บทที่ 12: ข้อแลกเปลี่ยนและคลื่นใต้น้ำ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการเยาวชนปัญญาชนประจำเขตที่เจียงโม่หลี่พักอาศัยอยู่ เป็นหญิงวัยกลางคนแซ่เกา มีชื่อจริงว่า เกาจิ้ง
"เจ้าหน้าที่เกาคะ ยุ่งอยู่หรือเปล่าเอ่ย"
ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาสบตา เกาจิ้งก็จำเจียงโม่หลี่ได้แม่นยำ
จะไม่ให้จำได้ยังไงไหว ก็เมื่อเช้าเธอเพิ่งจะบุกไปบ้านตระกูลเจียงมาหมาดๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียนราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้แบบนี้ เป็นใครเห็นครั้งเดียวก็ไม่มีวันลืม
พูดกันตามตรง ถ้าแม่หนูคนนี้เป็นลูกสาวในไส้ของเธอ เธอก็คงทำใจส่งไปตากแดดตากลมขุดดินที่ชนบทไม่ลงเหมือนกัน
แต่ความเห็นใจก็เรื่องหนึ่ง กฎระเบียบก็ต้องเป็นกฎระเบียบ ใครหน้าไหนจะมาแหกกฎไม่ได้ทั้งนั้น
"ไงจ๊ะ คิดได้แล้วเหรอ ยอมมาลงชื่อแล้วใช่ไหม" เกาจิ้งวางปากกาลง เริ่มเทศนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกเธอวัยรุ่นสมัยนี้นี่นะ เอะอะก็กลัวลำบาก กลัวเหนื่อย ถ้าทุกคนคิดแบบพวกเธอหมด ใครจะไปพัฒนาประเทศชาติ สังคมมันจะเจริญได้ยังไง ไม่ได้เรื่องกันเลยจริงๆ"
"โอ้โห ฟังเจ้าหน้าที่เกาพูดแค่ประโยคเดียว เหมือนได้บรรลุธรรมประหยัดเวลาอ่านหนังสือไปตั้งสิบเล่มแหนะค่ะ ฉันขอน้อมรับคำสั่งสอนของเจ้าหน้าที่เกาด้วยความจริงใจสุดซึ้งเลย"
เจียงโม่หลี่พูดเจื้อยแจ้วพร้อมรอยยิ้มการค้า พลางเอื้อมมือไปปิดประตูห้องทำงานลงกลอนเบาๆ
"เจ้าหน้าที่เกาคะ ใจจริงของฉันน่ะ อยากจะสนองนโยบายรัฐบาลแทบขาดใจ ยินดีจะอุทิศเลือดเนื้อเพื่อความยิ่งใหญ่ของมาตุภูมิสุดๆ แต่สถานการณ์ที่บ้านฉันมันวิกฤตจริงๆ พี่เจียงฉิงที่เป็นลูกติดแม่เลี้ยง อีกไม่กี่วันก็จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว พอแต่งปุ๊บ เธอก็คงไม่หันมาแลพ่อฉันอีก ส่วนเจียงเผิงน้องชายฉัน เดือนหน้าก็จะเข้ากรมไปรับใช้ชาติ ถ้าฉันต้องไปอีกคน ที่บ้านก็จะไม่เหลือใครดูแลพ่อเลยนะคะ"
หญิงสาวเว้นจังหวะนิดหนึ่ง สังเกตสีหน้าคู่สนทนาก่อนจะหยอดคำหวานปนข้อเสนอ
"แน่นอนค่ะ บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎหมาย ฉันยอมรับบทลงโทษทุกอย่าง แต่...จะขอลดหย่อนผ่อนผันสักหน่อยได้ไหมคะ แล้วฉันก็ไม่ใช่คนแล้งน้ำใจที่จะให้คุณช่วยฟรีๆ อย่างช้าที่สุดไม่เกินครึ่งปี ฉันยินดีจะยก 'โควตางาน' ของฉันให้เจ้าหน้าที่เกาแบบไม่คิดเงินสักแดงเดียวเลยค่ะ"
ตอนแรกเกาจิ้งทำหน้าเฉยเมย เตรียมจะไล่ตะเพิดอยู่แล้ว
คนทำงานตำแหน่งอย่างเธอ เจอคนมาประจบสอพลอขอวิ่งเต้นเส้นสายจนชินชา
แต่พอได้ยินคำว่า "ยกโควตางานให้" เท่านั้นแหละ เธอก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ หูผึ่งขึ้นมาทันที
ต้องเข้าใจก่อนว่างานประจำในยุคนี้ มันคือชามข้าวเหล็กที่มั่นคง เลี้ยงชีพได้ยันแก่เฒ่า ใครบ้างจะไม่ตาลุกวาว
"เธอ...หาโควตางานได้จริงเหรอ เป็นงานประเภทไหนล่ะ" เกาจิ้งถามเสียงเบาลง แต่ดวงตาเป็นประกาย
"งานมีชัวร์ค่ะ ส่วนจะให้ทำตำแหน่งอะไร ก็ต้องแล้วแต่เขาจะจัดสรรมาให้ ยุคนี้มีงานประจำทำ มีสวัสดิการรัฐ ก็ถือว่าโชคดีถมไปแล้ว เราคงไปเลือกมากไม่ได้ จริงไหมคะ"
เกาจิ้งนิ่งคิด คำนวณความคุ้มค่าในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
เมื่อจัดการเคลียร์ระเบิดเวลาเรื่องการลงชนบทออกจากอกได้ เจียงโม่หลี่ก็เดินตัวปลิวออกมาจากสำนักงาน
ยิ่งมีเงินตุงกระเป๋า อารมณ์ก็ยิ่งแจ่มใส เธอเดินทอดน่องชมเมือง แวะซื้อของใช้ส่วนตัวชุดใหม่ ทั้งสบู่หอมๆ แปรงสีฟันอันใหม่ ยาสีฟัน และผ้าขนหนูนุ่มๆ
ไม่ใช่ว่าที่บ้านไม่มีของพวกนี้ แต่สภาพของที่บ้านคือ "ของกองกลาง" ที่ใช้เวียนกันทั้งครอบครัว ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันสยองพิลึก
ร่างเดิมนอกจากจะเป็นคนซกมกแล้ว ยังมักง่ายสุดๆ แปรงสีฟันขนบานจนแทบจะเหลือแต่ด้ามก็ยังทนใช้ถูฟันอยู่ได้ เห็นแล้วเพลียจิต
สุดท้าย เธอตัดใจควักเงิน 1 เหมา ซื้อไอศกรีมแท่งรสหวานเย็นชื่นใจมาเดินดูดระหว่างทางกลับบ้าน
ไม่ใช่เพราะอยากจะประหยัดค่ารถเมล์หรอกนะ แต่รถเมล์ยุคนี้รอนานจนรากงอก แถมคนยังแน่นเป็นปลากระป๋อง กลิ่นเหงื่อกลิ่นตัวตลบอบอวนจนน่าเวียนหัว สู้เดินกินลมชมวิวแบบนี้ไม่ได้
ระหว่างนั้น หญิงสาววัยรุ่นแต่งงานแล้วคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงบานพลิ้วไหว ปั่นจักรยานยี่ห้อ ‘เฟิ่งหวง’ แซงหน้าเธอไป
ผมบ็อบสั้นและชายกระโปรงสะบัดตามแรงลม แค่มองจากด้านหลังก็สัมผัสได้ถึงความอิสระเสรีและความสุขของคนปั่น
เจียงโม่หลี่มองตามตาละห้อย กัดไอติมกร้วมๆ ในใจหมายมาด
'คอยดูเถอะ ถ้าได้เงินรางวัล 100 ล้านเมื่อไหร่ แม่จะเหมาจักรยานสักสิบยี่สิบคัน เอามาจอดเรียงกันแล้วปั่นเปลี่ยนวันละสีเลย!'
...
ณ บ้านพักข้าราชการ
ลู่เฉิงกำลังยืนท้าวเอว บัญชาการคนงานส่งของสองคนให้ช่วยกันขนสารพัดข้าวของลงจากรถสามล้อบรรทุกเพื่อย้ายเข้าบ้าน
ภาพข้าวของพะเนินเทินทึก เรียกความสนใจจากเหล่าแม่บ้าน เด็กน้อย และคนเฒ่าคนแก่ในระแวกนั้นให้มายืนมุงดูด้วยความตื่นเต้น
"พ่อลู่เฉิง ขนมาทั้งจักรยาน ทั้งจักรเย็บผ้า ไหนจะบุหรี่ เหล้า น้ำตาลทราย เยอะแยะขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าพ่อหนุ่มโสดของเราจะแต่งเมียแล้ว"
ป้าซิ่วฉิน ภรรยาของหลิวเจิ้งกั๋วที่อาศัยอยู่ชั้นบนของบ้านตระกูลลู่ ตะโกนแซวลงมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ป้าซิ่วฉิน ทายแม่นยังกับตาเห็นเลยครับ" ลู่เฉิงยืดอกตอบรับเสียงดังฟังชัด "นี่เป็นสินสอดทองหมั้นที่ผมจัดเต็มไว้ให้ว่าที่ภรรยาครับ พวกป้าๆ ผ่านน้ำร้อนมาก่อน ช่วยผมสแกนหน่อยสิครับว่าผมลืมอะไรไปหรือเปล่า"
สิ้นคำประกาศของลู่เฉิง ชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นต่างพากันทำตาโตเท่าไข่ห่าน
พ่อหนุ่มโสดค้างปีจะแต่งงานแล้วเรอะ!
ต้องบอกก่อนว่าในบรรดาลูกหลานบ้านพักข้าราชการ ลู่เฉิงถือเป็นตัวท็อป ทั้งหน้าที่การงานและหน้าตา ติดอยู่อย่างเดียวคือนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งยิ่งกว่าลาภูเขา
ตลอดหลายปีมานี้ ผู้ใหญ่ในบ้านพักพยายามจะจับคู่ให้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
สาวๆ แต่ละคนที่พามาแนะนำ ล้วนเป็นระดับหัวกะทิที่คัดมาแล้วทั้งนั้น แต่พ่อเจ้าประคุณลู่เฉิงกลับไม่ชายตามองใครสักคน
เผลอแป๊บเดียวอายุจะปาเข้าไป 27 ปีแล้ว รุ่นเดียวกันลูกโตจนวิ่งไปซื้อซีอิ๊วเองได้แล้ว แต่ลู่เฉิงยังครองตัวเป็นโสดอย่างเหนียวแน่น
"ลูกเต้าเหล่าใครกันนะ"
"รองผู้บังคับการลู่นี่ปากหนักจริงๆ ปิดข่าวเงียบกริบ คนทั้งบ้านพักไม่ระแคะระคายเลยสักนิด"
ถึงจะยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาว่าที่เจ้าสาว แต่ทุกคนในที่นั้นฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้หญิงที่ทลายกำแพงหัวใจน้ำแข็งของลู่เฉิงได้ ต้องสวยหยาดเยฟ้า รวยล้นฟ้า และนิสัยดีประเสริฐเลิศเลอแน่นอน
ตัดภาพมาที่ระเบียงชั้นสอง อันฮุ่ยยืนกอดอกมองความโกลาหลหน้าบ้านตัวเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
ลูกชายแต่งงานมันก็เรื่องมงคลอยู่หรอก แต่เธอนอกจากจะรู้แค่ชื่อแซ่ของผู้หญิงแล้ว ข้อมูลอื่นมืดแปดด้าน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง มันน่าโมโหไหมล่ะ
แล้วดูสิ... จักรยานเอย จักรเย็บผ้าเอย วิทยุเอย ไหนจะบุหรี่ เหล้า ชา กองพะเนินเต็มห้องรับแขก
นี่พ่อคุณกะจะยกสมบัติทั้งตระกูลไปประเคนให้ฝ่ายหญิงเลยหรือไง
แค่ไปสู่ขอ จำเป็นต้องเล่นใหญ่รัชดาลัยขนาดนี้เชียว!
...
ทางด้านโจวเสี่ยวชิง ทันทีที่เลิกงานและกลับมาถึงบ้าน เธอก็รีบพุ่งตัวไปหาเจียงฉิงเพื่อเลียบเคียงถามข่าวเรื่องโควตาการลงชนบท
ตลอดบ่ายที่ทำงานในโรงงาน ใจเธอจดจ่ออยู่แต่เรื่องนี้จนแทบไม่มีสมาธิ
"ลุงไม่ได้เจาะจงว่าใครต้องไป แต่ทางสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนยื่นคำขาดมาแล้ว ระหว่างฉันกับเจียงโม่หลี่ ต้องมีคนหนึ่งไปลงชื่อ" เจียงฉิงตอบเสียงเรียบ
ได้ยินแบบนั้น โจวเสี่ยวชิงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
'ค่อยยังชั่ว คนอื่นเขาต้องไปลำบากกันหมด จะให้บ้านนี้รอดไปได้ยังไง'
โจวเสี่ยวชิงแอบสะใจลึกๆ แต่ภายนอกยังคงตีหน้าเศร้า พูดปลอบใจเจียงฉิงด้วยน้ำเสียงห่วงใยจอมปลอมไม่กี่คำ ก่อนจะขอตัวไปซาวข้าวหุงข้าวอย่างอารมณ์ดีจนเผลอฮัมเพลงออกมา
เจียงฉิงปรายตามองแผ่นหลังของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดด้วยแววตาเหยียดหยาม
นังโจวเสี่ยวชิงคงคิดว่าตัวเองฉลาด แอบเขียนจดหมายบัตรสนเท่ห์ไปฟ้องสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนได้แนบเนียนไร้ร่องรอย
หารู้ไม่ว่า ทุกอย่างมันเดินตามหมากที่เจียงฉิงวางไว้เป๊ะๆ
โจวเสี่ยวชิงที่ทำตัวเป็นเพื่อนแสนดี แท้จริงแล้วคือนกสองหัวตัวฉกาจ
ย้อนกลับไปตอนเรียนจบมัธยมปลาย เจียงฉิงเคยได้โควตาทำงานในโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นงานที่ใครๆ ก็อิจฉา เพราะพนักงานสามารถซื้อน้ำตาลราคาพนักงานได้
พนักงานส่วนใหญ่ก็แอบเอาน้ำตาลส่วนนี้ไปปล่อยขายในตลาดมืดเพื่อหาค่าขนม ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมลับๆ ที่รู้กัน
เจียงฉิงก็ทำตามน้ำไป แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ดันถูกจับได้คาหนังคาเขาจนโดนไล่ออก
ในชาติก่อน โจวเสี่ยวชิงมาเป่าหูเธอว่าเจียงโม่หลี่เป็นคนไปแจ้งจับ ทำให้เธอโกรธแค้นและเกลียดเจียงโม่หลี่เข้าไส้
จนกระทั่งเธอตายแล้วกลายเป็นวิญญาณ เห็นโจวเสี่ยวชิงเอาเรื่องนี้ไปคุยโวเพื่อประจบเจียงโม่หลี่ที่ได้ดิบได้ดีเป็นคุณนาย เธอถึงได้ตาสว่างว่า งูพิษที่แว้งกัดเธอคือโจวเสี่ยวชิงนั่นเอง
สองสามวันที่ผ่านมา เธอจงใจพูดกรอกหูโจวเสี่ยวชิงเรื่องแฟนทหารหนุ่มรูปหล่อและเรื่องงานแต่งงานที่กำลังจะมาถึงของเจียงโม่หลี่ เป้าหมายคือการกระตุ้นต่อมริษยาของนังงูพิษให้แตกซ่าน จนทนไม่ไหวต้องวิ่งแจ้นไปฟ้องทางการ
และด้วยนิสัยร้ายกาจแบบยอมหักไม่ยอมงอของเจียงโม่หลี่ ถ้าเกิดรู้ความจริงว่าโจวเสี่ยวชิงเป็นต้นเหตุเรื่องนี้ มีหวังได้อาละวาดบ้านแตก สาปส่งโจวเสี่ยวชิงจนไม่ได้ผุดได้เกิดแน่
งานนี้เธอแค่ยืมมือคนอื่นฆ่าคน ไม่ต้องเปลืองแรงสักนิด ก็เขี่ยเจียงโม่หลี่ไปพ้นทางได้ แถมยังได้แก้แค้นโจวเสี่ยวชิงที่เคยทำให้เธอตกงานอีกต่างหาก
ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัวร่วงมากองตรงหน้าสวยๆ
...
เย็นวันเดียวกัน เจียงต้าไห่เดินไปเอารถจักรยานที่โรงจอดรถด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ
พอปั่นพ้นประตูโรงงานเครื่องจักรมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็แกล้งทำเป็นจอดรถลงมาเช็กล้อหน้า อาศัยจังหวะปลอดคนแอบหมุนคลายไส้ไก่จุ๊บลมออกสองรอบ แล้วค่อยตีเนียนปั่นต่อ
ปั่นไปได้ไม่กี่ร้อยเมตร ล้อหน้าก็นิ่มยวบยาบจนแบนติดพื้น
เจียงต้าไห่รีบกระโดดลงจากรถ เข็นจักรยานคู่ใจมุ่งหน้าไปยังแผงซ่อมรถริมทางที่เจ้าหน้าที่เกามักจะผ่าน
ขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ สูบลมยางอยู่นั้น ก็เห็นเกาจิ้งปั่นจักรยานสวนทางมาพอดี
"อ้าว! เจ้าหน้าที่เกา บังเอิญจังเลยครับ มาเจอที่นี่ได้" เขาแสร้งทำเสียงตื่นเต้น
เกาจิ้งชะลอรถ เอาขาข้างหนึ่งยันพื้น พยักหน้าทักทาย "อ้าว สหายเจียง จักรยานเป็นอะไรไปคะ"
"ยางรั่วนิดหน่อยครับ สงสัยจะเหยียบตะปู"
เจียงต้าไห่กวาดตามองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะอาศัยความไวยัดซองจดหมายสีน้ำตาลตุงๆ ลงในกระเป๋าหนังหน้ารถจักรยานของเกาจิ้ง
"เจ้าหน้าที่เกาครับ... ผมมีลูกสาวอยู่คนเดียว หัวอกคนเป็นพ่อ ขอความกรุณาช่วยอนุโลม..."
ยังไม่ทันพูดจบประโยค เกาจิ้งก็พูดแทรกขึ้นมา "เรื่องลงชนบท ลูกสาวคุณเขาจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ"
เจียงต้าไห่ชะงักกึก "จะ...จัดการแล้ว? จัดการยังไงครับ"
"กลับไปถามลูกสาวตัวดีของคุณเองเถอะค่ะ"
พูดจบ เกาจิ้งก็หยิบซองนั้นยัดใส่มือเขาคืน แล้วออกแรงปั่นจักรยานจากไป ทิ้งให้เจียงต้าไห่ยืนงงในดงฝุ่น
ระหว่างทางปั่นรถกลับบ้าน เจียงต้าไห่ก็เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวก็ยกมือปาดน้ำตา
ลูกสาวพ่อโตแล้วจริงๆ... รู้จักหาทางออกแบ่งเบาภาระพ่อได้แล้ว
โฮๆๆ... เจ้าลูกคนนี้มันน่าภูมิใจชะมัด!
[จบบท]