บทที่ 217: เจอคนพูดภาษาคน
ยามเช้าที่อากาศเริ่มเย็นลง เจียงโม่หลี่ปั่นจักรยานออกจากบ้านเหมือนเช่นทุกวัน ล้อรถบดไปตามถนนจนกระทั่งมาถึงปากทางของถนนสายก่อนหน้า ซึ่งเป็นจุดนัดพบประจำ เธอก็เห็นเฉียนหลิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เจียงโม่หลี่ชะลอรถแล้วหยิบถุงกระดาษที่วางไว้ในตะกร้าหน้ารถ ยื่นส่งให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“อะ ให้จ้ะ”
เฉียนหลิงรับมาด้วยความงุนงง พลิกถุงดูไปมาด้วยความสงสัย
“อะไรเหรอ”
“ของขวัญไง สุขสันต์วันเกิดนะ”
เมื่อเฉียนหลิงเปิดปากถุงออกดู ก็ต้องตาโตด้วยความประหลาดใจ ภายในถุงนั้นบรรจุไหมพรมขนสัตว์เส้นละเอียดสีส้มสดใสอยู่หลายกลุ่ม สีสันของมันดูอบอุ่นเหมือนผลส้มสุกปลั่ง เหมาะกับฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง
“ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอชอบอะไรเป็นพิเศษ เห็นช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้วเลยซื้อไหมพรมพวกนี้มาให้ ว่างเมื่อไหร่เธอก็ลองถักเสื้อกันหนาวใส่ดูนะ หน้าหนาวปีนี้จะได้อุ่นๆ ตลอดทั้งฤดู”
สำหรับเฉียนหลิงแล้ว สิ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจไม่ใช่แค่สัมผัสนุ่มฟูของกลุ่มไหมพรม แต่เป็นความใส่ใจของเจียงโม่หลี่ต่างหาก
เธอจำได้ว่าเมื่อวันก่อนแค่เปรยๆ ออกไปว่าอยากซื้อไหมพรมมาถักเสื้อตัวใหม่สักตัว ไม่นึกเลยว่าเจียงโม่หลี่จะเก็บคำพูดลอยๆ นั้นมาใส่ใจ แถมยังเลือกสีส้มที่เธอโปรดปรานมาให้อีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าของขวัญชิ้นนี้ ผู้ให้ตั้งใจเลือกสรรมาอย่างดีเพียงใด
...
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าประตูคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม จังหวะนั้นก็มีรถยนต์คันหรูสัญชาติโซเวียตแล่นเข้ามาจอดพอดี ประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับถูกเปิดออก เผยให้เห็นโฮ่วอวี้จูที่ก้าวลงมาจากรถ
ในยุคสมัยนี้ การควบคุมการนำเข้าและส่งออกสินค้าเป็นไปอย่างเข้มงวด รถยนต์จากสหภาพโซเวียตจึงเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ต่างชาติเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถเข้ามาวิ่งในตลาดภายในประเทศได้ ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของเจ้าของรถ
สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของลูกผู้หญิงทำงาน เจียงโม่หลี่จึงอดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปยังที่นั่งคนขับ
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยดูอายุประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปี ทรงผมหวีแสกข้างเรียบแปล้ สวมแว่นตากรอบดำหนาเตอะ เข้าคู่กับเสื้อสูทสีเทาอมน้ำตาล บุคลิกท่าทางดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกท่านหลานเธอหรือพวกคุณชายบ้านรวย
ทันทีที่โฮ่วอวี้จูเห็นหน้าเจียงโม่หลี่ เธอก็ตรงปรี่เข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง
“เจียงโม่หลี่! ทำไมเมื่อวานเธอถึงไม่รอฉันกลับมาก่อนแล้วค่อยไป เธอจงใจปั่นหัวฉันเล่นใช่ไหม!”
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มตาหยี ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่สะทกสะท้านกับท่าทีเกรี้ยวกราดนั้น
“ก็ฉันเห็นว่ามันเลิกงานแล้วนี่นา นึกว่าเธอจะไม่กลับมาแล้วก็เลยไม่ได้รอ ขอโทษทีนะ เอาอย่างนี้ไหม วันนี้เธอค่อยซื้อขนมเลี้ยงฉันใหม่ ฉันยังอยากกินอยู่นะ ชอบมากเลยล่ะ”
โฮ่วอวี้จูโกรธจนแทบจะเต้นเร่าๆ อยู่ตรงนั้น
ฟางฉี่หงเห็นแฟนสาวถูกรังแกจึงรีบลงจากรถเดินอาดๆ เข้ามาช่วยกางปีกปกป้อง
“คุณนั่นเอง ที่เมื่อวานทำให้จูจูของผมต้องเสียเที่ยว”
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วมองชายหนุ่มตรงหน้า พลางทำหน้าซื่อตาใสถามกลับ
“คุณเรียกเขาว่า ‘จูจู’ ที่พ้องเสียงกับคำว่าหมู เป็นเพราะเธอหน้าเหมือนหมูเหรอคะ?”
ฟางฉี่หงหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ตวาดกลับเสียงดัง
“จู ที่มาจากไข่มุกต่างหาก! เธอมีการศึกษาหรือเปล่าเนี่ย!”
เจียงโม่หลี่จ้องหน้าเขาเขม็งแล้วทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“เอ๊ะ หรือว่าคุณเกิดปีลิง?”
ฟางฉี่หงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอกกลับด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ผมจะเกิดปีอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย!”
เจียงโม่หลี่พยักหน้าหงึกหงัก วิเคราะห์ด้วยท่าทีจริงจังมีเหตุมีผลสุดๆ
“ก็เธอชื่อโฮ่วอวี้จู แซ่โฮ่วพ้องเสียงกับลิง ส่วนชื่อจูพ้องเสียงกับหมู ลิงเจอกับหมู ก็แสดงว่าเนื้อคู่ตุนาหงันของเธอต้องเป็นคนปีลิงแน่ๆ ยินดีด้วยนะ”
ฟางฉี่หงได้แต่อ้าปากค้าง ทำตาโตจ้องหน้าเธออย่างพูดไม่ออก
เมื่อเห็นว่าไม่มีแต้มค่าความรังเกียจเด้งเข้ากระเป๋า เจียงโม่หลี่ก็คร้านจะเสียเวลาเสวนากับคู่รักคู่นี้อีก เธอโบกมือลาหยอยๆ แล้วเดินตัวปลิวเข้าไปในตึกคณะศิลปะการแสดงทันที
ฟางฉี่หงหันไปโอบไหล่ปลอบใจโฮ่วอวี้จูที่ยืนหน้ามุ่ย
“จูจู ไม่ต้องโกรธนะ อย่าไปถือสาคนพาลไร้เหตุผลแบบนั้นเลย...”
โฮ่วอวี้จูหันขวับมาแว้ดใส่แฟนหนุ่มเสียงเขียว
“ต่อไปนี้ห้ามคุณเรียกฉันว่าจูจูอีกนะ!”
“อ้าว แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรล่ะ? อวี้จูเหรอ?”
อวี้จู... เจอหมู... ลิงเจอหมู!
โฮ่วอวี้จูแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความบ้าคลั่ง!
เกิดมาจนโตป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเกลียดชื่อตัวเองจับใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังเจียงโม่หลี่คนเดียว!
...
ตกเย็น เฉียนหลิงทำหน้าที่เจ้าภาพเลี้ยงฉลองวันเกิดโดยชวนเจียงโม่หลี่มาทานข้าวที่ภัตตาคารรถไฟ
ภัตตาคารแห่งนี้เดิมทีเป็นโรงอาหารสำหรับพนักงานการรถไฟ แต่เพิ่งได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นร้านอาหารเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา โดยยังคงจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่า ราคาประหยัด และปริมาณอาหารที่ให้เยอะสมราคา
กิจการของร้านคึกคักมาก ลูกค้านั่งกันเต็มแทบทุกโต๊ะ โชคดีที่เฉียนหลิงโทรมาจองโต๊ะล่วงหน้าไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องยืนรอเก้อแน่ๆ
นอกจากเจียงโม่หลี่แล้ว ยังมีเพื่อนสนิทของเฉียนหลิงอีกคนมาร่วมโต๊ะด้วย เธอชื่อฉู่ซาน ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถไฟ
ที่ชั้นสองของภัตตาคาร ฟางฉี่หงยืนเกาะราวระเบียง สายตาจับจ้องลงมายังกลุ่มของเจียงโม่หลี่ที่นั่งอยู่บริเวณโถงชั้นล่างด้วยแววตาไม่เป็นมิตร
“ฉี่หง นายดูอะไรอยู่น่ะ? อาหารมาครบแล้วนะ ขาดแค่นายคนเดียวนี่แหละ”
“เห็นคนแพศยาน่ะสิ ปากดีชะมัด ทำเอาวันนี้จูจูของฉันโกรธจนไม่ยอมออกมาทานข้าวด้วยเลย ถ้ามีโอกาสนะ พ่อจะสั่งสอนให้เข็ด”
เฉินจื้อหย่วนมองตามสายตาเพื่อนลงไปที่ชั้นล่าง พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“นั่นมัน... เจียงโม่หลี่นี่!”
ฟางฉี่หงหันขวับ “นายรู้จักยัยนั่นด้วยเหรอ?”
“เหอะ เพื่อนสมัยมัธยมต้นน่ะ ก็แค่พวกบูชาเงิน หลงใหลความร่ำรวย คอยดูนะ เดี๋ยวฉันจะลงไปจัดการระบายแค้นแทนนายเอง”
...
เฉียนหลิงสั่งอาหารเสร็จสรรพ ก็หันมาถามความเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะด้วยความตื่นเต้น
“พวกเราดื่มเหล้ากันหน่อยดีไหม?”
เจียงโม่หลี่นั่งเท้าคาง ยิ้มหวานหยด
“ได้สิ แล้วแต่พวกเธอเลย”
ฉู่ซานรีบโบกมือปฏิเสธ “ฉันดื่มไม่ได้หรอก พรุ่งนี้มีเวรเช้าต้องรีบไปทำงาน พวกเธอดื่มกันเถอะ”
เฉียนหลิงจึงหันมาพยักพเยิดกับเจียงโม่หลี่
“งั้นเอาเบียร์สักขวดแล้วกัน เราสองคนดื่มกันเอง”
เจียงโม่หลี่กำลังจะเออออรับคำ ทันใดนั้นก็มีเสียงยียวนดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
“ผู้หญิงสองคนนั่งดื่มด้วยกัน มันจะไปสนุกอะไร”
เมื่อหันไปเห็นว่าเป็นฟางฉี่หง เฉียนหลิงก็เริ่มมีท่าทีประหม่าและตึงเครียดขึ้นมาทันที
สีหน้าของฟางฉี่หงดูมืดครึ้ม บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้มาดีแน่ๆ ขณะที่เฉินจื้อหย่วนที่เดินตามมาประกบข้างก็เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน
“เจียงโม่หลี่ ไม่เจอกันไม่กี่ปี ดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะ มิน่าล่ะถึงได้ใช้หน้าตาพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคณะศิลปะการแสดงได้”
เจียงโม่หลี่ปรายตามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
“ขอโทษที พอดีฉันมีโรคประจำตัว จำหน้าคนขี้เหร่ไม่ค่อยได้น่ะ”
เฉินจื้อหย่วนหน้าตึงขึ้นมาทันควัน แววตาแข็งกร้าวขึ้น
“เธอนี่ยังปากดี ปากตลาดไม่เปลี่ยนเลยนะ”
เจียงโม่หลี่ถอนหายใจยาว แสร้งทำหน้าลำบากใจ
“ช่วยไม่ได้นี่นา ปกติฉันก็เป็นคนประเภทเจอคนพูดภาษาคน เจอผีพูดภาษาผี แต่พอมาเจอพวกคนปากสุนัข มันก็เลยอดปากเสียใส่ไม่ได้ ฉันเองก็กลุ้มใจเหมือนกัน”
“เธอ!” เฉินจื้อหย่วนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจัด
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +1 ยอดเงินเข้าบัญชี 10,000 หยวน]
เมื่อเห็นเฉินจื้อหย่วนเสียท่าให้กับฝีปากของเจียงโม่หลี่ ฟางฉี่หงกลับรู้สึกสมดุลในใจอย่างประหลาด
ในทางจิตวิทยาเขาเรียกว่าการเปรียบเทียบทางสังคม เมื่อตัวเองโชคร้ายหรือเจอเรื่องแย่ๆ แต่พอเห็นคนอื่นเจอเรื่องแบบเดียวกัน มันก็จะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยๆ
แม้จะโมโห แต่เฉินจื้อหย่วนก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่ลงมา เขาปรับสีหน้าแล้วคุยโวโอ้อวดทันที
“รองหัวหน้าคณะหยางที่อยู่คณะเดียวกับเธอ เป็นเพื่อนสนิทกับพี่สาวฉันเอง เมื่อวันก่อนเรายังเพิ่งไปทานข้าวด้วยกันมา เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยอมขึ้นไปดื่มกับพวกฉันที่ห้องส่วนตัวข้างบนสักรอบ ครั้งหน้าที่ฉันนัดทานข้าวกับรองหัวหน้าคณะหยาง ฉันจะหนีบเธอไปด้วย ถือว่าให้โอกาสเธอได้ทำความรู้จักผู้ใหญ่ ดีไหมล่ะ?”
“จริงเหรอ?”
เมื่อเห็นเจียงโม่หลี่ทำตาโตแสดงท่าทีดีอกดีใจเหมือนคนเห็นแก่ผลประโยชน์ เฉินจื้อหย่วนก็ยักคิ้วให้ฟางฉี่หงอย่างผู้ชนะ
เห็นไหมล่ะ เหยื่อติดเบ็ดแล้ว
ฟางฉี่หงเองก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง แม้เจียงโม่หลี่จะปากร้ายน่ารำคาญ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าตาของเธอจัดว่าสวยสะดุดตา โดยเฉพาะเอวคอดกิ่วนั่นที่ดูยั่วยวนชวนมอง
ถ้ามอมเหล้าจนเมาได้ที่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เล่นสนุกอะไรบ้าง
เจียงโม่หลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“บังเอิญจังเลย ฉันเองก็รู้จักรองหัวหน้าคณะหยางเหมือนกัน เมื่อตอนเที่ยงเรายังทานข้าวด้วยกันอยู่เลย ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันโทรศัพท์ตามเธอให้มาดื่มด้วยกันตอนนี้เลยดีกว่า ดีไหม?”
พูดจบเธอก็ลุกพรวดพราดทำท่าจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ของร้านเพื่อโทรศัพท์
เฉินจื้อหย่วนคาดไม่ถึงว่าเจียงโม่หลี่จะมาไม้นี้ เขาหน้าถอดสีรีบพุ่งเข้าไปคว้าโทรศัพท์ตัดหน้าเธอไว้ทันที
“เฮ้ย! ข้างบนห้องพวกฉันมีแต่ผู้ชาย ให้รองหัวหน้าคณะหยางมาตอนนี้มันจะไม่สะดวก เอาไว้คราวหน้าแล้วกัน!”
พูดจบเขาก็รีบวางหูโทรศัพท์ แล้วลากแขนฟางฉี่หงจ้ำอ้าวหนีกลับขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว
เจียงโม่หลี่มองตามแผ่นหลังที่ลุกลี้ลุกลนของคนทั้งคู่ พลางแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะอย่างสบายอารมณ์
เฉียนหลิงและฉู่ซานต่างถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ช่างเถอะ ไม่ดงไม่ดื่มมันแล้ว กินเสร็จแล้วรีบกลับกันดีกว่า”
เฉียนหลิงหันมาบอกเจียงโม่หลี่ สีหน้ายังมีความกังวลกลัวว่าเฉินจื้อหย่วนกับฟางฉี่หงจะลงมาก่อกวนอีก
เจียงโม่หลี่เองก็เห็นด้วย แม้เฉินจื้อหย่วนจะเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวและชอบสร้างภาพ แต่ใครจะรู้ว่าถ้าเหล้าเข้าปากไปแล้ว คนพรรค์นั้นจะทำเรื่องบ้าบออะไรขึ้นมาได้บ้าง
ดังนั้นทั้งสามสาวจึงรีบทานอาหารให้เรียบร้อยแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แสงเงินแสงทองเพิ่งเริ่มจับขอบฟ้า
ณ ลานว่างภายในสวนสาธารณะประชาชน กลุ่มผู้สูงอายุชายหญิงกว่าสิบคนกำลังรำไทเก็กกันอยู่อย่างขะมักเขม้น
ทันทีที่เห็นเจียงโม่หลี่เดินตรงเข้ามา หญิงชราคนหนึ่งก็รีบสะกิดเพื่อนข้างๆ แล้วกระซิบกระซาบ
“ดูนั่นเร็ว นังตัวน่ารังเกียจมาอีกแล้ว!”
เมื่อสายตาของเหล่าคุณปู่คุณย่าจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว เจียงโม่หลี่ก็ยิ้มร่า โบกไม้โบกมือทักทายอย่างสดใส
“อรุณสวัสดิ์ค่า ทุกคน!”
ไม่มีใครตอบรับคำทักทายของเธอแม้แต่คนเดียว สายตาของทุกคนที่มองมาล้วนเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด
[จบบท]