บทที่ 157: โฉมงามใต้แสงตะเกียง
ภายในห้องโถงกลางของบ้านตระกูลลู่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ลู่เต๋อเจามองดูถุงกระสอบใบใหญ่ที่วางอยู่กลางห้องด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ไหนดูซิ เจ้าสามกับหนูโม่หลี่ส่งของดีอะไรมาให้พวกเราบ้าง"
เมื่อได้ยินลู่เต๋อเจาพูดแบบนั้น เจียงต้าไห่ก็รีบก้มตัวลงไปแก้มัดปากถุงกระสอบอย่างกุลีกุจอ ปากก็พูดยิ้มๆ ว่า
"เห็นว่ามีใบชา ผลไม้อบแห้ง งานปัก แล้วก็พวกสมุนไพรด้วยนะครับ"
จังหวะที่เจียงต้าไห่ก้มหน้าก้มตาแก้เชือกอยู่นั้น อันฮุ่ยก็ฟาดฝ่ามือลงไปที่กลางหลังของลู่เต๋อเจาเข้าให้หนึ่งทีดังปึก พร้อมกับส่งสายตาเป็นการเตือนสามีว่าอย่าทำตัวออกนอกหน้าเกินงาม
ลู่เต๋อเจาได้แต่ยกมือขึ้นลูบหลังป้อยๆ หัวเราะแหะๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเจ็บพลางทำหน้าทะเล้นใส่ภรรยา
"ก็คนมันอยากรู้นี่นา"
ป้าหม่าที่เพิ่งยกจานกับข้าวออกมาจากในครัว เห็นทั้งสามคนกำลังมุงดูถุงกระสอบกันอยู่ก็วางจานลงแล้วเดินเข้ามาสมทบด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ลู่เต๋อเจาเริ่มหยิบของในกระสอบออกมาทีละชิ้นพร้อมกับขานชื่อของไปด้วย
"นี่ชาผู่เอ๋อร์ นี่ก็ชาขาว... โอ้โฮ ยังมีกล้วยตาก ขนุนอบแห้ง แล้วก็นลูกอมรสมะพร้าว..."
หลังจากรื้อค้นดูของในกระสอบจนครบถ้วนแล้ว ลู่เต๋อเจาก็ยืดตัวขึ้นแล้วหันไปพูดกับอันฮุ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ
"เหมือนกับของที่ส่งมาให้บ้านเราเปี๊ยบเลย เจ้าสามนี่มันยุติธรรมดีจริงๆ รู้จักวางตัวเป็นกลางไม่ลำเอียง"
อันฮุ่ยค้อนขวับใส่สามีวงใหญ่ ก่อนจะหันไปพูดกับเจียงต้าไห่ด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
"คุณพ่อหนูโม่หลี่ ลำบากคุณแย่เลยที่ต้องหอบของพวกนี้มาให้ถึงที่ จริงๆ แล้วเจ้าสามเขาก็ส่งมาให้ทางเราชุดหนึ่งเหมือนกันค่ะ"
เจียงต้าไห่ตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มซื่อๆ
"ไม่เป็นไรหรอกครับ บ้านคุณคนเยอะ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็แยะ แบ่งเอาไว้เป็นของฝากของกำนัลบ้างก็ดีครับ"
พูดจบเขาก็ทำท่าจะขอตัวกลับ
"งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ"
ลู่เต๋อเจารีบคว้าแขนเขาไว้ทันที
"จะรีบไปไหนกัน นานๆ จะมาที อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ"
"ไม่ดีกว่าครับ เกรงใจ"
"เกรงใจอะไรกันเล่า เดี๋ยวผมจะเปิดเหล้าขวดใหม่ เรามาดวลกันสักจอกสองจอก..."
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น จู่ๆ ฟ่านเหวินฟางก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในบ้าน ใบหน้าของเธอซีดเผือด ร่างกายโงนเงนเหมือนคนจะเป็นลม ราวกับเพิ่งเจอเรื่องคอขาดบาดตายมา
อันฮุ่ยรีบเข้าไปประคองลูกสะใภ้ไว้
"เป็นอะไรไปแม่ใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
"คุณแม่คะ..."
ฟ่านเหวินฟางขอบตาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือสะอึกสะอื้น
"ยายหนูถิงถิง... ถิงถิงแย่แล้วค่ะ แกโดนพวกแก๊งลักเด็กจับตัวไปแล้ว!"
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางวง ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อสิบนาทีก่อนหน้านี้ ฟ่านเหวินฟางเพิ่งได้รับโทรเลขส่งตรงมาจากเมิ่งไฮ่ ข้อความในโทรเลขเขียนสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า "แม่ ช่วยหนูด้วย หนูโดนพวกแก๊งลักเด็กจับตัวไป"
ฟ่านเหวินฟางยื่นโทรเลขส่งให้ลู่เต๋อเจาและอันฮุ่ยดู มือไม้สั่นเทาพร้อมกับยกมือขึ้นปาดน้ำตา
"ถ้าช่วยถิงถิงกลับมาไม่ได้ ฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว..."
อันฮุ่ยเองก็ใจหายวาบเมื่อเห็นข้อความในโทรเลข แต่พอตั้งสติได้ เธอก็หันไปปลอบลูกสะใภ้
"อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป ถ้าถิงถิงเป็นอะไรไปจริงๆ ป่านนี้เจ้าสามต้องโทรศัพท์มาบอกเราแล้วสิ! เดี๋ยวแม่จะโทรไปถามเจ้าสามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้แหละ"
ลู่เต๋อเจาไม่รอช้า เขารีบคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาหมุนหาลูกชายทันที
เจียงต้าไห่ขยับเข้าไปยืนข้างๆ อันฮุ่ย ชะโงกหน้าดูเนื้อหาในโทรเลขด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม หลานสาวของตระกูลลู่เดินทางไปเมิ่งไฮ่พร้อมกับลูกสาวของเขา ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับลู่ถิงถิง แล้วเจียงฉิงล่ะ? ลูกสาวของเขาจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง?
สายโทรศัพท์ติดแล้ว แต่ลู่เฉิงไม่ได้อยู่ในค่ายทหาร ต้องรอให้ทหารเวรวิ่งไปตามตัวมาให้
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของฟ่านเหวินฟางดังระงมไปทั่วบ้าน ดวงตาของเธอบวมเป่งเหมือนลูกท้อสุก ป้าหม่ารีบวิ่งไปหยิบผ้าขนหนูมาชุบน้ำส่งให้
"อย่าเพิ่งร้องไห้ไปเลย ทำใจดีๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวรอลู่เฉิงมาคุยก่อนนะ..."
"จะไม่ให้ฉันร้องไห้ได้ยังไงคะ! พวกแก๊งลักเด็กมันเลวทรามต่ำช้าแค่ไหนใครๆ ก็รู้ ถิงถิงตกไปอยู่ในมือพวกมัน จะมีจุดจบดีๆ ได้ยังไง!"
ฟ่านเหวินฟางตะโกนทั้งน้ำตา พลางตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจไปทางเจียงต้าไห่ เห็นได้ชัดว่าเธอพาลโกรธไปถึงตระกูลเจียงด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงโม่หลี่เป็นตัวต้นเหตุ ลูกสาวของเธอคงไม่ต้องถ่อสังขารไปไกลถึงเมิ่งไฮ่แบบนั้น
...
ตัดภาพมาที่เมิ่งไฮ่ ลู่เฉิงเพิ่งทานมื้อเย็นเสร็จและกำลังเดินกลับเข้าค่าย ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูค่าย เขาก็เจอกับจางเจียหมิงที่ยืนดักรออยู่
"ผู้พันลู่ครับ"
ลู่เฉิงหยุดเดินแล้วมองหน้าอีกฝ่าย
"มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
จางเจียหมิงมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องที่ลู่ถิงถิงตบตีกับเจียงฉิงในหอพักเมื่อช่วงบ่ายให้ฟังอย่างละเอียด
"...ผู้พันลู่ครับ คุณช่วยตักเตือนหลานสาวคุณหน่อยได้ไหมครับ บอกเธอว่าอย่ามารังแกเสี่ยวฉิงบ่อยนักเลย"
เมื่อช่วงเย็นตอนที่เจียงฉิงมารับปิ่นโตข้าวที่หน้าค่าย จางเจียหมิงสังเกตเห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบนใบหน้าและตามเนื้อตัวของเธอ พอซักถามจนรู้ความจริงว่าเป็นฝีมือของลู่ถิงถิง เขาก็รู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ลำพังแค่รังแกกันตามปกติเขาก็พอทนได้ แต่นี่ถึงขั้นลงไม้ลงมือจนได้เลือดได้แผล มันเกินไปหน่อยไหม
เมื่อได้ยินว่าเมื่อตอนบ่ายลู่ถิงถิงก่อเรื่องวิวาทกับเจียงฉิงอีกแล้ว ลู่เฉิงก็นวดขมับด้วยความปวดหัว เขาไม่ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องจุกจิกของผู้หญิง แต่ในเมื่อลู่ถิงถิงเป็นหลานสาวแท้ๆ จะไม่สนใจเลยก็คงไม่ได้
เขาถามไถ่อาการบาดเจ็บของเจียงฉิงพอเป็นพิธี เมื่อรู้ว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาก็พยักหน้ารับรู้
"ได้ เรื่องนี้ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวว่างๆ ฉันจะคุยกับถิงถิงให้"
เขาไม่ได้ถามถึงสาเหตุของการทะเลาะวิวาท เพราะตอนนี้เขามองออกแล้วว่าจางเจียหมิงเป็นพวกหูเบาเชื่อคนง่าย เมียว่าไงก็ว่าตามกัน คำพูดที่ออกจากปากเจียงฉิงเชื่อถือไม่ได้ เขาต้องไปถามความจริงจากหลานสาวตัวเองถึงจะถูก
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่นั้น ทหารเวรก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่ามีโทรศัพท์ทางไกลถึงลู่เฉิง
"ฮัลโหล ผมลู่เฉิงครับ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า?"
ทันทีที่ได้ยินเสียงลูกชาย ลู่เต๋อเจาก็ระเบิดอารมณ์ใส่โทรศัพท์ทันที
"ไอ้ลูกทรพี! ถิงถิงอยู่ไหน?"
"ด่าได้ดีนี่ครับ ถิงถิงก็อยู่ที่หอพักน่ะสิ พ่อมีธุระอะไรกับหลานหรือเปล่า?"
พอลู่เต๋อเจาได้ยินว่าหลานสาวปลอดภัยดี เขาก็หันไปโบกไม้โบกมือให้อันฮุ่ยกับฟ่านเหวินฟางที่ยืนลุ้นตัวโก่งอยู่ข้างหลัง แล้วกระซิบเร็วๆ ว่า "ถิงถิงปลอดภัยดี"
ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เขาเผลอด่าลูกชายด้วยคำหยาบคายไปหน่อย ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ
ไอ้ลูกเวรนี่!
"พี่สะใภ้ใหญ่ได้รับโทรเลข บอกว่าถิงถิงโดนแก๊งลักเด็กจับตัวไป มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ฮะ?!"
ลู่เฉิงเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้พ่อฟัง แต่ในใจกลับเริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนส่งโทรเลขฉบับนั้นไปปั่นป่วนที่บ้าน เขากับเจียงโม่หลี่ตกลงกันแล้วว่าจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน ไม่ใช่ว่าเจตนาจะโกหก แต่ไม่อยากให้คนแก่ที่บ้านต้องมาพลอยเป็นห่วง ตั้งใจว่ารอให้พาลู่ถิงถิงกลับบ้านไปได้ก่อนค่อยเล่าความจริง
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวที่ลู่ถิงถิงอยากกลับบ้านจนตัวสั่น กับเนื้อหาในโทรเลข ลู่เฉิงก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าลู่ถิงถิงจะเป็นคนแอบส่งโทรเลขไปเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวปลอดภัยดีแล้ว แต่ฟ่านเหวินฟางก็ยังยื่นคำขาดผ่านโทรศัพท์ สั่งให้ลู่เฉิงรีบส่งตัวลู่ถิงถิงกลับบ้านเดี๋ยวนี้
พอกวางหูโทรศัพท์ลง ลู่เฉิงก็เริ่มวางแผนเรื่องการส่งหลานสาวกลับบ้าน ส่งกลับไปเสียได้ก็ดีเหมือนกัน ขืนให้อยู่ที่นี่ต่อมีหวังได้ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันแน่
ทางด้านบ้านตระกูลลู่ เมื่อทุกคนรู้ว่าลู่ถิงถิงปลอดภัยดี บรรยากาศตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง
เจียงต้าไห่ปฏิเสธคำชวนให้อยู่กินข้าวเย็นต่อ เพราะเรื่องที่ลู่ถิงถิงไปเมิ่งไฮ่มันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกสาวของเขาเหมือนกัน โชคดีที่ไม่ได้โดนลักพาตัวไปจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะชดใช้ให้ครอบครัวเขายังไงไหว
เขาเดินคอตกกลับบ้านด้วยความกลัดกลุ้ม
หลี่หงอิงยังคงตั้งโต๊ะรอสามีกลับมากินข้าวพร้อมหน้า พอเห็นสีหน้าอมทุกข์ของเขา เธอก็อดถามไม่ได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เจียงต้าไห่เล่าเรื่องที่ลู่ถิงถิงเกือบโดนแก๊งลักเด็กจับไปให้ฟัง
หลี่หงอิงฟังจบ ในใจก็ร้อนรนอยากรู้ความเป็นอยู่ของลูกสาวตัวเองที่นั่นบ้าง แต่พอเห็นเจียงต้าไห่กำลังเครียดจัด เธอเลยไม่กล้าเอ่ยปากขอให้โทรไปถามข่าวคราวของลูกสาวกับลูกเขย
...
หลังการฝึกซ้อมช่วงค่ำเสร็จสิ้น ลู่เฉิงดูเวลาแล้วเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงไม่ได้แวะไปหาลู่ถิงถิง แต่เลือกที่จะกลับไปที่บ้านพักรับรอง เขาเล่าเรื่องที่ทางบ้านโทรมา และเรื่องที่จางเจียหมิงมาฟ้องว่าลู่ถิงถิงรังแกเจียงฉิงให้เจียงโม่หลี่ฟัง
"พรุ่งนี้ผมจะลองเช็คกับทางกองพันดู ว่าช่วงวันสองวันนี้มีขบวนรถกลับหรงเฉิงบ้างไหม จะได้ฝากให้ถิงถิงกลับไปพร้อมกันเลย จะได้ไม่ต้องอยู่ที่นี่ให้วุ่นวาย"
เจียงโม่หลี่ไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้ แต่เธอกลับสงสัยเรื่องคนส่งโทรเลขมากกว่า ด้วยนิสัยที่คลั่งรักเสิ่นเหยียนจือขนาดนั้น ลู่ถิงถิงน่าจะไม่ยอมกลับไปง่ายๆ ในตอนนี้หรอก
คิดได้ดังนั้น เธอก็หันไปบอกลู่เฉิงว่า
"พรุ่งนี้เย็นคุณไม่ต้องหิ้วปิ่นโตกลับมานะ"
พอลู่เฉิงมองมาด้วยความสงสัย เธอก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
"ครูใหญ่เฟิงเชิญพวกเราไปทานข้าวเย็นด้วยค่ะ"
ลู่เฉิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม "ครูใหญ่เฟิง? เขาจะเชิญเราไปกินข้าวทำไม?"
"ช่างเถอะน่า มีของฟรีให้กินก็กินๆ ไปเถอะ ปิดไฟนอนได้แล้ว"
เจียงโม่หลี่ทิ้งตัวลงนอนราบแล้วหลับตาลง
ลู่เฉิงลุกขึ้นนั่งเตรียมจะเอื้อมมือไปปิดไฟ แต่สายตาคมกริบของเขากลับสะดุดหยุดอยู่ที่ใบหน้างดงามราวกับหยกสลักและลำคอระหงของภรรยา
โบราณว่าไว้ 'มองดูหญิงงามใต้แสงตะเกียง ยิ่งมองยิ่งสะท้านใจ' ช่างเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลยสักนิด
และในเรื่องระหว่างชายหญิง ลู่เฉิงก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมปล่อยให้ตัวเองต้องอดอยากปากแห้งเสียด้วย
ขณะที่เตียงกำลังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะรัก จู่ๆ เจ้าเจียวเจียวก็มุดออกมาจากใต้เตียง มันแหงนหน้าที่มีขนฟูฟ่องขึ้นมองสองร่างที่กำลังนัวเนียกันอยู่บนเตียง แล้วเห่าออกมาเสียงดัง
"โฮ่ง! โฮ่ง!" ดึกดื่นป่านนี้ ทำอะไรกันน่ะ?
"ไปให้พ้น!" ลู่เฉิงสบถออกมาอย่างหัวเสีย
"โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!"
เมื่อโดนเจ้าหมาตัวดีขัดจังหวะเข้าอย่างจัง ทั้งสองคนเลยจำใจต้องจบกิจกรรมเข้าจังหวะลงอย่างน่าเสียดาย
[จบบท]