บทที่ 152: กินเนื้อ
“ตุ้บ!”
เสียงวัตถุที่มีน้ำหนักพอสมควรพุ่งเข้ากระแทกเป้าหมายอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มันคือมันฝรั่งหัวขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ที่ลอยละลิ่วข้ามหัวฝูงชน ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับกระสอบป่านที่ห่อหุ้มร่างของลู่ถิงถิงเอาไว้อย่างจัง
“โอ๊ย! ใครปามาเนี่ย เจ็บนะ!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังเล็ดลอดออกมาจากในกระสอบทันที พร้อมกับร่างที่อยู่ข้างในนั้นเริ่มดิ้นขลุกขลักไปมาอย่างบ้าคลั่ง สภาพในตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับหนอนยักษ์ที่กำลังดิ้นพราดๆ ด้วยความเจ็บปวด พยายามจะตะเกียกตะกายมุดหัวออกมาจากปากกระสอบให้ได้
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำเอาเจียงโม่หลี่และเฟิงเหม่ยหัวที่กำลังสวมบทบาทแสดงละครอยู่บนเวทีถึงกับชะงักกึก ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตื่นตระหนก เพราะฉากมีวัตถุปริศนาลอยมาจากท่านผู้ชมไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในบทที่เตี๊ยมกันมา
ทว่าในขณะที่สมองของเจียงโม่หลี่กำลังหมุนติ้วอย่างหนักว่าจะแก้สถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี จู่ๆ ก็มีเงาร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นกระโจนพรวดพราดขึ้นมาบนเวทีด้วยความรวดเร็วปานวอก ชายหนุ่มผิวเข้มคนนั้นคว้ากระสอบขึ้นแบกพาดบ่าอย่างง่ายดายราวกับว่าสิ่งที่แบกอยู่นั้นคือนุ่นเบาๆ ไม่ใช่คนทั้งคน
“พี่! จะมายืนบื้ออยู่ทำไมเล่า รีบหนีสิ เดี๋ยวพวกชาวบ้านก็ตามมาทันหรอก!”
เจ้าหนุ่มผิวเข้มตะโกนเร่งเร้าเสียงดังลั่น พลางฟาดฝ่ามือลงบนกระสอบที่กำลังดิ้นไปมาดัง ‘เพี้ยะ’ แล้วขู่สำทับด้วยเสียงอันดุดัน
“หยุดดิ้นนะโว้ย ไม่งั้นพ่อจะทุบให้ตายคาตีนเลย!”
วินาทีนั้นเอง เจียงโม่หลี่ถึงได้มีโอกาสเพ่งมองเจ้าหนุ่มหน้าดำคนนี้ชัดๆ แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง... นี่มันเจ้า “ถ่านดำ” เจียงเผิง น้องชายตัวดีของเธอนี่นา!
ในใจของหญิงสาวเต็มไปด้วยคำถามมากมายว่าเจ้าเด็กนี่โผล่หัวมาที่ตำบลแห่งนี้ได้ยังไง แต่สมองอันฉับไวระดับอัจฉริยะของเธอก็สั่งการให้ร่างกายขยับตอบสนองตามสถานการณ์ทันที
เธอรีบหันไปส่งสายตาให้เฟิงเหม่ยหัวเพื่อส่งสัญญาณให้รู้กัน ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มออกวิ่งวนไปรอบๆ เวที แสร้งทำท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนแก๊งค้ามนุษย์ที่กำลังจนมุมและพยายามหาทางหนีทีไล่
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เจี่ยงเหวินเจวียนก็นำทีมนักแสดงที่รับบทเป็น “กลุ่มชาวบ้านผู้ผดุงความยุติธรรม” วิ่งกรูขึ้นมาบนเวที ล้อมจับคนร้ายทั้งสามคนไว้ได้แบบคาหนังคาเขา
“จับพวกมันไว้!”
“ไอ้พวกเดรัจฉานที่หากินกับคน ลากตัวมันไปยิงเป้าให้หมด!”
เมื่อลู่ถิงถิงถูกช่วยออกมาจากกระสอบได้สำเร็จ ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอก็แดงก่ำไปด้วยความโกรธจัด ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นว่าหนึ่งในแก๊งลักพาตัวคือเจียงเผิง เธอก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง ก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนนี้กระโจนเข้าใส่ พร้อมประเคนหมัดเท้าเข่าศอกใส่อีกฝ่ายไม่ยั้งมือ
กล้าดียังไงมาปามันฝรั่งใส่ฉัน! แถมเมื่อกี้ยังบังอาจมาตบก้นฉันอีกเหรอ ตายซะเถอะแก!
ทางด้านเจียงเผิงเองก็ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์ด้านการแสดงซ่อนอยู่อย่างเหลือเชื่อ เขาแกล้งยกมือขึ้นกุมหัวร้องโอดโอยอย่างน่าสงสาร
“โอ๊ย! โอ๊ย! ยอมแล้วจ้า อย่าตีฉันเลย!”
เสียงร้องโหยหวนของเขาช่างฟังดูน่าเวทนาปนสมจริงเสียจนชาวบ้านที่นั่งดูอยู่ด้านล่างเวทีอินจัดจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ต่างพากันส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
“ตีมันเลย! ตีมันให้ตาย!”
“พวกแก๊งลักเด็กมันสารเลว ต้องโดนแบบนี้แหละถึงจะสาสม!”
กว่าฉากแรกจะจบลงด้วยความวุ่นวายปนสะใจของคนดู เจียงโม่หลี่และทีมงานก็ต้องรีบเข้าไปเตรียมตัวสำหรับฉากต่อไป ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคอมมูนก็รีบวิ่งขึ้นมาบนเวที คว้าไมโครโฟนประกาศเตือนชาวบ้านที่อินเกินเหตุจนถึงขั้นปาข้าวของขึ้นมา
“พ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับ! คนที่แสดงอยู่บนเวทีนี้ไม่ใช่คนร้ายตัวจริงนะครับ พวกเขาเป็นคุณครูจากโรงเรียนในค่ายทหารที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาแสดงละครให้ความรู้พวกเราฟรีๆ ทุกคนเป็นสหายที่ดี เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ห้ามใครปาสิ่งของขึ้นมาทำร้ายพวกเขาอีกเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนจะโดนลงโทษหนักนะครับ!”
คำประกาศของเจ้าหน้าที่ได้ผลชะงัดนัก การแสดงในฉากต่อๆ มาจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นขึ้น ไม่มีวัตถุปริศนาลอยละลิ่วขึ้นมาบนเวทีให้หวาดเสียวอีก
ในฉากที่สอง เพื่อให้คุณหนูจอมเอาแต่ใจอย่างลู่ถิงถิงยอมร่วมมือแต่โดยดี เจียงโม่หลี่จึงลงทุนเขียนบทขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงจากเรื่องจริงของป้าซือและลูกชายที่เจอบนรถไฟ คราวนี้เธอปรับบทให้กลายเป็นแผน “ชายงาม” โดยให้เสิ่นเหยียนจือรับบทเป็นหนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี หน้าที่การงานมั่นคง ที่เข้ามาตีสนิทหลอกให้เหยื่อสาวตายใจ อ้างว่าจะพาไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จักเพื่อเตรียมแต่งงาน แต่สุดท้ายกลับหักหลังพาไปขายเสียดื้อๆ
ด้านล่างเวที เจียงเผิงนั่งดูละครอย่างออกรสพลางเล่าเรื่องวีรกรรมบนรถไฟให้ลู่เฉิงฟังอย่างเมามัน เขาใส่สีตีไข่เรื่องที่ป้าซือกับลูกชายหน้าผีอยากได้ลู่ถิงถิงไปเป็นลูกสะใภ้เสียจนลู่เฉิงเห็นภาพเป็นฉากๆ ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริง
แม้ลู่เฉิงจะเคยฟังเรื่องนี้จากปากเจียงโม่หลี่มาแล้วรอบหนึ่ง แต่เวอร์ชันของภรรยาเขานั้นช่างรวบรัดตัดตอน ผิดกับเวอร์ชันของน้องเมียที่เล่าได้ละเอียดละออเห็นภาพการเคลื่อนไหวทุกช็อต พอได้ยินเจียงเผิงเล่าถึงตอนที่พี่สาวกระโดดถีบคนร้าย ลู่เฉิงก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เขาโดนภรรยาตัวน้อยถีบในวันที่ไปเมือง...
สำหรับคนอื่น เจียงโม่หลี่อาจจะดูดุร้ายและก้าวร้าว แต่ในสายตาของลู่เฉิง ภาพภรรยาตัวน้อยที่แยกเขี้ยวขู่ฟ่อนั้นช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
การแสดงดำเนินไปจนจบและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เจียงโม่หลี่กวาด "ค่าความรังเกียจ" จากระบบไปได้กว่า 200 แต้ม เมื่อรวมกับรอบก่อนหน้านี้ เธอมีแต้มสะสมเกือบ 500 แต้ม ซึ่งเทียบเท่ากับเงินเกือบ 5 ล้านในระบบ! เรียกว่ารวยเละแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียว
ชาวบ้านเองก็มีความสุขกันถ้วนหน้า คนส่วนใหญ่ในที่นี้เกิดและเติบโตในตำบลเล็กๆ ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่เคยดูละครตลกแบบนี้มาก่อน พวกเขาหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งและยังคงจับกลุ่มคุยกันอย่างตื่นเต้นแม้การแสดงจะจบลงไปพักใหญ่แล้ว
“ละครสนุกจริงๆ เลยนะเนี่ย”
“นั่นสิ พวกแก๊งค้ามนุษย์นี่มันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหลือเกิน กลับบ้านไปฉันต้องไปสอนลูกสอนหลานใหม่แล้ว เดี๋ยวจะหลงกลพวกมันเข้า”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดี เจียงฉิงยืนมองภาพความสำเร็จของน้องสาวต่างแม่ด้วยความริษยาที่สุมแน่นอยู่ในอก เธอขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ในความคิดของเธอ ทุกสิ่งที่เจียงโม่หลี่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นคำชมเยินยอหรือหน้าตาทางสังคม ล้วนมาจากบารมีของลู่เฉิงทั้งสิ้น
สินสอดมากมาย งานแต่งใหญ่โตอลังการ และตอนนี้ก็ยังใช้เส้นสายในกองทัพมาปูทางให้เมียตัวเองดูดีมีความสามารถ ลู่เฉิงช่างเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ หาที่ติไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ ทำไมสวรรค์ถึงตาถั่วส่งผู้ชายดีๆ แบบนี้ไปให้คนอย่างเจียงโม่หลี่!
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ สู้ปล่อยให้นังโม่หลี่แต่งงานกับจางเจียหมิงไปซะก็สิ้นเรื่อง!
เจียงฉิงจ้องมองเจียงโม่หลี่ที่ยืนยิ้มร่าอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีตรงไปยังที่ทำการไปรษณีย์ด้วยความคับแค้นใจอย่างที่สุด
...
แม้จะเป็นการแสดงเพื่อการกุศล แต่ทางคอมมูนก็ยังมีน้ำใจมอบมันฝรั่งกระสอบใหญ่กับแม่ไก่ตัวอ้วนพีให้อีกหนึ่งตัวเป็นค่าตอบแทนน้ำพักน้ำแรง
มันฝรั่งนั้นแบ่งสรรปันส่วนกันได้ง่ายๆ แต่แม่ไก่ตัวเดียวนี่สิ ปัญหาโลกแตกชัดๆ
“เชือดมันเลย!”
ลู่ถิงถิงเสนอไอเดียด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ
“ต้มหม้อใหญ่ๆ กินด้วยกันให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย!”
เฟิงเหม่ยหัวหันมาขอความเห็นจากเจียงโม่หลี่ เพราะถือว่างานนี้สำเร็จลุล่วงได้ก็เพราะไอเดียอันบรรเจิดของเธอ
เจียงโม่หลี่ทำท่าครุ่นคิดพลางเดาะลิ้นเบาๆ
“ฉันว่าเลี้ยงไว้ดีกว่าค่ะ ถือว่าเป็นสมบัติส่วนกลางของโรงเรียน ไข่ที่ได้ก็เอามาบำรุงพวกครูหรือทำอาหารให้เด็กๆ กิน”
ข้อเสนอนี้ฟังดูดีมีหลักการ แต่การเลี้ยงสัตว์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ต้องให้อาหาร แล้วจะเอาข้าวที่ไหนมาให้มันกินกันล่ะ?
เมื่อเห็นสีหน้ากังวลใจของเฟิงเหม่ยหัว เจียงโม่หลี่ก็รีบอธิบายขยายความต่อทันที
“นักเรียนเราตั้งเยอะแยะ แบ่งเวรกันดูแลสิคะ คนละวันก็วนกันได้ทั้งเทอมแล้ว ส่วนเรื่องอาหารไก่ เราก็เอาไข่ไปแลกธัญพืชราคาถูกๆ หรือไม่ก็เศษผักเหลือทิ้ง แมลงในแปลงผัก แค่นี้ก็เลี้ยงได้สบายแล้วค่ะ ไม่เห็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับแผนการระยะยาวนี้ ถ้าเชือดกินตอนนี้ คนเยอะขนาดนี้คงได้กินแค่น้ำแกงวิญญาณไก่จางๆ สู้เก็บไว้กินไข่ยาวๆ ดีกว่า
จะมีก็แต่ลู่ถิงถิงที่ทำหน้ามุ่ย คัดค้านหัวชนฝา
“แต่ฉันก็เล่นละครนะ! แถมยังโดนปามันฝรั่งใส่จนเจ็บไปหมดทั้งตัว ไก่ตัวนี้ต้องมีส่วนของฉันด้วย ฉันจะกินไก่!”
เจียงโม่หลี่หัวเราะขำด้วยความเอ็นดู เดินเข้าไปบีบแก้มป่องๆ ของคุณหนูจอมเอาแต่ใจ
“โธ่ๆ แม่คุณ หิวเนื้อล่ะสิ เดี๋ยวอาสะใภ้สามจะพาไปกินของอร่อยในเมืองเป็นการไถ่โทษ ตกลงไหมจ๊ะ?”
ลู่ถิงถิงปัดมือเจียงโม่หลี่ออกอย่างแง่งอน แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรต่อ เพราะเธอก็อยากกินของอร่อยจริงๆ นั่นแหละ ตั้งแต่มาที่นี่ก็แทบไม่ได้กินเนื้อดีๆ เลย คราวก่อนมาตลาดก็ดันเจอเรื่องซวยจนของกินหายเกลี้ยง
หลังจากตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อย เฟิงเหม่ยหัวและคนอื่นๆ ก็พากันขนมันฝรั่งและแม่ไก่กลับค่ายไปก่อน ส่วนเจียงโม่หลี่ เจียงเผิง ลู่ถิงถิง และลู่เฉิง ยังคงอยู่ต่อเพื่อเดินเที่ยวชมเมือง
เสิ่นเหยียนจือเองก็ขอติดสอยห้อยตามมาด้วย เพราะเขาเพิ่งได้หอพักใหม่ที่โรงเรียนจึงต้องซื้อของใช้ส่วนตัว และจะได้อาศัยติดรถลู่เฉิงกลับค่ายทีเดียวประหยัดค่าเดินทาง
เจียงโม่หลี่เดินนำขบวนชมตลาดพลางหันไปมองน้องชายด้วยความระอาใจ
“ไปทำอะไรมา ทำไมตัวดำเป็นถ่านอย่างกับไปตกถังสีมาแบบนี้ฮะ?”
เจียงเผิงยักไหล่ไม่ยี่หระกับคำแซว
“เพื่อนในหน่วยก็ดำกันหมดแหละพี่... เฮ้ย พี่! นั่นขนมแป้งทอดไส้มันฝรั่ง! ผมอยากกิน!”
เจียงโม่หลี่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจแต่ก็ยอมควักกระเป๋าซื้อมา 5 ชิ้น แจกจ่ายให้ทุกคนเดินกินไปพลางๆ ระหว่างเดินผ่านร้านตีเหล็ก เจียงเผิงก็ชะงักฝีเท้ากึกทันที
ลู่เฉิงที่เดินอยู่ข้างๆ หยุดตามด้วยความสงสัย
“มีอะไรเหรอ?”
“พี่เขย... ดูโซ่นั่นสิ”
เจียงเผิงชี้นิ้วไปที่โซ่เหล็กเส้นเล็กที่แขวนโชว์หราอยู่หน้าร้าน พลางทำตาวิบวับเจ้าเล่ห์
ลู่เฉิงมองตามอย่างงงๆ
“จะเอาไปทำอะไร?”
เจียงเผิงเหลือบมองพี่สาวที่เดินนำลิ่วอยู่ข้างหน้า ก่อนจะหันมาขยิบตาให้พี่เขยแล้วทำท่าทางประกอบ ประมาณว่า ‘เอาไปล่ามพี่สาวผมสิ รับรองหนีไปไหนไม่ได้’
ลู่เฉิงเข้าใจความหมายทันทีถึงกับพูดไม่ออก... ไอ้เด็กนี่มันวอนหาเรื่องจริงๆ
เหมือนมีสัญชาตญาณบางอย่างเตือนภัย เจียงโม่หลี่ที่เดินนำไปแล้วจู่ๆ ก็หันขวับกลับมา เธอเห็นสองหนุ่มยืนซุบซิบกันหน้าร้านตีเหล็กก็เดินย้อนกลับมาพร้อมกัดขนมตุ้ยๆ
“มุงดูอะไรกัน? โซ่หมา? นี่พวกนายจะเลี้ยงหมาเหรอ?”
ลู่เฉิงสะดุ้งโหยง รีบยกมือลูบจมูกแก้เก้อ
“เปล่าๆ... ไม่มีอะไร แค่ดูเฉยๆ”
เจียงเผิงหุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าเล่นมุกต่อ ขืนให้พี่สาวรู้ว่าเขาแนะให้พี่เขยซื้อโซ่ไปล่ามเธอ ต่อให้พูดเล่นก็คงโดนเตะก้นลายแน่ๆ
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน เจียงโม่หลี่ก็พาทุกคนไปร้านอาหารเพียงแห่งเดียวในตำบล เธอสั่งเมนูเด็ดอย่างขนมจีน ปลาเผาตะไคร้ และไก่นึ่งกระบอกไม้ไผ่มาเลี้ยงฉลองชุดใหญ่
กลิ่นหอมของอาหารทำเอาน้ำลายสอ เจียงเผิงไม่ต้องพูดถึง ฟาดเรียบราวกับพายุลง แม้แต่ลู่ถิงถิงผู้รักสวยรักงามก็ยังลืมรักษาภาพพจน์กุลสตรี กินจนปากมันแผลบด้วยความฟิน
เนื้อจ๋า... พี่คิดถึงน้องเนื้อเหลือเกิน!
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเต็มคราบ ก็ได้เวลากลับค่าย ลู่เฉิงรับหน้าที่สารถีขับรถจี๊ป เจียงโม่หลี่จองที่นั่งข้างคนขับตามระเบียบ ส่วนเสิ่นเหยียนจือ ลู่ถิงถิง และเจียงเผิงต้องเบียดกันที่เบาะหลัง
“ขึ้นไปสิ รอให้ใครมาจุดธูปเชิญหรือไง?”
เจียงเผิงเร่งยิกๆ เมื่อเห็นลู่ถิงถิงยืนลังเลอยู่ที่ประตูรถไม่ยอมขึ้นสักที
“จะรีบไปตายรึไงฮะ!”
ลู่ถิงถิงหันมาแว้ดใส่เสียงเขียว แต่สายตากลับเหลือบมองเสิ่นเหยียนจือที่ขึ้นไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
แผนการในหัวของเธอกำลังทำงาน เธออยากจะขึ้นไปทีหลังเพื่อจะได้นั่งเบียดแนบชิดกับ “ครูพี่เสิ่น” รูปหล่อ แต่ทว่า...
เจียงเผิงไวกว่าลิงลม เขาอาศัยจังหวะที่ลู่ถิงถิงมัวแต่ชายตามองผู้ชาย มุดตัวเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว แล้วหย่อนก้นนั่งลงตรงกลาง ประกบข้างเสิ่นเหยียนจือไว้แน่นหนา ตัดหน้าลู่ถิงถิงอย่างเลือดเย็น!
[จบบท]