูกลูกชายตำหนิว่าพูดมาก สวี่ชุนอิงก็หมดท่า รีบเผ่นออกไปอย่างรวดเร็ว
แต่ซ่งรุ่ยเดาได้ว่า…
ระหว่างเดินออกไป แม่สามีคงกำลังด่าเธออยู่ในใจ
ตัวเองเสียหน้าเพราะลูกสะใภ้ สุดท้ายก็ต้องโทษลูกสะใภ้ตามเคย
ประตูไม้เปิดแล้วปิดอีกครั้ง
ห้องด้านนอกจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคน
ซ่งรุ่ยยังคงไม่เงยหน้ามองเขา และไม่พูดอะไร
ได้ยินก็ได้ยินไปเถอะ
อย่างไรเสีย…
อีกไม่นานพวกเขาก็ต้องหย่ากันอยู่ดี
ชาติที่แล้ว ทั้งคู่หย่ากันในอีกสามปีต่อมา
ปีนั้น หลิงเย่เกิดอุบัติเหตุทำให้คนอื่นพิการ จึงถูกจับเข้าคุกและถูกตัดสินจำคุกสิบปี
อีกครึ่งปีหลังจากนั้น…
เขาก็เป็นฝ่ายยื่นขอหย่ากับซ่งรุ่ยจากในเรือนจำเอง
ตามคำพูดของหลิงเย่…
เหตุผลในการหย่าคือ ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแตกร้าว
แต่สำหรับซ่งรุ่ยแล้ว
จะเรียกว่าแตกร้าวก็ไม่ถูกนัก
เพราะระหว่างพวกเขา…แทบไม่เคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งตั้งแต่แรก
หลิงเย่เป็นคนพูดน้อย แทบไม่เคยคุยกับเธอ อีกทั้งยังไม่ค่อยอยู่บ้าน
ส่วนเธอ เพราะรู้สึกผิดเรื่องที่เอาเงินไปช่วยเหลือน้องชายมาตลอด จึงไม่กล้าร้องขออะไรจากเขา ไม่กล้างอน ไม่กล้าเอาแต่ใจ
บางครั้งเขาออกจากบ้านไปเป็นเดือน
เธอยังไม่กล้าถามสักคำว่าไปไหน
ได้แต่คิดว่า…
เขาคงไม่อยากเห็นหน้าเธอ
แม้จะถูกคนในบ้านของเขารังแก เธอก็ไม่กล้าปริปาก
ตั้งแต่แต่งงานกันมา
ระหว่างพวกเขาเหมือนมีทะเลน้ำแข็งผืนใหญ่กั้นอยู่
มองเห็นกัน…
แต่กลับไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเข้าใจกันเลย
ชาติที่แล้ว พอหย่าก็หย่า
เธอแทบไม่รู้สึกเสียใจด้วยซ้ำ
หลังหย่า ซ่งเป่าเหอเคยยุให้เธอแต่งงานใหม่
แต่เธอไม่มีความคิดเช่นนั้นอีกแล้ว
เพราะไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นของชีวิตคู่แบบคนอื่น
เธอจึงไม่เคยโหยหาความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาอีกเลย
สิ่งเดียวที่ทำมาตลอด
คือเลี้ยงลูกสองคนให้เติบโต
เธอเคยรับจ้างสารพัดอย่าง เคยตั้งแผงขายของ เคยเปิดร้านขายอาหารเล็ก ๆ แม้แต่กวาดถนนก็เคยทำมาแล้ว
ความลำบากแบบไหนก็ผ่านมาหมด
ความเหน็ดเหนื่อยแบบไหนก็แบกรับมาแล้ว
แต่สุดท้าย…
คนที่ควรปกป้องที่สุด เธอกลับปกป้องไว้ไม่ได้
ถึงตอนนี้เธอจะย้อนกลับมาในวัยสาวอีกครั้ง
แต่เธอก็ไม่ได้ฝากความหวังอะไรไว้กับหลิงเย่
และไม่คิดจะมีลูกชายเพิ่มอีก
สิ่งที่ซ่งรุ่ยต้องการมีเพียงอย่างเดียว
คือหย่าให้เร็วที่สุด พาลูกสาวออกไปจากที่นี่ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่
ด้วยประสบการณ์จากชาติที่แล้ว
ครั้งนี้ เธอจะดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด
ขณะกำลังคิดถึงลูกสาว ก็ได้ยินเสียงดังแว่วมาจากในห้อง
คงเป็นหนานหนานที่ตื่นนอนแล้ว
ยังไม่ทันที่ซ่งรุ่ยจะขยับตัว
หลิงเย่ก็สาวขายาว ๆ เดินเข้าไปในห้องก่อน
เขาถอดเสื้อคลุมวางลง โยนกระเป๋าหนังไว้ข้าง ๆ จากนั้นอุ้มลูกสาวขึ้นมากล่อมอย่างอ่อนโยน พร้อมหยิบเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายตัวเล็กที่วางอยู่ปลายเตียงเตา มาห่อตัวลูกสาวไว้อย่างไม่ลืม
หลิงเย่ดีกับลูกสาวเสมอ
และหนานหนานก็ติดพ่อมาก
พอลืมตาขึ้นเห็นว่าคนที่อุ้มตัวเองคือพ่อ
เด็กน้อยก็ขยับริมฝีปาก เรียกเสียงใสไม่หยุด
“พ่อ… พ่อ…”
ซ่งรุ่ยมองเห็นชัดเจนว่า
แววตาและสีหน้าของหลิงเย่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากก่อไฟในเตียงเตา อากาศภายในห้องก็อุ่นขึ้นมาก
ซ่งรุ่ยเดินเข้าไป ลูบมือเล็ก ๆ ของหนานหนาน
อุ่นแล้ว…
อบอุ่นจนทำให้เธอรู้สึกโล่งใจ
พอเงยหน้าขึ้น
กลับสบเข้ากับสายตาของหลิงเย่ที่กำลังมองเธออยู่พอดี
เมื่อนึกถึงประโยค “ลูกชายแม่คุกเข่าอยู่บนเตียงเตาของฉันทุกคืน” เมื่อครู่นี้
ซ่งรุ่ยก็รู้สึกกระดากจนรีบเบือนหน้าหนี
“แม่… แม่อุ้ม!”
พอหนานหนานเห็นแม่ ก็รีบกางแขนเล็ก ๆ ขอให้อุ้มทันที
ซ่งรุ่ยรับลูกสาวมาไว้ในอ้อมแขน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับหลิงเย่
“เมื่อกี้น้องชายฉันโทรมา บอกว่าจะแต่งงาน”
สีหน้าของหลิงเย่เคร่งลงทันที
เขานั่งลงข้างเตียงเตา เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนัง เปิดซิปออก ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คราวนี้จะเอาเท่าไร?”
ซ่งรุ่ยฝืนทำหน้าเรียบ
“ไม่เอา ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว”
“แค่อยากบอกคุณไว้ว่า ถ้าเขาโทรหาคุณโดยตรง ก็อย่าให้เงินเขาเหมือนกัน”
หลิงเย่ชะงักมือ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเธอ
ซ่งรุ่ยถูกมองเสียจนรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ จึงเบือนหน้าไปอีกทาง
“เอาเงินพวกนั้นไปสั่งนมสดให้หนานหนานดีกว่า ดูสิ… ลูกผอมกว่าหลานเอ๋อร์ของพี่สาวคุณตั้งเยอะ”
ชาติที่แล้ว
เพราะโภชนาการของหนานหนานไม่เพียงพอ
เด็กน้อยจึงตัวเล็กมาตลอด และพลาดโอกาสหลายอย่างไปโดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่เด็ก ๆ ของทั้งตระกูลหลิงและตระกูลซ่ง ต่างก็สูงใหญ่กว่าเธอ
เห็นหลิงเย่ยังไม่พูดอะไร
ซ่งรุ่ยจึงพูดเสริมอีกประโยค
“ถ้าไม่มีเงินจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร ฉันจะออกไปหาเงินเอง แล้วสั่งนมให้หนานหนาน”
“หึ!”
หลิงเย่หัวเราะในลำคออย่างไม่พอใจ
เขาล้วงธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ก่อนโยนลงบนเตียงเตา
“เธอจะออกไปหาเงิน?”
“อยู่บ้านดี ๆ ก็พอ ผู้หญิงจะออกไปทำงานทำไม?”