หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งรุ่ยก็เริ่มลงมือทำอาหารเย็น
ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือฟ้ามืดเร็ว อาหารเย็นจึงกินกันตั้งแต่หัวค่ำ
แต่ก่อนเธอเป็นคนทำกับข้าวให้ทั้งบ้าน
ทั้งหุงข้าว ผัดกับข้าว ต้มน้ำ ทุกอย่างทำอยู่คนเดียว
ส่วนคนอื่นมีหน้าที่รอกินอย่างเดียว
แต่ตอนนี้ ซ่งรุ่ยไม่มีทางรับใช้พวกเขาอีกแล้ว
ถึงผู้ชายจะยังไม่กลับบ้าน แต่สวี่ชุนอิงกับเหอจินเยี่ยนก็อยู่ไม่ใช่หรือ?
ซ่งรุ่ยยกเตาถ่านมาตั้งหน้าประตูห้อง เอาเนื้อวัวที่หั่นไว้ลงตุ๋นบนเตา
หลังเคี่ยวอยู่สองชั่วโมง ก็ใส่หัวไชเท้าขาวลงไปอีกหนึ่งหัว
ส่วนเตาในห้อง หลังจากหุงข้าวเสร็จแล้ว ก็ต้มน้ำร้อนอีกหนึ่งหม้อ
ตลอดเวลานั้น สวี่ชุนอิงออกมาเดินวนอยู่หลายครั้ง ส่วนเหอจินเยี่ยนก็ไปรับลูกทั้งสองกลับจากโรงเรียน
แต่ไม่มีใครลงมือก่อไฟทำกับข้าวเลยสักคน
ทั้งสองเดินเข้าเดินออก กระแทกโน่นกระแทกนี่เสียงดัง
แถมยังเลือกจังหวะที่ซ่งรุ่ยกำลังยุ่งอยู่หน้าเตาออกมาพอดี
ชัดเจนว่าตั้งใจแสดงความไม่พอใจให้เธอเห็น
แต่ก็ให้เห็นแค่คนเดียว
ซ่งรุ่ยกลับทำเป็นมองไม่เห็น
ก่อนยกหม้อออกจากเตา เธอโรยผักชีลงไปหนึ่งกำ
กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกไปไกลแทบทั่วทั้งลานบ้าน
พอดีกับที่คนตระกูลหลิงพ่อกับลูกกลับถึงบ้าน
หลิงเจี้ยนกั๋วกับหลิงเฟิงเห็นกองฟืนที่เพิ่มขึ้นกลางลาน ยังไม่ทันถามว่าเกิดอะไรขึ้น
สวี่ชุนอิงกับเหอจินเยี่ยนที่ซุบซิบกันอยู่ในห้องมาทั้งบ่ายก็รีบวิ่งออกมา
“พ่อ ในที่สุดก็กลับมาแล้ว! ถ้ากลับช้ากว่านี้ บ้านหลังนี้คงพลิกคว่ำหมดแล้ว!”
สวี่ชุนอิงชี้ไปทางซ่งรุ่ยที่กำลังนั่งอยู่หน้าเตาถ่าน กำลังจะเปิดปากพูด
แต่ประตูห้องก็เปิดออก
หลิงเย่เดินออกมาพอดี
“พ่อ เข้าไปคุยในห้องหน่อย ผมมีเรื่องจะพูด”
พูดจบ เขาก็เดินเข้าห้องใหญ่ไปก่อน
หลิงเจี้ยนกั๋วเดินตามเข้าไป
สวี่ชุนอิงจึงได้แต่กระทืบเท้า ก่อนรีบตามเข้าไปเช่นกัน
ทันทีที่ประตูปิด เสียงพูดคุยภายในก็ถูกกั้นไว้
ซ่งรุ่ยไม่สนใจ
เธอไม่มีความคิดจะแอบฟังด้วยซ้ำ
ในเมื่อหลิงเย่รับปากแล้ว เธอก็เชื่อว่าเขาจัดการได้
แทนที่จะเสียเวลาฟังว่าสวี่ชุนอิงจะนินทาเธออย่างไร
สู้รีบตักน้ำซุปเนื้อวัวที่เย็นลงแล้วให้ลูกสาวดีกว่า
ยังไง…ไม่ว่าสวี่ชุนอิงหรือเหอจินเยี่ยนจะคิดยังไง ก็คงไม่มีคำพูดดี ๆ ถึงเธออยู่แล้ว
ฝั่งเธอเตรียมกินข้าวอย่างสบายใจ
แต่บรรยากาศในห้องใหญ่กลับอึมครึมหนักอึ้ง
“ตั้งครัวแยกงั้นเหรอ? เจ้าสาม แกพูดอะไรของแก? หรือแกคิดจะแยกบ้าน?”
เหนือหลิงเย่มีพี่สาวคนโตหลิงซิ่ว และพี่ชายคนโตหลิงเฟิง
เขาเป็นลูกคนที่สามของบ้าน
หลิงเย่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เหยียดขายาวออกไป ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
“ก็แค่ตั้งครัวแยก จะโยงไปเรื่องแยกบ้านทำไม ถ้าพ่ออยากแยก ผมก็ไม่มีปัญหา”
“ไอ้ลูกอกตัญญู!”
หลิงเจี้ยนกั๋วถอดรองเท้าขึ้นมาเตรียมขว้าง แต่สวี่ชุนอิงรีบคว้าไว้
“ค่อย ๆ พูดก่อนสิ คุณก็ใจเย็น ๆ”
ไม่ใช่เพราะเธอสงสารลูกชาย
แต่เพราะเธอรู้ดีว่าหลิงเย่เป็นคนยังไง
ถ้าพูดดี ๆ ก็ยังพอคุยได้
แต่ถ้าฝืนใช้ไม้แข็งกับเขา
เขายิ่งดื้อกว่าใคร
ถ้าเกิดโมโหจนไม่ยอมส่งเงินเข้าบ้านอีกล่ะจะทำยังไง
หลิงเจี้ยนกั๋วเองก็แค่ทำท่าจะขว้างรองเท้า สุดท้ายก็วางลงตามน้ำ ก่อนด่าต่อ
“พ่อยังไม่ตาย! จะแยกบ้านอะไร! คนทั้งบ้านกินหม้อเดียวกัน แล้วทำไมบ้านแกต้องพิเศษ จะตั้งครัวเองให้ได้? บอกมา เป็นเพราะเมียตัวดีของแกยุยงอีกแล้วใช่ไหม!”
คำพูดนี้ถูกใจเหอจินเยี่ยนเต็ม ๆ
เธออัดอั้นมาทั้งวัน ในที่สุดก็ได้โอกาสพูด
“พ่อคะ ไม่ใช่ว่าหนูชอบนินทานะ แต่ซ่งรุ่ยน่ะ…”
ปัง!
หลิงเย่โยนกระเป๋าหนังในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง
หัวซิปกระแทกโต๊ะดังสนั่น
เหอจินเยี่ยนสะดุ้งจนหยุดพูด ก่อนหันมองเขา
ใบหน้าหลิงเย่มืดทะมึน
“ถ้าไม่ชอบนินทา ก็หุบปาก”
เหอจินเยี่ยนหน้าเสีย ทั้งอับอายทั้งโมโห รีบดึงแขนหลิงเฟิง
“คุณเป็นใบ้หรือไง! พูดอะไรบ้างสิ!”
หลิงเฟิงเองก็รู้สึกเสียหน้า
อย่างไรเขาก็เป็นลูกชายคนโต เป็นพี่ชายของหลิงเย่
ส่วนเหอจินเยี่ยนก็เป็นพี่สะใภ้
แต่หลิงเย่กลับพูดกับพวกเขาแบบนี้ เหมือนไม่เห็นหัวกันเลย
หลิงเฟิงเชิดหน้า ยืดหลังตรง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่
“เจ้าสาม พูดอะไรของแก…”
“แกก็หุบปากเหมือนกัน”
หลิงเฟิงหน้าแดงด้วยความโกรธ ลุกพรวดขึ้นยืน
หลิงเย่ก็ลุกขึ้นตาม ก้มหน้ามองเขา
จริง ๆ หลิงเฟิงก็ไม่ได้เตี้ย สูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร
สำหรับคนรุ่นนั้นก็นับว่าสูงแล้ว
แต่หลิงเย่สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร
ต่างกันเต็มสิบเซนติเมตร
พอยืนเผชิญหน้ากัน หลิงเฟิงจึงเสียเปรียบทั้งรูปร่างและรัศมี
สวี่ชุนอิงรีบเข้าไปดึงทั้งสองแยกออกจากกัน
หลิงเจี้ยนกั๋วก็กลัวว่าหลิงเย่จะต่อยพี่ชายจริง ๆ จึงตะโกนลั่น
“นั่งลงทั้งคู่! มีอะไรคุยกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง? หลิงเย่ นั่นพี่ชายแกนะ! หรือแกคิดจะต่อยพี่ชายจริง ๆ?”
หลิงเย่ตอบเรียบ ๆ
“ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ วันนี้ตอนผมกลับมา พี่สะใภ้ยังจะลงมือทำร้ายเมียผมเลย”
“อะ…อะไรกัน? มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ?”
หลิงเจี้ยนกั๋วกับหลิงเฟิงพร้อมใจกันหันไปมองเหอจินเยี่ยน
เหอจินเยี่ยนรีบแก้ตัว
“ก็…ซ่งรุ่ยฉวยจังหวะที่แม่ไม่อยู่ แอบเอาแป้งขาวกับไข่ไปตั้งเยอะ ผัดมะเขือเทศใส่ไข่ยังใช้น้ำมันเปลืองขนาดนั้น ฉันก็แค่โมโหเท่านั้นเอง! ก็เสี่ยวจวินของบ้านเราอยู่โรงเรียนยังไม่ได้กินดีขนาดนั้นเลย”
เสี่ยวจวินคือหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลหลิง
เหอจินเยี่ยนจึงเคยชินกับการให้ทุกอย่างต้องตกถึงเสี่ยวจวินก่อน
แต่พอหลิงเย่ได้ยิน เขากลับเดือดจัด ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“เสี่ยวจวินบ้านพี่รูปร่างแบบไหน? หนานหนานบ้านผมรูปร่างแบบไหน? พี่ชายส่งเงินเข้าบ้านเดือนละเท่าไร? ผมส่งเดือนละเท่าไร? ผมถามหน่อย อะไรเรียกว่าขโมย? อะไรเรียกว่าขโมย!”
แม้แต่หลิงเย่เองก็ไม่คิดว่า
เมียกับลูกสาวของเขา
แค่ต้มบะหมี่กิน ยังจะถูกหาว่าขโมย
เงินที่เขาส่งเข้าบ้านทุกเดือน
ต่อให้ทั้งครอบครัวกินบะหมี่แป้งขาวทุกมื้อทั้งเดือนก็ยังเหลือ
เมื่อนึกถึงร่างผอมบางของลูกสาว
หัวใจของเขาก็เจ็บหน่วง
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่า
ซ่งรุ่ยมัวแต่ช่วยเหลือน้องชาย จนละเลยลูกตัวเอง
ที่แท้…
คนในครอบครัวเขาเองก็มีส่วนด้วย
ปัง!
เขายกเท้าถีบโต๊ะตรงหน้าจนล้มคว่ำ
“เงินส่วนใหญ่ของบ้านนี้เป็นเงินที่ผมหามา! ข้าวทุกมื้อก็เมียผมเป็นคนทำ! ลูกสาวผมจะกินอะไร ทำไมถึงเรียกว่าขโมย!”
ซ่งรุ่ยไม่ได้คิดจะแอบฟัง
แต่เสียงโต๊ะล้มครืนใหญ่ กับประโยคนั้น ก็ลอยเข้าหูเธอชัดเจน
มือที่กำลังตักน้ำซุปชะงักไป
ไม่รู้ทำไม จมูกกลับรู้สึกแสบขึ้นมา
เจ้าหมอนี่…
ถึงจะปากเสียก็เถอะ
แต่ถ้าคำพูดแย่ ๆ นั่นไว้ใช้กับคนอื่น
มันกลับฟังแล้วสะใจดีเหลือเกิน
แต่เขาก็ใจกล้าจริง ๆ
ถึงกับกล้าคว่ำโต๊ะต่อหน้าพ่อ
สงสัยจะโกรธจริง ๆ
ซ่งรุ่ยอดคิดไม่ได้ว่า
ถ้าเธอมีพ่อแบบหลิงเย่เหมือนกัน
ชีวิตนี้…เธอคงไม่ต้องทนทุกข์มากมายขนาดนี้
น่าเสียดาย…
มันไม่มีทางเป็นไปได้
พ่อของเธอมีแต่จะหลอกใช้ และสูบเลือดสูบเนื้อเธอจนหมด
เสียงในห้องค่อย ๆ เบาลง
ดูเหมือนหลิงเย่จะเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ไว้ได้
ซ่งรุ่ยเงี่ยหูฟัง แต่จับใจความไม่ได้
รู้แค่ว่าสวี่ชุนอิงกำลังพยายามปลอบหลิงเย่
ขณะที่กำลังฟังอยู่ประตูก็เปิดออก เหอจินเยี่ยนเช็ดน้ำตาเดินออกมา
พอเห็นซ่งรุ่ยอยู่กลางลาน เธอก็จ้องเขม็งด้วยสายตาอาฆาต ก่อนสะบัดหน้าเดินกลับห้องฝั่งตะวันออก
ซ่งรุ่ยอดไม่ได้ที่จะนับถืออีกฝ่าย ความสามารถทั้งหมดของเธอ…
ใช้กับซ่งรุ่ยคนเดียวจริง ๆ ใช่ไหม?
ทำไมไม่กล้าไปจ้องหลิงเย่บ้างล่ะ?
ซ่งรุ่ยไม่สนใจ
เธอยกชามกลับเข้าห้อง
หนานหนานยังกอดถุงขนมทอดหลับปุ๋ยอยู่
ซ่งรุ่ยกลัวลูกจะมัวแต่กินขนมจนไม่ยอมกินข้าว
จึงแอบดึงถุงขนมออกจากอ้อมแขนลูก แล้วซ่อนไว้ก่อนอย่างเงียบ ๆ