บทที่ 241: จัดการเจียงฉิง
เสียงพูดของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดังขึ้นทำเอาสมองของเจียงฉิงเหมือนถูกกระแทกจนอื้ออึงไปชั่วขณะ เธอเบิกตากว้างด้วยความตระหนกก่อนจะโพล่งถามออกไปเสียงหลง
“สหายคะ คุณว่าอะไรนะ ช่วยพูดอีกทีได้ไหม”
เจ้าหน้าที่คนนั้นกลอกตามองบนด้วยความรำคาญใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง ก่อนจะกระแทกเสียงตอบกลับมาให้ดังขึ้นกว่าเดิมเพื่อย้ำให้ชัดเจน
“ฉันบอกว่าบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบของคุณออกให้ไม่ได้ ได้ยินชัดเจนหรือยังล่ะ!”
“ทำไมล่ะคะ คนอื่นเขาก็ได้กันหมดแล้ว ทำไมของฉันถึงไม่ได้อยู่คนเดียว”
เจ้าหน้าที่ใช้นิ้วเคาะลงบนกระดาษใบสมัครตรงช่องที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเสียงดังปึกๆ แล้วชี้แจงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ก็ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของคุณมันผิด ข้อมูลไม่ตรงกัน”
เจียงฉิงรีบก้มลงมองใบสมัครของตัวเองทันที มือไม้สั่นเทาขณะพยายามอธิบายอย่างร้อนรน
“แต่พ่อของฉันเคยเป็นพนักงานของโรงงานเครื่องจักรจริงๆ นะคะ เพิ่งจะย้ายไปอยู่สำนักงานเกษตรเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง...”
เจ้าหน้าที่โบกมือขัดจังหวะคำแก้ตัวของเธอทันควัน
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พ่อคุณ แต่มันอยู่ที่ทะเบียนบ้านของคุณต่างหาก ทะเบียนบ้านของคุณไม่ได้อยู่ในเขตจิ่นเจียงแล้ว”
เจียงฉิงยืนงงเป็นไก่ตาแตก ความสับสนฉายชัดบนใบหน้า
“ทะเบียนบ้านของฉันไม่อยู่ในเขตจิ่นเจียง? แล้วมันจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะคะ”
“ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะ ขนาดทะเบียนบ้านตัวเองอยู่ที่ไหนคุณยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วแบบนี้ยังจะมีหน้ามาสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกเหรอ!”
ความร้อนใจทำให้เจียงฉิงแทบจะร้องไห้ออกมา เธอยังคงพยายามยื้อแย่งความหวังตรงหน้าไว้อย่างสุดชีวิต
“สหายคะ มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ทะเบียนบ้านของฉันอยู่ที่เขตจิ่นเจียงจริงๆ นะ เพื่อนๆ ของฉันทุกคนก็เป็นพยานให้ได้...”
ทว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นหมดความอดทนแล้ว เขาปัดมือไล่อย่างไม่ไยดี
“บอกว่าไม่อยู่ก็คือไม่อยู่สิ ถ้าอยากรู้ก็ไปถามที่สถานีตำรวจเองโน่น ฉันงานยุ่งจะตายอยู่แล้วไม่มีเวลามาเถียงกับคุณหรอกนะ”
เสียงตะโกนไล่หลังมาอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นเธอยังยืนนิ่งไม่ขยับ
“อย่ามายืนขวางหน้าต่างสิ ไม่เห็นเหรอว่าคนอื่นเขาต่อแถวรออยู่อีกตั้งเยอะแยะ”
เสียงบ่นพึมพำและเสียงเร่งเร้าจากแถวด้านหลังทำให้เจียงฉิงหน้าเสีย เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินคอตกออกมาจากหน้าต่างบริการด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด
“เจียงฉิง ทะเบียนบ้านเธอมีปัญหาอะไรเหรอ”
“ถ้าไม่มีบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ ปีนี้เธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้น่ะสิ”
คำถามจากเพื่อนนักเรียนหญิงสองคนที่เข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งตอกย้ำความอับอายและความหวาดหวั่นในใจของเจียงฉิง แม้เธอจะยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ลางสังหรณ์บางอย่างก็ทำให้ใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
หญิงสาวรีบวิ่งหน้าตั้งตรงไปยังโรงงานทำโคมไฟเพื่อตามหาหลี่หงอิงทันที เมื่อเจอหน้าผู้เป็นแม่ เธอก็ระเบิดอารมณ์ใส่ด้วยความร้อนรน
“แม่ ทะเบียนบ้านของฉันอยู่ไหน พวกแม่เอาทะเบียนบ้านของฉันย้ายไปไว้ที่ไหน!”
หลี่หงอิงมองลูกสาวด้วยความงุนงง
“ไม่ได้ย้ายไปไหนนี่ลูก เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เมื่อได้รับรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักอาจจะหมดสิทธิ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยเพราะปัญหาเรื่องที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน หลี่หงอิงก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติด ในฐานะคนเป็นแม่ เธอปรารถนายิ่งกว่าใครที่จะเห็นลูกสาวสอบติดมหาวิทยาลัยและมีอนาคตที่สดใส
เจียงฉิงสังเกตเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของแม่ก็รู้ได้ทันทีว่าแม่ไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ เธอจึงไม่รอช้า รีบหมุนตัววิ่งออกจากโรงงานมุ่งหน้าไปยังสำนักงานเกษตรเพื่อตามหาเจียงต้าไห่
เจียงต้าไห่เพิ่งเดินออกมาจากที่ทำงาน พอเห็นเจียงฉิงยืนตาแดงก่ำอยู่หน้าประตู เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยตามความเคยชิน
“เสี่ยวฉิง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็นคนดีเลย! ลุงแอบย้ายทะเบียนบ้านของฉันออกไปใช่ไหม”
เจียงต้าไห่ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกเลี้ยงที่กำลังเกรี้ยวกราดทั้งน้ำตา เขาพูดไม่ออกไปพักใหญ่ พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ลูกสาวแท้ๆ ของเขามาขอนำทะเบียนบ้านไปทำธุระ
เป็นไปได้ว่าเจียงโม่หลี่อาจจะเป็นคนย้ายชื่อของเจียงฉิงออกไปแล้ว
ความเงียบของเจียงต้าไห่ถูกเจียงฉิงตีความว่าเป็นการยอมรับผิดโดยดุษณี เธอแผดเสียงตะโกนใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
“ลุงมีสิทธิ์อะไรมาย้ายทะเบียนบ้านของฉัน! ตอนนี้ฉันทำบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบไม่ได้ ปีนี้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แล้ว ลุงต้องรับผิดชอบเรื่องนี้!”
เจียงต้าไห่จ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธของลูกเลี้ยง แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เสี่ยวฉิง เธอเป็นคนขโมยข้อมูลทางเทคนิคของลุงไปให้หยางตงใช่ไหม”
ตลอดทางที่วิ่งมา เจียงฉิงพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าเจียงต้าไห่น่าจะสงสัยเธอ แต่เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันนะ! อย่ามาโยนความผิดให้ฉันมั่วๆ พวกลุงก็แค่ทนเห็นฉันได้ดีไม่ได้ เลยจงใจจะบีบฉันให้จนตรอกใช่ไหมล่ะ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมโอนอ่อน เจียงฉิงก็งัดไม้ตายออกมาใช้ข่มขู่
“ฉันขอพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าไม่ย้ายทะเบียนบ้านของฉันกลับมา ฉันจะเอาเชือกมาผูกคอตายที่หน้าสำนักงานเกษตรนี่แหละ! ในเมื่อลุงไม่ให้ทางรอดฉัน ฉันก็ไม่อยากอยู่แล้วเหมือนกัน แต่ถึงตายฉันก็จะประจานให้คนนอกเขารู้ธาตุแท้ของลุงให้หมด!”
หลังจากระบายอารมณ์เสร็จ เจียงฉิงก็บึงกลับไปที่บ้านตระกูลเจียง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เธอเห็นเจียงโม่หลี่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาด้วยท่าทีสบายอารมณ์ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อ้าว ที่บ้านมีแขกมาเหรอเนี่ย”
คำว่า "แขก" บาดลึกเข้าไปในใจของเจียงฉิง เมื่อก่อนเธอคือลูกสาวของบ้านนี้ แต่ตอนนี้สถานะของเธอกลายเป็นเพียงคนนอกไปเสียแล้ว
เจียงต้าไห่ที่ตามกลับมานั่งเงียบๆ มองดูลูกสาวทั้งสองคนโดยไม่พูดอะไร ส่วนหลี่หงอิงได้แต่อึกอัก อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า
เจียงโม่หลี่ลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหาเจียงฉิง แล้วโยนสมุดทะเบียนบ้านเล่มใหม่ลงตรงหน้าอีกฝ่าย
“ฉันย้ายชื่อเธอไปอยู่กับพ่อแท้ๆ ของเธอที่ชนบทเรียบร้อยแล้ว”
เจียงฉิงรีบคว้าสมุดทะเบียนบ้านมาเปิดดู มือไม้สั่นระริกเมื่อเห็นข้อมูลที่อยู่ใหม่ ตัวหนังสือที่ระบุสถานที่ในชนบทห่างไกลทำให้เธอแทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น
นังบ้าพวกนี้กล้าย้ายทะเบียนบ้านเธอไปอยู่บ้านนอก!
มันช่างบังอาจนัก!
“แกมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้กับฉัน แกถือดีมาจากไหน!”
เจียงโม่หลี่เดินกลับไปนั่งลงที่เดิม เอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่เชือดเฉือน
“เหตุผลที่ฉันทำแบบนี้ เธอน่าจะรู้อยู่แก่ใจดี ข้อมูลงานวิจัยของพ่อฉัน เธอเป็นคนขโมยไปใช่ไหม”
หลี่หงอิงที่ยืนฟังอยู่นานรีบออกโรงปกป้องลูกสาวทันที
“เสี่ยวฉิงไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นหรอกลูก เข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่า”
เจียงฉิงได้ทีรีบตวาดกลับใส่เจียงโม่หลี่เสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ
“แกมีหลักฐานเหรอถึงกล้ามาสงสัยฉัน อยู่ๆ ก็มาตัดสินว่าฉันผิดโดยไม่ถามสักคำ มันจะเกินไปแล้วนะ!”
“ฉันไม่ใช่ผู้พิพากษา จะตัดสินว่าเธอผิดหรือไม่ผิดไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐานหรอก แต่ไอ้ท่าทางปากแข็งไม่ยอมรับความจริงของเธอนี่สิ มันน่าโดนสั่งสอนจริงๆ”
สิ้นเสียงของเจียงโม่หลี่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ‘ก๊อก ก๊อก’
“นั่นไง หลักฐานที่เธออยากได้มาถึงแล้ว”
เจียงโม่หลี่ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
ทันทีที่เห็นร่างของหยางตงเดินเข้ามาในบ้าน ใบหน้าของเจียงฉิงก็ซีดเผือดราวกับคนตาย
ด้วยคำยืนยันจากปากของหยางตง เจียงฉิงหมดหนทางที่จะดิ้นรนปฏิเสธอีกต่อไป
เมื่อจนตรอก เธอจึงเปลี่ยนมาใช้มารยาบีบน้ำตาร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าเวทนา
“ก็พวกคุณไม่ยอมให้ฉันอยู่ที่นี่ ไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมา ฉันตัวคนเดียวไม่มีเงินติดตัวสักแดง ฉันแค่อยากจะมีชีวิตรอด แต่พวกคุณไม่ยอมเปิดทางรอดให้ฉันเลย แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
“ถึงฉันจะเอาข้อมูลไปจริง แต่พวกคุณก็ไม่ได้เสียหายอะไรตรงไหนนี่ ในเมื่อพวกคุณทนเห็นหน้าฉันไม่ได้ แค่บอกมาตรงๆ ฉันก็พร้อมจะย้ายออกไปเอง ทำไมต้องมาทำกับชีวิตฉันแบบนี้ด้วย จะต้องบีบให้ฉันตายให้ได้เลยใช่ไหมถึงจะพอใจ!”
เจียงโม่หลี่แค่นหัวเราะในลำคอ สายตามองเหยียดหยาม
“ไม่มีใครบีบให้เธอไปตายหรอก แค่ส่งเธอกลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่เท่านั้นแหละ มือเท้าก็มีครบ การศึกษาก็มี แถมยังมีความฉลาดแกมโกงเหลือเฟือขนาดนี้ ไปอยู่ที่ไหนก็คงไม่ตายง่ายๆ หรอกมั้ง”
เจียงฉิงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเคียดแค้น
“แกมีทุกอย่างเพียบพร้อมขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยฉันไป”
“ถามได้ดี”
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวตวัดตบเข้าที่ใบหน้าของเจียงฉิงฉาดใหญ่จนหน้าหัน ร่างของเจียงฉิงเซถลาไปตามแรงตบ
เจียงโม่หลี่ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เธอใช้มือบีบปลายคางของเจียงฉิงให้หันกลับมาสบตา แววตาที่เคยราบเรียบตอนนี้กลับดูเย็นชาจนน่าขนลุก
“ตบนี้ฉันตบแทนพ่อของฉัน เขาเคยทำไม่ดีกับเธอตรงไหน เคยปล่อยให้เธออดอยากหรือไม่มีเสื้อผ้าใส่หรือเปล่า ขนาดเลี้ยงหมามันยังรู้บุญคุณกระดิกหางให้เจ้าของ แต่เธอนี่มันเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน แว้งกัดคนเลี้ยงดูได้ลงคอ!”
เพียะ!
เจียงโม่หลี่ตวัดฝ่ามือตบซ้ำลงไปที่แก้มอีกข้าง
“ส่วนตบนี้ฉันตบให้ตัวฉันเอง ฉันเหม็นขี้หน้าเธอมานานแล้ว เก็บข้าวของของเธอออกไปซะ กลับไปอยู่ในที่ที่เธอจากมา แล้วจำใส่กะลาหัวไว้ว่าให้ทำตัวดีๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ปีหน้าเธอยังมีโอกาสสมัครสอบแก้มือใหม่ แต่ถ้ายังไม่สำนึก ฉันรับรองเลยว่าจะส่งเธอเข้าไปกินข้าวแดงในคุกแน่”
เจียงฉิงหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
เธอสัมผัสได้ว่าเจียงโม่หลี่เอาจริง ถ้าเธอยังดื้อแพ่ง อีกฝ่ายคงไม่ลังเลที่จะส่งเธอเข้าคุกจริงๆ
ภายใต้สายตาจับจ้องของเจียงโม่หลี่ เจียงฉิงรีบกุลีกุจอเก็บสัมภาระของตัวเอง แล้วเดินออกจากบ้านตระกูลเจียงไปอย่างหัวซุกหัวซุน
หลี่หงอิงใจสลายได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขอร้องแทนลูกสาว เพราะความผิดที่เจียงฉิงก่อไว้นั้นร้ายแรงเกินกว่าจะให้อภัย
หลังจากจัดการไล่ตัวปัญหาออกไปพ้นทางแล้ว เจียงโม่หลี่ก็หันมาส่งแขก
“หัวหน้าหยาง วันนี้ต้องรบกวนคุณจริงๆ คุณงานยุ่งขนาดนี้ ฉันคงไม่รั้งให้อยู่ทานข้าวนะคะ”
หยางตงยิ้มเจื่อนๆ พลางทวงสัญญา
“เราตกลงกันแล้วนะว่าถ้าผมมาเป็นพยานให้ คุณจะบอกข้อบกพร่องของเทคโนโลยีใหม่นั้นให้ผมรู้”
คนอย่างหยางตงมีหรือจะยอมรับว่าตัวเองขโมยผลงานคนอื่น แต่เพราะข้อเสนอของเจียงโม่หลี่มันหอมหวานเกินห้ามใจ เขาจึงต้องยอมจำนน
เจียงโม่หลี่เหยียดยิ้มมุมปาก ก่อนจะเฉลยคำตอบที่ทำให้คนฟังถึงกับพูดไม่ออก
“ข้อบกพร่องเดียวของเทคโนโลยีใหม่ก็คือ... มันขาดพ่อของฉันไปไงล่ะ พวกคุณอาจจะขโมยผลงานไปได้ แต่ไม่มีวันขโมยมันสมองของพ่อฉันไปได้หรอก”
หยางตงได้แต่อ้าปากค้าง ยืนนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
[จบบท]