บทที่ 147: วีรบุรุษช่วยสาวงาม
เปลือกตาบางของลู่ถิงถิงค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความมึนงงที่ตีรวนอยู่ในศีรษะ ภาพเบื้องหน้ายังคงพร่าเลือนเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า เธอเห็นเพียงเงาตะคุ่มของกลุ่มคนที่ยืนล้อมรอบตัวเธออยู่ กว่าสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงจะประกอบรูปร่างกลับคืนมาจนครบถ้วน และสายตาเริ่มปรับโฟกัสจนมองเห็นภาพชัดเจน ก็กินเวลาไปพักใหญ่เลยทีเดียว
เฟิงเหม่ยหัวที่ยืนเฝ้าสังเกตอาการอยู่ข้างกายมาตลอด พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจอย่างที่สุด พลางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
"ในที่สุดเธอก็ตื่นสักที!"
ลู่ถิงถิงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงยันกายลุกขึ้นนั่ง ร่างกายของเธอโงนเงนไปมาเล็กน้อย สมองยังคงหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความสับสน เธอหันไปกวาดตามองรอบกายด้วยแววตาที่ยังว่างเปล่า ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยถามออกไป
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ แล้วฉันเป็นอะไรไป"
"เธอเจอพวกแก๊งลักพาตัวเข้าให้น่ะสิ โชคดีจริงๆ ที่ได้คุณครูเสิ่นมาช่วยไว้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงแน่ๆ"
ถ้อยคำบอกเล่าของเฟิงเหม่ยหัวยังไม่ทันจะซึมซับเข้าสู่สมองที่กำลังประมวลผลช้าของลู่ถิงถิงได้ทั้งหมด สายตาของเธอก็พลันปะทะเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นเจ้าของเรือนร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้านดูสุขภาพดี ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว บนดั้งจมูกที่โด่งเป็นสันรับกับใบหน้า สวมแว่นตากรอบทองที่ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูภูมิฐานและน่าเชื่อถือ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบ ดูสุภาพนุ่มนวลและมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด
ลู่ถิงถิงเผลอมองเขาตาค้าง ราวกับถูกมนต์สะกดตรึงเอาไว้
เสียงของเฟิงเหม่ยหัวดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ดึงสติของเธอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
"เสี่ยวลู่ คนนี้คือคุณครูเสิ่นเหยียนจือ เป็นคุณครูคนใหม่ของโรงเรียนเราจ้ะ"
เสิ่นเหยียนจือขยับกรอบแว่นเล็กน้อยด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ ก่อนจะพยักหน้าทักทายลู่ถิงถิงพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"สวัสดีครับ"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลทว่ากังวานใส ราวกับเสียงดีดสายพิณที่กระทบกับเกล็ดหิมะ ฟังแล้วรื่นหูชวนให้เคลิบเคลิ้ม
เฟิงเหม่ยหัวรีบพูดเสริมขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"เสี่ยวลู่ เธอต้องขอบคุณคุณครูเสิ่นให้มากๆ เลยนะ ถ้าไม่ได้เขาคอยสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอคงโดนพวกแก๊งลักพาตัวลากไปไหนต่อไหนแล้ว น่าเสียดายที่ไอ้พวกคนร้ายมันเจ้าเล่ห์เหลือเกิน อาศัยจังหวะชุลมุนหนีไปได้"
เมื่อได้ฟังเฟิงเหม่ยหัวไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ ความทรงจำช่วงเวลาก่อนที่จะหมดสติไปก็ค่อยๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของลู่ถิงถิงฉากแล้วฉากเล่า ภาพเหตุการณ์ที่เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกระโจนเข้าใส่เสิ่นเหยียนจือ แล้วเขาก็อ้าแขนรับร่างของเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างมั่นคง ฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพอย่างแจ่มแจ้ง
แม้รูปลักษณ์ภายนอกเขาจะดูเป็นหนุ่มนักวิชาการร่างผอมบาง แต่ท่อนแขนที่โอบอุ้มเธอไว้นั้นกลับเต็มไปด้วยพละกำลังและความอบอุ่นที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาบนใบหน้าของลู่ถิงถิงจนแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยความขัดเขิน
"ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันไว้"
เสิ่นเหยียนจือคลี่ยิ้มอ่อนโยนดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
"เป็นคุณต่างหากที่พุ่งเข้ามาหาผม ถ้าคุณไม่ทำแบบนั้น ผมก็คงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ สรุปแล้วคนที่ช่วยคุณไว้ก็คือตัวคุณเองนั่นแหละครับ"
คำพูดหยอกเย้าอย่างเป็นกันเองของเขา ยิ่งทำให้ใบหน้าของลู่ถิงถิงร้อนผ่าวหนักกว่าเดิม หัวใจดวงน้อยในอกเต้นรัวแรงราวกับมีลูกกระต่ายตัวซุกซนกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างใน
ตึกตัก ตึกตัก
จังหวะหัวใจที่เต้นระทึกนั้นยังคงดำเนินต่อเนื่องไปตลอดทางจนกระทั่งกลับมาถึงค่ายทหาร
เมื่อก้าวลงจากรถวัวที่นั่งโดยสารมา ลู่ถิงถิงก็มองเห็นร่างสูงใหญ่กำยำของลู่เฉิงยืนรออยู่ไม่ไกล ความอัดอั้นตันใจและความหวาดกลัวที่เก็บกดเอาไว้ก็พังทลายลงในพริบตา น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกจากดวงตาคู่สวยอย่างห้ามไม่อยู่
"อาสาม วันนี้ฉันเกือบจะไม่ได้กลับมาหาอาแล้ว ฮือๆๆ"
ลู่เฉิงรีบกวาดสายตาสำรวจหลานสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยดีและไม่มีส่วนไหนบุบสลาย เขาก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ตอนที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจากสถานีตำรวจในตำบล หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น หากหลานสาวต้องมาหายตัวไปในเขตพื้นที่ที่เขาดูแลรับผิดชอบอยู่ อย่าว่าแต่ครอบครัวทางบ้านจะไม่ให้อภัยเขาเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีหน้าไปพบใครและคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ไปตลอดชีวิต
ในขณะที่ลู่ถิงถิงกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร จู่ๆ หน้าผากของเธอก็ถูกดีดดังเปาะ
"ไงจ๊ะหลานรัก ปลาแห้งอร่อยถูกปากไหมล่ะ คราวหน้ายังจะกล้ากินซี้ซั้วอีกหรือเปล่า"
ลู่ถิงถิงรีบยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่โดนดีด ดวงตาแดงช้ำตวัดค้อนใส่เจียงโม่หลี่ทันที
"ไม่ต้องมายุ่งเลย!"
"ใครใช้ให้ฉันเอ็นดูหลานสาวคนนี้ล่ะ ก็เลยอดที่จะยุ่งเรื่องชาวบ้านไม่ได้"
ลู่ถิงถิงทำแก้มป่องด้วยความโมโห พลางจ้องหน้าเจียงโม่หลี่เขม็ง แต่ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่ได้ต่อปากต่อคำเหมือนทุกครั้ง
แม้คนภายนอกจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ตัวเธอเองรู้อยู่เต็มอก
ที่วันนี้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือมารมาได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจียงโม่หลี่ คำเตือนที่เจียงโม่หลี่เคยพูดทิ้งท้ายไว้บนรถไฟทำให้เธอฉุกคิดได้ว่าตัวเองกำลังโดนวางยา และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจหาทางเอาตัวรอด
ลู่ถิงถิงสูดน้ำมูกเบาๆ ก่อนจะหันไปแนะนำเสิ่นเหยียนจือให้ลู่เฉิงได้รู้จัก
เมื่อทราบว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหลานสาวไว้ ลู่เฉิงก็รีบยื่นมือออกไปทักทายด้วยความกระตือรือร้น
"สวัสดีครับคุณครูเสิ่น ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อลู่เฉิง เป็นอาของถิงถิง ขอบคุณมากจริงๆ ครับที่คุณช่วยเธอไว้"
เสิ่นเหยียนจือมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้รู้สถานะความสัมพันธ์ เพราะลู่เฉิงดูหนุ่มแน่นรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลานสาวโตจนเป็นสาวสะพรั่งขนาดนี้แล้ว
"สหายลู่ถิงถิงเธอมีไหวพริบดีมากครับ ผมแค่บังเอิญโชคดีที่ถูกเธอเลือกให้ช่วยเท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินแบบนั้น แก้มของลู่ถิงถิงก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
ความจริงแล้ว ในช่วงเวลานั้นเธอได้กลิ่นน้ำมันกานพลูหอมเย็นลอยมาจากตัวของเสิ่นเหยียนจือ สัญชาตญาณบางอย่างร้องบอกให้เธอพุ่งเป้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา
ใครจะไปคาดคิดว่านอกจากเขาจะเป็นครูคนใหม่แล้ว รูปร่างหน้าตายังหล่อเหลาดูดีไม่แพ้คุณอาสามของเธอเลยแม้แต่น้อย
ภาพเหตุการณ์ที่เธอซุกใบหน้าลงกับอกกว้างของเขาหวนกลับมาในห้วงความคิด หัวใจเจ้ากรรมก็เริ่มเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะอีกรอบ
ในขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด หน้าผากของเธอก็ถูกฝ่ามือฟาดลงมาเบาๆ อีกครั้ง
"เป็นอะไรไปจ๊ะ แม่สาวน้อย ทำหน้าเคลิบเคลิ้มเชียว หรือว่ากำลังคิดเรื่องลามกอยู่ หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกแล้วนั่น"
ลู่ถิงถิงสะดุ้งโหยง เมื่อสบเข้ากับสายตาล้อเลียนของเจียงโม่หลี่ ความอับอายที่ถูกจับได้ไล่ทันแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด
"เธอช่วยเลิกกวนใจฉันสักทีได้ไหม"
"ก็ได้ งั้นเธอยืนรออยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหนนะ เดี๋ยวฉันจะไปซื้อส้มมาให้"
ลู่ถิงถิงมองตามหลังเจียงโม่หลี่ไปด้วยสายตาหวาดระแวง เธอทำท่าจะหันหลังเดินกลับหอพัก แต่ทว่าลู่เฉิงกลับเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
"อาสะใภ้เขาสั่งให้รอ ก็ยืนรออยู่ตรงนี้แหละ"
เมื่อเห็นว่าเสิ่นเหยียนจือยังยืนอยู่ตรงนั้น ลู่ถิงถิงจึงจำใจต้องรับคำอย่างเสียไม่ได้
เจียงโม่หลี่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินกลับมา ในมือหิ้วถุงตาข่ายไนลอนที่บรรจุของกินและผลไม้มาเต็มถุง
"อ่ะ นี่ เอาไป"
ลู่ถิงถิงมองถุงของกินในมือเจียงโม่หลี่ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับกลัวว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่
"เธอคงไม่ได้วางยาพิษไว้ข้างในหรอกนะ"
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่อย่างอารมณ์ดี
"วางใจเถอะ ยาพิษราคาแพงฉันไม่เอามาใช้กับเธอให้เปลืองหรอก แล้วก็นะ ของพวกนี้ไม่ได้ให้เธอ แต่จะให้เธอเอาไปมอบให้คุณครูเสิ่นเป็นของตอบแทนน้ำใจต่างหาก"
คำขอบคุณแค่ลมปากมันจับต้องไม่ได้และไม่มีราคาค่างวด การแสดงความขอบคุณด้วยสิ่งของที่ใช้งานได้จริงย่อมดีกว่าเสมอ
ลู่ถิงถิงรับถุงตาข่ายมาถือไว้ ก่อนจะยื่นส่งให้เสิ่นเหยียนจือด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ
เสิ่นเหยียนจือรีบยกมือปฏิเสธตามมารยาท
"ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น มันเป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว"
เจียงโม่หลี่รีบพูดแทรกขึ้นมาทันควัน
"คุณครูเสิ่นคะ ถ้าคุณไม่รับของน้ำใจพวกนี้ เห็นทีทางเราคงต้องยกหลานสาวให้คุณเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณด้วยร่างกายแทนแล้วล่ะค่ะ"
บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ
เสิ่นเหยียนจือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วยื่นมือมารับถุงของขวัญไป
"ถ้าอย่างนั้นผมขอรับไว้ด้วยความยินดีครับ ขัดศรัทธาไม่ได้จริงๆ"
เจียงโม่หลี่เดินเข้าไปโอบไหล่ลู่ถิงถิงแล้วตบเบาๆ
"เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอแล้วเชียว"
ลู่ถิงถิงถลึงตาใส่เจียงโม่หลี่อย่างเหลืออด ก่อนจะสะบัดตัวหนีแล้วเดินปั้นปึ่งกลับหอพักไปด้วยความโมโห
เฟิงเหม่ยหัวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์
"นี่ก็เริ่มเย็นมากแล้ว เดี๋ยวฉันพาคุณครูเสิ่นไปที่บ้านพักรับรองก่อนนะคะ จะได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง"
"ครับ รบกวนด้วยนะครับ"
เสิ่นเหยียนจือพยักหน้าอำลาลู่เฉิงและเจียงโม่หลี่อย่างสุภาพ ก่อนจะเดินตามเฟิงเหม่ยหัวมุ่งหน้าไปทางบ้านพักรับรอง
ลู่เฉิงเดินเคียงคู่กับเจียงโม่หลี่มุ่งหน้าไปทางเดียวกัน พลางเปรยถึงเรื่องของหลานสาวขึ้นมา
"นับว่าโชคดีมากที่ถิงถิงปลอดภัย ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนตอนคุยกับพี่ใหญ่พี่สะใภ้ ผมจะรีบเร่งเรื่องการสรรหาครูคนใหม่ให้เร็วที่สุด พอได้ครูแล้วจะได้ส่งถิงถิงกลับไปพร้อมกับคุณ"
เจียงโม่หลี่อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น
"พวกคนเลวสมัยนี้มันมีสารพัดรูปแบบจริงๆ ค่ะ บทจะมาไม้ไหนเราก็คาดเดาไม่ถูกเลย"
ใครจะไปคิดว่าพวกมิจฉาชีพจะลงทุนปลอมตัวมาเป็นคนขายขนม ขนาดตัวเธอเองถ้าไม่ระวังก็อาจจะพลาดท่าเสียทีได้เหมือนกัน
เธอคิดพลางบุ้ยใบ้ไปทางแผ่นหลังของเสิ่นเหยียนจือที่เดินนำอยู่ข้างหน้า
"ว่าแต่คุณครูเสิ่นคนนี้ มีที่มาที่ไปเป็นยังไงคะ ดูท่าทางไม่ธรรมดาเลย"
พิจารณาจากหน้าตา ผิวพรรณ และการแต่งกาย ดูยังไงก็ไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปแน่นอน
"เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศครับ พื้นเพมาจากตระกูลปัญญาชนเก่าแก่ ถูกส่งตัวมาลงพื้นที่เรียนรู้ที่นี่"
ฟังคำอธิบายสั้นๆ ของลู่เฉิง เจียงโม่หลี่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้แจ่มแจ้งทันที
ยุคสมัยนี้ บ้านไหนที่มีฐานะดีหรือมีการศึกษาสูง มักจะตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่เคยไปชุบตัวเมืองนอกเมืองนามาแบบเสิ่นเหยียนจือ ย่อมขัดต่ออุดมการณ์ของยุคสมัยอย่างรุนแรง
ทางด้านลู่ถิงถิงที่กลับมาถึงห้องพักด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอนั่งกระแทกตัวลงบนเตียงด้วยความหงุดหงิด
อีตาครูเสิ่นนั่นหมายความว่ายังไง! ทำไมถึงรีบรับของกินไปเหมือนกลัวจะต้องรับตัวเธอแทนอย่างนั้นแหละ
หรือว่าสาวงามวัยแรกแย้มอย่างเธอ จะมีค่าสู้ของกินในถุงนั่นไม่ได้?
ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจ เธอคว้ากระจกบานเล็กขึ้นมาส่องสำรวจใบหน้าตัวเองซ้ายทีขวาที
หรือว่าเธอยังไม่สวยพอ? หรือสเปกของเสิ่นเหยียนจือจะไม่ใช่ผู้หญิงแบบเธอ?
แล้วเขาจะชอบผู้หญิงแบบไหนกันนะ คงไม่ใช่แบบเจียงโม่หลี่ที่วันๆ เอาแต่ทำตัวบอบบางน่าทะนุถนอมหรอกนะ?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เธอก็ฉุกคิดได้ว่าเจียงโม่หลี่แต่งงานกับอาสามของเธอไปแล้ว เป็นอาสะใภ้ของเธอ ความกังวลข้อนี้จึงตกไป
...
หลังจากส่งเสิ่นเหยียนจือเข้าพักเรียบร้อยแล้ว เฟิงเหม่ยหัวก็เดินกลับบ้าน ระหว่างทางเธอยังคงยกมือทาบอกด้วยความหวาดเสียวไม่หาย
บังเอิญเดินสวนกับภรรยาทหารคนหนึ่งที่คุ้นเคยกัน อีกฝ่ายเห็นสีหน้าไม่สู้ดีจึงเอ่ยถาม
เฟิงเหม่ยหัวอัดอั้นตันใจอยู่แล้ว จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่ตอนที่ลู่ถิงถิงเกือบโดนอุ้ม ไปจนถึงตอนที่เสิ่นเหยียนจือเข้ามาช่วยไว้
"...เสี่ยวลู่ออกไปกับฉันแท้ๆ ถ้าเกิดหลานสาวผู้พันลู่หายตัวไปจริงๆ ฉันคงมีสิบปากก็แก้ตัวไม่ขึ้น!"
"ตายจริง! น่ากลัวอะไรขนาดนี้ ต่อไปเวลาจะออกไปทำธุระในเมืองคงต้องระวังตัวกันให้มากกว่าเดิมแล้วล่ะ"
ข่าวลือเดินทางเร็วยิ่งกว่าลมพัด จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย
ไม่ถึงครึ่งวัน เรื่องที่ลู่ถิงถิงเกือบถูกแก๊งค้ามนุษย์จับตัวไปก็แพร่สะพัดไปทั่วบ้านพักข้าราชการอย่างรวดเร็ว
เจียงฉิงได้ยินข่าวนี้ตอนที่กำลังเดินถือปิ่นโตไปโรงอาหารในช่วงเย็น
ท่ามกลางความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงของเหล่าแม่บ้าน เจียงฉิงกลับรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้ง
ทำไมพวกแก๊งลักพาตัวถึงทำงานพลาดได้นะ ปล่อยให้ลู่ถิงถิงรอดกลับมาได้ยังไง ช่างไร้น้ำยาเสียจริง
[จบบท]