บทที่ 184: ผู้หญิงสองคนปรับทุกข์กัน
"จริงเหรอครับ! ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยสิ!"
น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่ของเสิ่นเหยียนจือ ทำเอารอยยิ้มหวานหยดย้อยที่ลู่ถิงถิงปั้นแต่งมาดิบดีถึงกับค้างเติ่งกลางอากาศ
หญิงสาวจ้องมองใบหน้าครูหนุ่มที่เธอแอบมีใจให้ด้วยสายตาตัดพ้อรุนแรง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเหมือนทำนบน้ำตาใกล้จะแตก
ฝ่ายเสิ่นเหยียนจือเพิ่งจะรู้ตัวว่าความดีใจของตัวเองมันออกนอกหน้าเกินเบอร์ไปหน่อย พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะร้องไห้โฮ เขาก็เริ่มเลิ่กลั่ก รีบกระแอมไอแก้เก้อแล้วพยายามอธิบายลิ้นพันกัน
"เอ่อ... เดี๋ยวครับครูลู่ คือผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึง... มันเป็นเรื่องดีที่คุณจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวไงครับ ป่านนี้ทางบ้านคุณคงคิดถึงแย่แล้ว ผมก็เลย... เอ่อ อยากอวยพรล่วงหน้า ขอให้คุณเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ"
ลู่ถิงถิงเบะปากคว่ำทันที เธอไม่ได้โง่ขนาดดูไม่ออกว่านี่มันแค่คำพูดรักษาน้ำใจแบบขอไปที
"ครูเสิ่นคะ ฉันไม่ได้ซื่อบื้อนะคะ คุณรำคาญฉันชัดๆ คุณคงอยากให้ฉันรีบไสหัวไปให้พ้นๆ ไวๆ ใช่ไหมล่ะ ถามจริงๆ เถอะค่ะ คุณไม่มีความรู้สึกชอบฉันสักนิดเลยเหรอคะ ฉันมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไง"
คำถามขวานผ่าซากทำเอาบรรยากาศรอบตัวเงียบกริบไปชั่วขณะ เสิ่นเหยียนจือถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพที่ขีดเส้นแบ่งระยะห่างอย่างชัดเจนจนคนฟังเจ็บจี๊ด
"ขอโทษด้วยครับครูลู่ แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตคุณจะต้องได้เจอกับคนที่มีใจตรงกัน และเหมาะสมกับคุณแน่นอนครับ"
คำปฏิเสธที่นุ่มนวลแต่เชือดเฉือนหัวใจทำให้ลู่ถิงถิงไหล่ห่อเหี่ยวลงทันตา เธอเดินลากขาอย่างไร้เรี่ยวแรงกลับไปยังบ้านพักรับรอง สภาพดูไม่จืดเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด
ทว่าทันทีที่ก้าวขาเข้ามาในลานกว้างหน้าบ้านพัก เสียงทักทายกวนประสาทที่คุ้นเคยก็ดังลอยลงมาจากด้านบน
"เฮ้!"
ลู่ถิงถิงเงยหน้าขวับ ก็เห็นเจียงโม่หลี่ยืนเท้าคางเกาะระเบียงชั้นสอง ส่งยิ้มร่าเริงมาให้ เธอกำลังหงุดหงิดได้ที่จึงถลึงตาใส่อีกฝ่ายตาเขียวปัด
"จะทำอะไร"
"อย่าเดินคอตกแบบนั้นสิ เดี๋ยวก็ยิ่งดูเตี้ยเข้าไปใหญ่นะ"
เจียงโม่หลี่แซวขำๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนโดนราดน้ำมันเบนซินลงบนกองเพลิง ลู่ถิงถิงค้อนขวับวงใหญ่จนตาแทบคว่ำ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าปึงปังขึ้นบันได ตรงดิ่งบุกเข้าไปในห้องพักของเจียงโม่หลี่แล้วเริ่มโวยวายระบายอารมณ์ทันที
"ทั้งหมดเป็นเพราะเธอเลย! แผนการบ้าบออะไรที่แนะนำมา ไม่เห็นจะได้เรื่องสักอย่าง ไร้ประโยชน์สิ้นดี!"
เจียงโม่หลี่ที่เดินตามเข้ามาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะสวนกลับหน้านิ่ง
"เป็นไปได้ไหมว่าที่แผนมันไม่เวิร์ก ไม่ใช่เพราะแผนไม่ดี แต่เป็นเพราะคนใช้แผนไร้ประโยชน์เองหรือเปล่า"
"นี่เธอ!" ลู่ถิงถิงหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห "จะด่าว่าฉันห่วยแตกงั้นเหรอ"
เจียงโม่หลี่เดินเข้าไปตบไหล่หญิงสาวเบาๆ สองสามที ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะปลอบใจ แต่ประโยคที่หลุดออกมากลับเหมือนเอามีดกรีดซ้ำแผลเดิม
"อย่าเพิ่งฟูมฟายไปเลยน่า ลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้างสิ ต่อให้เปรียบเทียบว่าเธอเป็นคางคกที่อยากกินเนื้อหงส์ แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นคางคกที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่นะ เพราะเธอเคยพยายามจีบหงส์มาแล้วไง ถือเป็นเกียรติประวัติแก่วงตระกูลคางคกเลยนะ"
ลู่ถิงถิงยืนสตั๊นไปสามวิ พอประมวลผลคำปลอบใจฉบับเจียงโม่หลี่ได้ เธอก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความคับแค้นใจสุดขีด
…
วันต่อมาตรงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทางโรงเรียนจึงจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ขึ้นในช่วงค่ำ
ความมืดมิดยามราตรีถูกไล่ที่ด้วยแสงสีส้มจากกองไฟกองใหญ่ที่ลุกโชนอยู่กลางสนาม แสงไฟเต้นระริกสาดส่องไปทั่วบริเวณจนสว่างไสว เปียโนหลังเก่าที่ถูกเก็บจนฝุ่นจับในห้องเก็บของมานานถูกขนออกมาตั้งตระหง่านอยู่ใต้เสาธง ดูขลังและงดงามแปลกตา
เสิ่นเหยียนจือในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตานั่งหลังตรงอยู่หน้าเปียโน นิ้วเรียวยาวพรมลงบนคีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่ว บรรเลงท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะจนคนฟังเคลิ้ม เด็กนักเรียนนั่งล้อมวงกัน โยกหัวไปมาตามจังหวะดนตรีแล้วส่งเสียงร้องประสานกันอย่างพร้อมเพรียง
"ดวงดาวบนท้องฟ้าไม่พูดจา... ตุ๊กตาบนพื้นดินคิดถึงแม่..."
เสียงเพลงใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กๆ ดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงไฟจากกองฟืนส่องกระทบใบหน้าไร้เดียงสาของพวกเขา ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่มีชีวิต
ลู่ถิงถิงนั่งมองภาพตรงหน้าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ ความรู้สึกเศร้าสร้อยและอาลัยอาวรณ์ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
บรรยากาศดีๆ แบบนี้มันช่างบีบหัวใจคนจะไปเหลือเกิน
เจียงโม่หลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางดราม่าซีนใหญ่ของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะกระเซ้า
"ถ้าจะอาลัยอาวรณ์ขนาดนี้ ก็ไม่ต้องกลับแล้วไหม อยู่ที่นี่ต่อไปเลยสิ"
ลู่ถิงถิงหันขวับมามองตาขวาง ทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำและฉ่ำน้ำ
"แล้วทำไมเธอไม่เห็นอยู่ต่อบ้างล่ะ"
"ฉันมีธุระต้องกลับไปจัดการ" เจียงโม่หลี่ตอบปัด
"ชิ! อย่ามาอ้างหน่อยเลย เธอน่ะทนความลำบากยากจนของที่นี่ไม่ไหวมากกว่า"
ทั้งสองคนยังไม่ทันจะได้ปะทะคารมกันต่อ เสียงดนตรีก็ค่อยๆ ผ่อนจังหวะเบาลงและหยุดไปในที่สุด จากนั้นเสียงของเด็กนักเรียนทุกคนก็ดังกึกก้องขึ้นมาพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้ดิบดี
"คุณครูเจียงครับ! คุณครูลู่คะ! ขอบคุณสำหรับการเสียสละและการสั่งสอนดูแลพวกเรามาตลอดนะครับ! พวกครูลำบากมามากแล้ว ขอบคุณจริงๆ ครับ!"
งานคืนนี้ไม่ใช่แค่การฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่ยังเป็นงานเลี้ยงอำลาสำหรับพวกเธอทั้งสองคนด้วย
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนขอบคุณจากใจจริงของเด็กๆ เขื่อนน้ำตาของลู่ถิงถิงที่กลั้นไว้ก็พังทลายลงทันที เธอร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา เจียงโม่หลี่ก็อยู่ช่วยเก็บกวาดสถานที่จนเรียบร้อย
"ครูเจียงคะ"
เสียงเรียกเล็กๆ ทำให้เจียงโม่หลี่หันกลับไปมอง พบว่าเป็นสองพี่น้องตระกูลจง จงซินเอ๋อร์และจงสี่เอ๋อร์ยืนบิดมือไปมาด้วยท่าทางขัดเขิน เธอจึงส่งยิ้มหวานไปให้
"ว่าไงจ๊ะ มีอะไรหรือเปล่า"
จงซินเอ๋อร์ผู้เป็นพี่สาวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ
"ถ้าครูกลับบ้านไปแล้ว หนูขอเขียนจดหมายหาครูได้ไหมคะ"
เจียงโม่หลี่ยิ้มกว้าง ตอบกลับอย่างใจดี
"ได้สิ เขียนเสร็จแล้วเอาไปฝากไว้ที่ผู้พันลู่ เดี๋ยวเขาจะช่วยส่งต่อให้ครูเอง"
จงสี่เอ๋อร์น้องสาวตัวน้อยกระพริบตาปริบๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความหวัง ก่อนจะถามคำถามที่ค้างคาใจ
"ครูเจียงคะ... แล้วครูจะกลับมาที่นี่อีกไหมคะ"
แววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความคาดหวังของเด็กน้อยทำเอาหัวใจของเจียงโม่หลี่อ่อนยวบ เธอเอื้อมมือไปลูบแก้มเด็กหญิงเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"พวกเธอสองคนต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่ใช่เพื่อพ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อครู แต่เพื่อตัวพวกเธอเอง ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ทางเลือกในชีวิตของพวกเธอก็จะยิ่งกว้างไกลมากขึ้นเท่านั้น เข้าใจไหม"
สองพี่น้องพยักหน้าหงึกหงัก รับปากอย่างจริงจัง
แม้ว่าพวกผู้ใหญ่ในบ้านพักมักจะชอบนินทาว่าร้ายครูเจียงลับหลัง หาว่าเธอไม่เอาถ่าน ขี้เกียจสันหลังยาว แต่สำหรับพวกเด็กๆ แล้ว ครูเจียงคือคนที่ดีที่สุดในโลก
เธอไม่เพียงแค่สอนร้องเพลง สอนเล่นละครตลก แต่ยังเล่าเรื่องราวความมหัศจรรย์ของโลกภายนอกให้ฟัง ทั้งยังพาพวกเธอเข้าไปเปิดหูเปิดตาในเมือง ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนสั้นๆ นี้กลับกลายเป็นความทรงจำที่มีสีสันฉูดฉาดที่สุดในวัยเด็กของพวกเธอ เป็นความทรงจำที่พวกเธอจะไม่มีวันลืมเลือน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เจียงโม่หลี่ก็เตรียมตัวกลับห้องพัก สายตากวาดมองไปรอบๆ ก็เห็นลู่ถิงถิงนั่งกอดเข่าคุดคู้เป็นเห็ดดอกใหญ่อยู่บนแท่นเสาธง เหม่อมองไปในความมืดเหมือนนางเอกเอ็มวี
เธอเดินเข้าไปสะกิด "กลับกันเถอะ ไปนอนได้แล้ว"
ลู่ถิงถิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาบวมเป่ง เสียงอู้อี้ตอบกลับมา
"ฉันยังไม่อยากกลับ"
"งั้นก็นอนตากน้ำค้างอยู่ตรงนี้แหละ ยุงกัดตายไม่รู้ด้วยนะ"
พูดจบเจียงโม่หลี่ก็หันหลังเดินหนีทันทีโดยไม่รอ ลู่ถิงถิงเห็นอีกฝ่ายเดินลิ่วๆ ไปไกลก็รีบกระโดดลงจากแท่นเสาธงแล้ววิ่งตามไปติดๆ
ผู้หญิงใจร้าย ทิ้งกันได้ลงคอ! คงอยากจะทิ้งเธอไว้ตรงนี้จริงๆ สินะ
พอกลับมาถึงบ้านพักรับรอง ลู่ถิงถิงก็ไม่ยอมกลับห้องตัวเอง แต่กลับเดินตามหลังเจียงโม่หลี่ต้อยๆ มาจนถึงหน้าห้องพักของอีกฝ่าย
เจียงโม่หลี่หันมามอง "จะตามมาทำไม"
ลู่ถิงถิงเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี "ขาอยู่บนตัวฉัน ฉันจะเดินไปไหนมันก็เรื่องของฉัน"
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกวนประสาท "ดีเลย งั้นเข้ามาช่วยฉันเก็บของหน่อย"
"ฝันไปเถอะย่ะ!"
เมื่อเข้ามาในห้อง เจียงโม่หลี่ก็ไม่ได้สนใจแขกที่ไม่ได้รับเชิญ เธอหยิบกระเป๋าเดินทางออกมาเริ่มจัดเก็บเสื้อผ้าข้าวของ ลู่ถิงถิงเดินวนไปวนมาเหมือนวิญญาณเร่ร่อน ก่อนจะสายตาไปสะดุดเข้ากับขวดแก้วบนโต๊ะ
"นี่มันอะไรน่ะ"
เจียงโม่หลี่หันไปมองเห็นลู่ถิงถิงถือขวดเหล้าเกาเหลียงที่มีของเหลวสีแดงกุหลาบอยู่เกือบครึ่งขวด
นั่นคือเหล้ากุหลาบที่เจี่ยงเหวินเจวียนให้มาเมื่อวันก่อน บอกว่าเป็นสูตรบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้เลือดลมเดินดี สองสามวันที่ผ่านมาลู่เฉิงไม่อยู่ เธอไม่อยากดื่มเหล้าคนเดียวก็เลยวางทิ้งไว้แบบนั้น
"เหล้ากุหลาบ"
พอได้ยินว่าเป็นเหล้า ลู่ถิงถิงก็เปิดฝาขวดดมกลิ่นฟุดฟิดทันที ก่อนจะหันมาสั่งเจียงโม่หลี่หน้าตาเฉย
"เอาแก้วมาหน่อย ฉันจะกิน"
"ให้ฉันเตรียมกับแกล้มให้ด้วยเลยไหมคะคุณหนู" เจียงโม่หลี่ประชด
"รู้จักรู้ใจกันแบบนี้สิ ถึงจะน่าคบหน่อย"
เจียงโม่หลี่ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับความหน้าด้านหน้าทนของอีกฝ่าย
แต่สุดท้ายเธอก็ยอมหยิบแก้วน้ำมาสองใบ รินเหล้าใส่แก้ว แล้วงัดเอาผลไม้อบแห้งที่ซื้อตุนไว้ออกมาวางบนโต๊ะเป็นกับแกล้ม
เขาว่ากันว่าหนึ่งเมาคลายพันทุกข์ ไม่รู้ว่าเหล้าขวดนี้จะช่วยล้างความเศร้าในใจของยัยคุณหนูจอมเรื่องมากนี่ได้หรือเปล่า
เหล้ากุหลาบสมชื่อ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ผสานกับรสหวานละมุนของน้ำผึ้ง รสชาติกลมกล่อมดื่มง่ายจนน่ากลัว
เจียงโม่หลี่ยกแก้วขึ้นกระดกทีเดียวหมด ขณะกำลังจะรินเพิ่ม จู่ๆ ลู่ถิงถิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็ตบโต๊ะเสียงดังปัง!
"ฉันคิดยังไงก็คิดไม่ตก!"
เจียงโม่หลี่รินเหล้าต่ออย่างใจเย็น ไม่สะทกสะท้าน "เรื่องไหนที่คิดไม่ตกก็วางมันไว้ก่อน ผ่านไปสักสองสามวันเดี๋ยวเธอก็ลืมมันไปเองแหละ"
ลู่ถิงถิงเบิกตากว้างจ้องมองเธอราวกับกระต่ายตื่นตูม
"ขนาดเธอยังแต่งงานกับอาสามของฉันได้ แล้วฉันด้อยกว่าเธอตรงไหน ทำไมครูเสิ่นถึงไม่มองฉันบ้าง ทำไมกัน!"
เจียงโม่หลี่จิบเหล้ากุหลาบรสหวานหอม พลางพูดปลอบใจแบบขอไปที
"ไม่เป็นไรหรอกน่า บางทีสักวันหนึ่ง ครูเสิ่นของเธออาจจะใส่สูทผูกไทดูดี ถือช่อดอกไม้ช่อโตเดินตรงเข้ามาหาเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า..."
ลู่ถิงถิงหยุดร้องไห้กะทันหัน ตั้งใจฟังอย่างมีความหวัง หูผึ่งรอฟังประโยคต่อไป
"เขาจะพูดว่า 'ช่วยหลบหน่อยครับ คุณยืนขวางทางผมอยู่'"
ลู่ถิงถิงเบะปากคว่ำลงจนแทบจะเป็นรูปสระอิ วินาทีต่อมาเธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นห้อง
"แงงงงงงง! ยัยบ้า!"
ทันใดนั้น ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกผัวะ
เจียงโม่หลี่หันไปมอง เห็นลู่เฉิงยืนอยู่ที่หน้าประตูในสภาพฝุ่นจับเต็มตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง แววตาของเธอเปล่งประกายความยินดีที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว
"คุณกลับมาได้ยังไงคะ"
"อาสาม... ฮือๆๆ..." ลู่ถิงถิงร้องเรียกอาของเธอทั้งน้ำตา ฟ้องทางสายตาเต็มที่
ลู่เฉิงขมวดคิ้วมองหลานสาวที่ร้องไห้น้ำมูกโป่ง แล้วหันไปถามเจียงโม่หลี่เสียงแหบแห้ง
"ยัยนี่เป็นอะไร โดนคุณซ้อมมาเหรอ"
"อกหักน่ะสิ"
พอบอกว่าอกหัก ลู่เฉิงก็เลิกสนใจหลานสาวตัวเองทันที เขาเดินตรงมานั่งลงข้างๆ เจียงโม่หลี่ ใช้ดวงตาสีเข้มจ้องมองเธอด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"ผมลางานมาได้วันหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าจะไปส่งคุณขึ้นรถไฟที่คุนหมิง"
ดวงตาของชายหนุ่มมีเส้นเลือดฝอยขึ้นแดงก่ำเหมือนใยแมงมุม หนวดเคราเขียวครึ้มที่ปลายคางยาวเฟิ้มออกมาจนเห็นได้ชัด ดูแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเขาต้องรีบเร่งเดินทางขนาดไหนเพื่อจะแลกกับวันหยุดเพียงวันเดียวนี้
หัวใจของเจียงโม่หลี่กระตุกวูบด้วยความอบอุ่น เธอลุกขึ้นยืน
"เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำให้ดื่มนะ"
"ดื่มของคุณก็ได้"
พูดจบเขาก็คว้าแก้วเคลือบตรงหน้าเจียงโม่หลี่ขึ้นมา แต่พอจ่อที่ปากได้กลิ่นแอลกอฮอล์ก็ชะงัก วางแก้วกลับลงบนโต๊ะพลางส่ายหัว
"พวกคุณนี่ใช้ชีวิตกันสุขสำราญจริงนะ"
เจียงโม่หลี่หัวเราะเบาๆ
"ผู้หญิงสองคนนั่งปรับทุกข์กัน จะไปมีความสุขอะไรล่ะคะ"
หญิงสาวเดินไปยกกระติกน้ำร้อนขึ้นมา ตั้งใจจะรินน้ำให้เขา แต่กลับพบว่ามันเบาหวิว ข้างในว่างเปล่าไม่มีน้ำสักหยด
ตอนที่ลู่เฉิงอยู่ที่นี่ กระติกน้ำใบนี้ไม่เคยพร่อง น้ำร้อนจะถูกเติมจนเต็มเปี่ยมเสมอ ไม่ว่าเธอจะตื่นมาตอนไหนก็มีน้ำอุ่นๆ ให้ดื่มตลอด
พอเขาไม่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ ชีวิตของเธอก็ดูเหมือนจะรวนไปหมด ห้องรกเลอะเทอะ พื้นมีรอยเท้าสกปรก และกระติกน้ำที่แห้งเหือด...
[จบบท]