หนานหนานสัมผัสได้ว่าบรรยากาศระหว่างพ่อกับแม่ไม่ปกติ มือเล็ก ๆ ที่กำลังคีบเส้นบะหมี่เข้าปากค่อย ๆ ช้าลง ดวงตากลมโตดำขลับดุจผลองุ่นกลอกไปมาระหว่างทั้งสองคน
ซ่งรุ่ยใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำซุปมะเขือเทศที่มุมปากลูก ก่อนกำชับเบา ๆ
“ตั้งใจกินข้าวนะ”
หนานหนานเงยหน้าขึ้นยิ้มแฉ่ง ก่อนเอื้อมมือไปเขย่าแขนหลิงเย่
“คุณพ่อ อย่าโกรธเลยนะ โกรธแล้วไม่หล่อ”
สีหน้าที่ตึงเครียดของหลิงเย่คลายลงทันที เขายิ้มพลางใช้นิ้วแตะหน้าผากลูกสาวเบา ๆ
“เจ้าเด็กแสบ รู้จักห้ามพ่อไม่ให้โกรธ แต่ทำไมไม่บอกให้แม่รับเงินล่ะ”
หนานหนานเอียงคออย่างสงสัย
“พ่อ ทำไมแม่ไม่รับเงิน พ่อถึงโกรธล่ะ?”
ซ่งรุ่ยเองก็หันมองเขา เธอเองก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน
หลิงเย่ไม่มองเธอ ตอบอย่างเป็นเรื่องธรรมดา
“ก็เพราะแม่เป็นภรรยาพ่อ แม่ก็ควรใช้เงินของพ่อ”
ซ่งรุ่ยถึงกับอึ้ง
เธอรู้ว่าเขาเป็นพวกผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงขนาดนี้
เธอรีบอุ้มหนานหนานเข้ามาในอ้อมแขน ก่อนหันไปพูดกับหลิงเย่
“อย่าสอนลูกแบบนี้สิ ลูกสาวฉันโตขึ้นก็ไม่ควรต้องรอให้ผู้ชายเลี้ยง ถ้าได้ผู้ชายดีก็แล้วไป แต่ถ้าเจอคนเจ้าชู้หรือไม่เอาไหน ลูกจะต้องใช้ชีวิตแบบไหน?”
หลิงเย่เหลือบมองเธอ
“ลูกสาวผมไม่ต้องให้ใครเลี้ยงหรอก ต่อให้ไม่แต่งงาน ผมก็เลี้ยงเอง”
“คุณดูแลตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
ชาติที่แล้ว หลังหลิงเย่ออกจากคุก เธอก็ไม่เคยได้ข่าวเขาอีกเลย
เธอได้ยินมาว่า ระหว่างอยู่ในคุก เขาล้มป่วยหนัก สุขภาพทรุดโทรมมาก
ซ่งรุ่ยเดาได้ว่า คงเป็นอย่างนั้นจริง
เพราะสำหรับคนที่รักลูกสาวราวกับแก้วตาดวงใจอย่างเขา หากยังพอมีเรี่ยวแรง เขาคงไม่มีทางไม่มาหาหนานหนาน
การที่เขาไม่เคยปรากฏตัวอีก คงเป็นเพราะไม่อยากเป็นภาระของลูก
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็เงยหน้ามองหลิงเย่อย่างตั้งใจ
หลิงเย่หน้าตาดุดัน บุคลิกก็กดดันผู้คน แต่ความจริงแล้วเขาเป็นผู้ชายหน้าตาดี
ใบหน้าคมได้รูป ผิวขาว ถึงจะไม่ค่อยยิ้ม แต่เวลายิ้มกลับมีเขี้ยวเล็ก ๆ สองซี่ ตัดกับเวลาทำหน้าขรึมอย่างสิ้นเชิง
เพียงแต่…ภาพของเขาที่ทั้งหนุ่มแน่นและเปี่ยมชีวิตชีวาแบบนี้ เธอไม่ได้เห็นมานานหลายปีแล้ว
เธอมองเขาอยู่อีกหลายครั้ง
สายตาของหลิงเย่กลับอ่อนโยนลงอีกนิด
เขาใช้นิ้วแตะเงินบนโต๊ะ พลางถามเหมือนไม่ใส่ใจ
“ถ้าผมยอมให้คุณหาเงินเอง คุณก็จะยอมรับเงินนี่ใช่ไหม?”
“รับสิ ทำไมจะไม่รับ”
ตอนนี้พวกเขายังเป็นสามีภรรยากัน ภายใต้สถานการณ์ปกติ เธอก็ควรรับเงินของเขา
เรื่องหย่านั้น…ยังต้องหาจังหวะที่เหมาะสมในอนาคต
ดูจากความคิดพวกผู้ชายเป็นใหญ่ของหลิงเย่ ต่อให้ไม่ได้รักกัน เขาก็คงไม่ยอมหย่าง่าย ๆ
จะโน้มน้าวเขายังไง นั่นต่างหากคือเรื่องยาก
พอหลิงเย่ได้ยินเธอพูดอย่างหนักแน่นว่าจะรับเงิน เขาไม่เพียงไม่ไม่พอใจ แต่กลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด
เขายัดเงินใส่อ้อมแขนของหนานหนาน
“เอาไปให้แม่”
หนานหนานยังไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้มีค่าเท่าไร รู้แค่ว่ามันซื้อของอร่อยได้เยอะ
เด็กน้อยรีบยัดเงินไว้ใต้ก้นตัวเอง นั่งทับไว้แน่นราวกับกลัวใครมาแย่ง
“เก็บไว้ดี ๆ หนานหนานเก็บไว้ดี ๆ มีเงินจะได้ไม่ต้องอด!”
เป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสาของเด็ก
แต่คนฟังทุกคนกลับหุบยิ้มลงพร้อมกัน
ซ่งรุ่ยลองเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวฉันว่าจะออกไปซื้อข้าวสาร น้ำมัน เกลือ แล้วก็ของใช้ในครัว ต่อไปจะได้ทำกับข้าวกินกันเองในห้องนี้ จะได้ไม่ต้องให้หนานหนานโดนว่าแค่กินอะไรนิดหน่อย”
ตราบใดที่พ่อแม่ยังอยู่ ก็ไม่แยกบ้าน
บ้านตระกูลหลิงเองก็ยังไม่ได้แยกครัว ทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกัน
ข้อเสนอของเธอ จึงแทบไม่ต่างจากการประกาศจะแยกบ้านมาตั้งครัวเอง
ไม่ว่าบ้านไหน เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่
เธอเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกปฏิเสธ
หากตั้งครัวเองไม่ได้ อย่างมากเธอก็พาหนานหนานออกไปกินร้านอาหารทุกเที่ยง
ยังไงก็มีคนตรงหน้าจ่ายเงินให้อยู่แล้ว
เงินหนึ่งพันหยวนก็กินได้หลายเดือน
ถึงตอนนั้น…ก็คงหย่ากันแล้ว
แต่สิ่งที่ซ่งรุ่ยไม่คาดคิดก็คือ หลิงเย่กลับตอบตกลงทันที
“ได้ เดี๋ยวผมไปกับคุณ ของมันหนัก คุณถือคนเดียวไม่ไหว”
“แล้วพ่อกับแม่ล่ะ…”
“ผมจะไปพูดเอง”
หลิงเย่กินบะหมี่ในชามจนหมด ก่อนลุกขึ้นยืน
“ไป ใส่เสื้อผ้า ออกไปเดี๋ยวนี้”
ซ่งรุ่ยพอจะรู้วิธีการทำงานของเขาแล้ว
ถ้าไม่พูดก็แล้วไป แต่ถ้าพูดเมื่อไร…ต้องทำเดี๋ยวนั้น
เธอกับหนานหนานก็กินอิ่มพอดี ออกไปเดินย่อยอาหารก็ดี
ทั้งสองจึงหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่ แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินออกจากบ้าน
ก่อนออกไป ซ่งรุ่ยกวาดตามองบ้านทั้งหลัง
ห้องปีกตะวันตกแทบไม่มีแสงแดด ภายในมืดสลัวอยู่เสมอ โชคดีที่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่อย่างนั้นคงชื้นไปหมดแล้ว
ห้องก็ไม่ได้ใหญ่ มีเพียงสองห้อง
ห้องหนึ่งไว้นอน อีกห้องไว้ก่อไฟทำกับข้าว
ห้องนอนมีเตียงเตาใหญ่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่ง
ปลายเตียงมีหีบไม้ใหญ่สองใบวางเรียงกัน ด้านบนกองผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ
พื้นห้องมีตู้ไม้สองใบตั้งติดกัน ใกล้หน้าต่างด้านตะวันตกมีเก้าอี้สองตัวกับโต๊ะเล็กหนึ่งตัว
นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวในเวลานี้
สำหรับการได้ย้อนกลับมาในวัยเด็กของลูกสาว ซ่งรุ่ยรู้สึกโชคดีเหลือเกิน
แต่พอนึกถึงเงินทั้งหมดที่เคยเอาไปให้ซ่งเป่าเหอแล้ว เธอก็อดอึดอัดใจไม่ได้
ถ้าเอาเงินพวกนั้นมาใช้กับครอบครัวของพวกเขาสามคน บ้านหลังนี้จะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
เธอถอนหายใจยาว ก่อนเดินตามหลิงเย่ออกไป
หลิงเย่ได้ยินเสียงถอนหายใจนั้น จึงหันกลับมามองเธอที่กำลังเดินตามอยู่ พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เหอจินเยี่ยนที่อยู่ห้องฝั่งตะวันออก เห็นทั้งสามกำลังจะออกไป ก็ทำราวกับลืมเรื่องเมื่อครู่แล้ว รีบโผล่หน้าออกมา
“เสี่ยวรุ่ย จะเข้าเมืองเหรอ? ซื้อขนมทอดมาให้เสี่ยวจวินของบ้านฉันหน่อยสิ!”
ซ่งรุ่ยยื่นมือออกไปทันที
“เอาเงินมาค่ะ”
นิสัยของเหอจินเยี่ยนไม่ใช่เพิ่งเป็นวันสองวัน
ทุกครั้งที่เห็นซ่งรุ่ยออกจากบ้าน จะต้องฝากซื้อของตลอด
วันนี้ฝากของกิน พรุ่งนี้ของใช้ มะรืนของโน่นของนี่
ของแต่ละอย่างราคาไม่แพง
แต่ปัญหาคือ…ไม่เคยจ่ายเงิน
สะสมไปนาน ๆ ก็เป็นค่าใช้จ่ายไม่น้อย
สำหรับซ่งรุ่ยที่จนแทบไม่มีเงินติดตัว ถือว่าเป็นภาระหนักมาก
เธอเคยทวงเงินหลายครั้ง
แต่เหอจินเยี่ยนก็มักจะเท้าเอวแล้วพูดว่า
“โธ่เอ๊ย! เงินแค่นี้ยังจะทวงอีกเหรอ? ตอนให้เงินน้องชายตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ไปทวงคืนล่ะ? กับคนบ้านแม่ตัวเองให้ไม่อั้น พอกับคนบ้านสามีกลับคิดเล็กคิดน้อย ช่างแยกไม่ออกจริง ๆ ว่าใครคนในใครคนนอก!”
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายยกเรื่องที่เธอเคยช่วยน้องชายขึ้นมา
ซ่งรุ่ยก็มักจนคำพูด
เพราะขาของน้องชายที่พิการ…คือปมในใจที่เธอไม่มีวันก้าวข้ามได้
แต่ตอนนี้เธอไม่สนแล้ว
เธอยื่นมือค้างไว้
ไม่มีเงิน ก็ไม่รับฝากซื้อของ
เหอจินเยี่ยนไม่คิดว่าซ่งรุ่ยจะกล้าทวงเงิน คิ้วตั้งขึ้น เตรียมจะด่า
แต่พอเห็นหลิงเย่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหันกลับมามอง
เธอก็หดคอกลับเข้าไปทันที
“ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อ มีอะไรน่าซื้อนัก”
พึมพำทิ้งท้าย ก่อนหายกลับเข้าไปในห้อง
เธอไม่เชื่อหรอกว่าหลิงเย่จะอยู่บ้านตลอด
เขาออกไปทีเป็นครึ่งเดือนเป็นเดือน
เดี๋ยวพอเขาไม่อยู่ เธอค่อยคิดบัญชีกับซ่งรุ่ยก็ยังไม่สาย!
ซ่งรุ่ยเดาออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
ชาติที่แล้ว เวลาหลิงเย่อยู่บ้าน ชีวิตของพวกเธอแม่ลูกก็จะดีขึ้นมาก
แต่เขามักออกจากบ้านครั้งละเป็นครึ่งเดือนหรือเป็นเดือน
ส่วนเธอในชาติที่แล้ว ก็ไม่กล้าเอาเรื่องจุกจิกภายในบ้านหรือปัญหาระหว่างผู้หญิงไปฟ้องเขาทุกครั้งที่เขากลับมา
แต่ซ่งรุ่ยในตอนนี้…ไม่มีอะไรต้องเกรงใจแล้ว
อย่างไรก็ตาม เธอก็รู้ดีว่า หากอยากปกป้องตัวเองกับลูกสาว
ที่พึ่งที่แท้จริง…ต้องเป็นตัวเธอเอง หรือถ้าจะพึ่งหลิงเย่จริงๆ ก็นอกจากหลิงเย่จะยินยอมด้วยตัวเอง
ก็ไม่มีใครผูกมัด “หมาป่าเดียวดาย” อย่างเขาไว้ได้เลย.