บทที่ 124: ซุปไก่สื่อรักกับศัตรูหัวใจ
"ผู้พันลู่คะ คือฉัน..."
เสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ขัดจังหวะการก้าวเดินที่กำลังเร่งรีบของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหาร
ลู่เฉิงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดใจ เพราะในเวลานี้จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับภรรยาสาวที่รอคอยเขาอยู่ที่ห้องพัก เขาไม่อยากจะเสียเวลาเสวนากับเฉียวเหวินจิ้งแม้แต่วินาทีเดียว จึงตัดสินใจเบี่ยงตัวทำท่าจะเดินอ้อมผ่านไปโดยไม่สนใจจะหยุดฟังแม้แต่น้อย
เฉียวเหวินจิ้งเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาห่างเหินแบบนั้นก็ยังไม่ยอมถอดใจ เธอรีบสาวเท้าก้าวตามมาประกบด้านหลังอย่างรวดเร็ว พลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูอ่อนหวานและเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุด
"ฉันได้ข่าวว่าคุณต้องไปเขียนรายงานวิจารณ์ตัวเองที่ในเมือง พวกเราทุกคนในหน่วยรู้ดีค่ะว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เรื่องนี้คุณแค่โดนหางเลขไปด้วยเท่านั้นเอง ฉันเป็นห่วงก็เลยตุ๋นซุปไก่ใส่เห็ดป่ามาให้ คุณเอาไปทานบำรุงร่างกายหน่อยนะคะ"
คำว่า 'ซุปไก่' ทำให้ฝีเท้าที่กำลังก้าวยาวๆ ของลู่เฉิงชะงักกึกทันที
ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองวัตถุที่อยู่ในมือของหญิงสาว มันเป็นหม้อดินเผาขนาดประมาณลูกฟุตบอลที่มีฝาปิดมิดชิด แต่กลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นที่เล็ดลอดออกมาตามรอยแยกของฝาหม้อนั้นบอกชัดเจนว่าเป็นของดี
"ในหม้อนี้ใส่ซุปไก่มาเหรอครับ" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์
เฉียวเหวินจิ้งรีบพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น พร้อมทั้งยื่นหม้อดินเผาใบนั้นไปตรงหน้าเขาด้วยแววตาเปี่ยมประกายแห่งความหวัง
"ใช่ค่ะ ฉันใช้เห็ดโมเรลกับเห็ดเยื่อไผ่ที่อุตส่าห์ไปเดินหาเก็บมาเอง แล้วก็ใช้ไก่ป่ามาตุ๋นรวมกัน รสชาติน้ำซุปรับรองว่าสดชื่นมาก แล้วก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วยนะคะ"
เมื่อเห็นลู่เฉิงยื่นมือมารับหม้อซุปไปถือไว้ รอยยิ้มหวานหยดย้อยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉียวเหวินจิ้ง หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความลิงโลด นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ลู่เฉิงยอมรับของจากเธอโดยดี ไม่มีการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเหมือนที่ผ่านๆ มา
หรือจะเป็นเพราะเรื่องที่เขาโดนสั่งทำโทษในวันนี้ จะทำให้เขาเริ่มตาสว่างและมองเห็นความจริงเสียทีว่าเธอนั้นเหมาะสมที่จะเป็นคู่คิดและภรรยาที่แสนดีมากกว่าเจียงโม่หลี่ ผู้หญิงหน้าตาดีแต่ทำอะไรไม่เป็นคนนั้น
ถึงแม้ว่าเขาจะผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่ถ้าเป็นลู่เฉิง ต่อให้เป็นการแต่งงานรอบสอง เธอก็เต็มใจและยินดีที่จะร่วมชีวิตด้วยโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
ลู่เฉิงเปิดฝาหม้อออกดูเล็กน้อย กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปสีเหลืองทองที่มีน้ำมันลอยหน้าสวยงามโชยเข้าจมูก ภายในอัดแน่นไปด้วยเนื้อไก่ชิ้นโตและเห็ดราคาแพงที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
"ซุปไก่หม้อนี้ราคาเท่าไหร่ครับ" เขาถามหาเรื่องราคาตามนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบติดค้างบุญคุณใคร
"ไม่คิดเงินหรอกค่ะ เห็ดพวกนั้นฉันไปเดินหาขุดเอาตอนไปเก็บสมุนไพร ส่วนไก่ป่าชาวบ้านเขาก็ให้มา ฟรีทั้งนั้นค่ะไม่ได้เสียเงินซื้อเลยสักหยวนเดียว"
ลู่เฉิงได้ยินดังนั้นก็ส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ "ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เกรงใจนะครับ"
รอยยิ้มของชายหนุ่มเปรียบเสมือนแสงแดดอบอุ่นที่สาดส่องเข้ามากลางใจ เฉียวเหวินจิ้งรู้สึกเคลิบเคลิ้มจนเผลอยิ้มตอบกลับไปอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ทว่าประโยคต่อมาของเขากลับเหมือนน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดโครมลงมาดับฝันของเธอจนมอดไหม้ไม่เหลือชิ้นดี
"ผมขอขอบคุณคุณหมอเฉียวแทนโม่หลี่ภรรยาของผมด้วยนะครับ เธอคงจะชอบซุปหม้อนี้มากแน่ๆ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียวเหวินจิ้งแข็งค้างไปในฉับพลัน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"คะ คุณ... คุณจะเอาไปให้เจียงโม่หลี่กินเหรอคะ" น้ำเสียงของเธอตะกุกตะกักสั่นเครืออย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
"ใช่ครับ สองวันมานี้เธอเหนื่อยมาก ร่างกายต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ พอดีเลยที่ซุปยังร้อนอยู่ ผมขอตัวรีบเอาไปให้เธอกินก่อนนะครับ ไปล่ะ"
พูดจบลู่เฉิงก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เฉียวเหวินจิ้งยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความเจ็บใจและอับอาย
เธอมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ จนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ปกติเวลาเธอเอาของกินมาให้ เขาเอาไปแจกจ่ายให้ลูกน้องกินเธอก็พอจะทำใจยอมรับได้ แต่นี่เขากลับบอกว่าจะเอาซุปไก่ที่เธอตั้งใจตุ๋นด้วยความยากลำบากไปประเคนให้เจียงโม่หลี่ศัตรูหัวใจของเธอกินอย่างนั้นหรือ
เธอต้องตื่นมานั่งเฝ้าเตาถ่านตุ๋นซุปตั้งแต่เช้าตรู่ ขนาดตัวเองยังไม่กล้าตักกินสักคำเพราะกลัวจะพร่อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นแบบนี้ มันช่างน่าเจ็บใจนัก!
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักในบ้านพักรับรอง เจียงโม่หลี่กำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของเครื่องใช้เข้าที่เข้าทาง
เนื่องจากสภาพอากาศที่เมิ่งไฮ่ค่อนข้างแปรปรวนและมีความชื้นของป่าเขตร้อน นอกจากเสื้อผ้าหน้าร้อนสามชุดแล้ว อันฮุ่ยแม่สามีของเธอยังยัดเสื้อผ้าสำหรับใส่ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมาให้อีกสองชุด รวมถึงพวกชุดชั้นใน ถุงเท้า หมวก และผ้าขนหนูต่างๆ จนกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่นั้นแน่นเอี๊ยดจนแทบปริ
ตู้เสื้อผ้าในห้องถูกทำความสะอาดไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานตอนที่เพิ่งมาถึง เธอจึงแค่หยิบของออกมาแขวนและพับเก็บเข้าที่
เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น เจียงโม่หลี่ชะโงกหน้าออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้าด้วยความเคยชิน ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าคนที่เข้ามาต้องเป็นลู่เฉิง แต่พอได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาจริงๆ ความร้อนวูบวาบก็แล่นขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
ลู่เฉิงมองสบตาภรรยา สายตาของเขาอ่อนโยนลงทันทีที่เห็นหน้าเธอ
"ตื่นแล้วเหรอ"
"อืม" เจียงโม่หลี่ตอบรับในลำคอเบาๆ แล้วรีบหดหัวกลับเข้าไปหลบหลังตู้เสื้อผ้าทำทีเป็นจัดของต่อ แต่แก้มทั้งสองข้างกลับแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก
ความเขินอายยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนอน แล้วมายืนซ้อนอยู่ข้างหลัง กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่โอบล้อมรอบตัวเธอเอาไว้ ทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
หน้าร้อนผ่าวไปหมดแล้ว...
เมื่อคืนตอนที่ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดกันยังไม่รู้สึกขัดเขินขนาดนี้เลยแท้ๆ แต่พอมาตอนนี้ที่ต่างคนต่างสวมเสื้อผ้าครบชุดกลับรู้สึกวางตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น
มือหนาของลู่เฉิงเอื้อมมาแย่งเสื้อเชิ้ตและไม้แขวนเสื้อไม้ไผ่ไปจากมือของเธออย่างนุ่มนวล
"ผมทำเอง คุณไปนั่งพักเถอะ"
เจียงโม่หลี่เงยหน้าขึ้นมองเขาตาแป๋ว "คุณรู้เหรอว่าต้องเก็บยังไง"
"คุณบอกมาสิ เดี๋ยวผมทำตาม อันนี้ต้องแขวนข้างบนใช่ไหม"
ลู่เฉิงไม่ใช่คนหัวทึบ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมมาก เขาเหลือบมองเสื้อสองตัวที่ถูกแขวนไว้ก่อนหน้านี้ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าควรจัดการกับเสื้อในมืออย่างไร เขาแขวนเสื้อเชิ้ตนั้นเข้าไปในราวอย่างคล่องแคล่วราวกับทำเป็นประจำ
"อื้อ ผ้าที่ยับง่ายให้แขวนไว้ ส่วนพวกชุดชั้นในกับถุงเท้าพับใส่ลิ้นชักข้างล่าง"
ในเมื่อมีคนอาสาทำงานแทน เจียงโม่หลี่ก็ยินดีที่จะเป็นคุณนายสั่งการ เธอนั่งลงบนเตียงมองดูสามีจัดแจงข้าวของอย่างเพลิดเพลิน
เสื้อผ้าเหลืออีกไม่กี่ชิ้น ใช้เวลาไม่นานลู่เฉิงก็จัดการเก็บเข้าตู้จนหมด เขาจัดการรีดกระเป๋าเดินทางให้แบน พับทบครึ่งแล้วยัดเก็บไว้ในตู้ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
จากนั้นเขาก็หันกลับมามองเธอ
ด้วยความที่เขานั่งยองๆ อยู่กับพื้น ทำให้ระดับสายตาของเขาพอดีกับเจียงโม่หลี่ที่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียง
เจียงโม่หลี่ถูกสายตาเร่าร้อนที่ยากจะคาดเดาความหมายของเขาจ้องมองจนใจเต้นตูมตาม ในหัวแอบคิดไปไกลว่าเขาคงไม่ได้คิดจะทำเรื่องอย่างว่าตอนนี้หรอกนะ แต่แล้วชายหนุ่มก็ยื่นหลอดยามาให้
"เอายานี้ทาตรงนั้นหน่อยนะ จะได้ช่วยลดบวมแล้วก็บรรเทาอาการเจ็บ"
"อ๋อ..."
เจียงโม่หลี่รับหลอดยามาดู ก็เห็นว่าเป็นยาขี้ผึ้งอิริโทรมัยซิน หลอดยายังปิดผนึกใหม่อยู่เลย แสดงว่าเขาเพิ่งจะออกไปซื้อมาให้สดๆ ร้อนๆ
เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นเขายังคงนั่งจ้องหน้าเธออยู่ไม่ไปไหน เธอจึงเอ่ยปากไล่เขาด้วยความขัดเขิน
"คุณออกไปรอข้างนอกก่อนสิ"
"จะให้ผมช่วยทาไหม" เขาถามหน้าตาย น้ำเสียงราบเรียบเหมือนถามเรื่องดินฟ้าอากาศ
"ไม่ต้องเลย!"
พวงแก้มของเธอแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ลู่เฉิงเห็นท่าทางน่าเอ็นดูนั้นก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอแล้วลุกขึ้นยืน เขาเอื้อมมือไปหยิบกล่องข้าวเปล่าที่เคยวางไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงเมื่อเช้าติดมือไปด้วย
"งั้นเดี๋ยวผมไปกดน้ำร้อน แล้วก็จะไปล้างกล่องข้าวด้วย คุณทำธุระไปเถอะ ไม่ต้องรีบ"
"อื้อ"
หลังจากทายาและสวมกางเกงเรียบร้อยแล้ว เจียงโม่หลี่ก็เดินออกมาที่ห้องโถงด้านนอก
สายตาของเธอสะดุดเข้ากับหม้อดินเผาปริศนาที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวตัวเล็ก ความสงสัยทำให้เธอเดินเข้าไปเปิดฝาดู กลิ่นหอมของซุปไก่เข้มข้นลอยฟุ้งขึ้นมาปะทะจมูกทันที
ในน้ำซุปสีเหลืองทองน่ากิน มีชิ้นเนื้อไก่ขนาดใหญ่และเห็ดหน้าตาประหลาดแต่ดูน่าอร่อยลอยอยู่เต็มไปหมด แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว
ความรู้สึกหวานล้ำค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจของเธออย่างเงียบงัน
เมื่อคืนก็มีเนื้อกระต่าย เช้านี้ก็มีไข่ต้มน้ำตาลทรายแดง...
ถึงเขาจะไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร แต่เธอก็รู้ดีว่าทุกอย่างนี้เขาหามาเพื่อบำรุงเธอทั้งนั้น
พอเธอล้างมือเสร็จเดินกลับเข้ามาในห้อง ลู่เฉิงก็กลับมาจากการเอาน้ำร้อนและล้างจานพอดี เขาเทซุปไก่จากหม้อดินเผาใส่ลงในกล่องข้าวอย่างระมัดระวัง
กลิ่นหอมของซุปไก่อบอวลไปทั่วทั้งห้องพัก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น
"มานั่งสิ ลองชิมซุปนี่ดู"
เจียงโม่หลี่รับกล่องข้าวมาแล้วตักน้ำซุปขึ้นชิมหนึ่งคำ รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ความสดของวัตถุดิบทำให้รสสัมผัสนั้นยอดเยี่ยมมากจนต้องเบิกตากว้าง
"อร่อยดีนะ รสชาติสดใหม่มากเลย"
เห็นภรรยาชอบ ลู่เฉิงก็ยื่นตะเกียบที่ล้างสะอาดแล้วส่งให้
เจียงโม่หลี่คีบเห็ดโมเรลขึ้นมากินพลางเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ซุปนี่คุณคงไม่ได้ไปไถมาจากบ้านท่านผู้นำคนไหนอีกหรอกนะ"
เนื้อกระต่ายเอย ไก่เอย แล้วไหนจะซุปหม้อนี้อีก เธอชักจะสงสัยแล้วว่าเสบียงในคลังของพวกระดับหัวหน้าคงจะโดนสามีของเธอปล้นมาจนเกลี้ยงแล้วกระมัง
ลู่เฉิงนั่งมองเธอกินด้วยแววตาเป็นประกาย ความสุขที่ได้เห็นเธอกินอิ่มหนำสำราญนั้นมีมากกว่าตอนที่เขาได้กินเองเสียอีก
ปากก็ตอบคำถามของเธอไปตามตรง "ไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงเมื่อเช้าเป็นของพี่สะใภ้เจี่ยงเหวินเจวียน ส่วนซุปไก่นี่หมอเฉียวให้มา"
ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าท่าทางปกติ น้ำเสียงจริงใจไม่มีพิรุธ จนทำให้เจียงโม่หลี่ไม่ได้เอะใจคำว่า "หมอเฉียว" ในแง่ร้ายเลยสักนิดในตอนแรก
"หมอเฉียวเหรอ ทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงเอาซุปไก่มาให้คุณล่ะ สนิทกันมากเหรอ"
"ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันหรอก แต่ผมเคยช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่ง"
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง"
เจียงโม่หลี่ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวที่จะกินของดีคนเดียว เธอคีบปีกไก่ชิ้นโตขึ้นมาแล้วดันกล่องข้าวไปตรงหน้าเขา
"คุณก็กินด้วยสิ"
ลู่เฉิงดันกล่องข้าวกลับมาหาเธออย่างนุ่มนวล "คุณกินเถอะ ผมไม่กิน"
เจียงโม่หลี่มองปีกไก่ในมือชั่วครู่ ก่อนจะถามขึ้นมาลอยๆ เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "หมอเฉียวนี่ผู้หญิงหรือผู้ชาย"
"ผู้หญิง"
"อายุเท่าไหร่แล้ว"
"ไม่รู้สิ"
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วมองเขาแล้วยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "รับซุปไก่เขามาขนาดนี้ ไม่รู้อายุเขาได้ไง"
"เขาก็ไม่ใช่คนในกองพันผม ผมไม่จำเป็นต้องไปรู้ข้อมูลส่วนตัวของเขา อีกอย่างซุปนี่ผมก็รับมาให้คุณ ผมขอบคุณเขาแทนคุณไปเรียบร้อยแล้วด้วย"
ไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะแกล้งโง่หรือซื่อบื้อจริงๆ แต่วิธีการจัดการปัญหาของเขาถือว่าถูกใจเธอมาก
เธอคีบน่องไก่ขึ้นมาจ่อที่ปากเขาเพื่อเป็นการให้รางวัล
"ฉันบอกให้กินก็กินเถอะน่า อ้าปาก!"
ลู่เฉิงยอมอ้าปากงับน่องไก่อย่างว่าง่าย
เจียงโม่หลี่เอื้อมมือไปบีบใบหูของเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว "นี่รางวัลของคุณ"
สัมผัสจากมือนุ่มที่ใบหูทำให้ลู่เฉิงรู้สึกดีจนมุมปากยกยิ้มขึ้นสูงอย่างเปิดเผย
"แล้วหมอเฉียวคนนี้ เอาซุปไก่มาส่งให้คุณกินบ่อยไหม"
ลู่เฉิงกัดน่องไก่พลางตอบเสียงอู้อี้ "ไม่บ่อย นี่ครั้งแรก"
"ปกติเขาจะส่งเป็นของกินอย่างอื่นมามากกว่า"
เจียงโม่หลี่ชะงักมือที่กำลังแทะปีกไก่ทันที หรี่ตามองเขาด้วยสายตาจับผิด "ส่งอะไรมาบ้าง แล้วอร่อยไหม"
"ไม่รู้สิ ผมไม่เคยกิน เอาไปแจกให้คนในค่ายกินหมดแล้ว"
ถึงแม้เจียงโม่หลี่จะเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกหึงหวงไว้ในใจ แต่ลู่เฉิงเป็นคนฉลาดเป็นกรด แถมยังมีสัญชาตญาณและการสังเกตที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไปมาก เขารีบอธิบายเพิ่มเติมทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่าง
"ที่ผมช่วยชีวิตเขามันก็แค่หน้าที่ ผมบอกเขาไปหลายรอบแล้วว่าไม่ต้องเอาของมาให้ มันดูไม่ดี แต่เขาก็ไม่ฟัง ผมเองก็รำคาญเขาเหมือนกัน"
ให้ตายสิ ยัยหมอคนนี้คิดจะมาขุดกำแพงบ้านเธอชัดๆ!
ไฟนักสู้ในตัวของเจียงโม่หลี่ถูกจุดติดพรึ่บขึ้นมาทันที งานนี้มีเคลียร์แน่!
[จบบท]