บทที่ 242: เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
หลังจากส่งหยางตงกลับไปแล้ว เจียงโม่หลี่ก็หมุนตัวเดินกลับมายืนอยู่ตรงหน้าของหลี่หงอิงที่กำลังนั่งร้องไห้เช็ดน้ำตาด้วยความเสียใจอยู่เงียบๆ บรรยากาศภายในบ้านยังคงอึมครึมและเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าเมื่อครู่
หญิงสาวมองดูแม่เลี้ยงด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจนในทุกถ้อยคำ
“น้าหงอิง ฉันเคยพูดเรื่องนี้ไว้นานมากแล้วนะ ถ้าเจียงฉิงไม่มายุ่งกับฉัน ฉันก็คงปล่อยผ่านไปได้ แต่ในเมื่อกล้าเข้ามาขัดแข้งขัดขาทำลายเรื่องสำคัญของฉัน ฉันก็มีความจำเป็นต้องเตะชื่อของเขาออกจากทะเบียนบ้านตระกูลเจียง วัดเล็กๆ อย่างตระกูลเจียงของเราคงไม่มีปัญญาเลี้ยงดู 'หมาป่าตาขาว' ที่เลี้ยงไม่เชื่องแบบนี้หรอก”
คำว่าหมาป่าตาขาวที่หลุดออกมาจากปากลูกเลี้ยงเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจคนเป็นแม่ หลี่หงอิงไม่มีคำพูดใดจะมาโต้แย้งได้เลย เธอได้แต่ก้มหน้านิ่งด้วยความอับอายขายขี้หน้าอย่างที่สุด พลางพร่ำขอโทษขอโพยสองพ่อลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ฉัน... ฮึก... ฉันไม่คิดเลยว่าเสี่ยวฉิงจะทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ เป็นฉันเองที่สั่งสอนลูกไม่ดี ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่มีหน้าจะขอให้พวกคุณยกโทษให้เขาหรอก...”
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของภรรยาทำให้เจียงต้าไห่ที่ยืนมองอยู่รู้สึกปวดใจไม่น้อย ในฐานะคนเป็นพ่อและหัวหน้าครอบครัว เขาเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ดีว่าเจ็บปวดแค่ไหนที่เห็นลูกเดินทางผิด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การกระทำของลูกเลี้ยงในครั้งนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว ความผิดหวังและความเย็นชาจึงเกาะกุมหัวใจของเขาจนยากจะสลายไปได้
สำหรับลูกเลี้ยงคนนี้ เขาถือว่าได้ทำหน้าที่พ่อเลี้ยงอย่างสุดความสามารถและหมดเวรหมดกรรมต่อกันแล้ว
เจียงโม่หลี่ไม่ได้รู้สึกใจอ่อนไปกับน้ำตาของหลี่หงอิงแต่อย่างใด เธอยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมอย่างเด็ดขาด
“นับจากวันนี้ไป เจียงฉิงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเจียงอีก ถ้าเป็นสมัยโบราณก็เท่ากับว่าเขาถูกขับออกจากตระกูลไปแล้ว ที่ฉันไม่ป่าวประกาศวีรกรรมเน่าเฟะของเขาให้คนรู้ทั่วบ้านทั่วเมือง ก็ถือว่าไว้หน้าและเมตตามากที่สุดแล้ว น้าหงอิงจะรักหรือสงสารลูกสาวฉันไม่ห้าม แต่บ้านหลังนี้ห้ามเขาเหยียบเข้ามาแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจดำก็แล้วกัน”
หลี่หงอิงเป็นคนหัวอ่อนและขี้ขลาดโดยธรรมชาติ เมื่อเจอมารตรการขั้นเด็ดขาดของเจียงโม่หลี่เข้าไป เธอก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับทั้งน้ำตาอย่างจำยอม
“โม่หลี่... น้ารู้แล้ว”
เจียงโม่หลี่ลางานกลับมาที่บ้านในวันนี้เพื่อจัดการเรื่องเจียงฉิงโดยเฉพาะ เมื่อสะสางปัญหาทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เธอก็เตรียมตัวจะกลับไปทำงานต่อที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม ส่วนเจียงต้าไห่เองก็ต้องกลับไปทำงานที่สำนักงานเกษตรเช่นเดียวกัน
สองพ่อลูกเดินเคียงคู่กันออกมาจากบ้าน ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เจียงโม่หลี่ก็หันไปชวนคุยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“พ่อคะ สองวันที่ผ่านมาทำงานที่สำนักงานเกษตรเป็นยังไงบ้าง มีใครมารังแกพ่อหรือเปล่า ถ้ามีบอกหนูนะ เดี๋ยวหนูไปเอาคืนให้เอง”
เมื่อนึกถึงนิสัยที่ไม่ยอมคนและพร้อมบวกของลูกสาว เจียงต้าไห่ก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ไม่มีใครรังแกพ่อหรอก รองอธิบดีกู้ดูแลพ่อดีมาก”
พอพูดถึงเรื่องงาน ความหมองหม่นบนใบหน้าของเจียงต้าไห่ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาของเขาเป็นประกายสดใสเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่
“รองอธิบดีกู้บอกว่าเขาชอบงานวิจัยของพ่อมาก อีกวันสองวันเขาเตรียมจะพาพ่อไปกินข้าวกับผู้บริหารโรงงานเครื่องจักรด้วย เห็นว่าจะถือโอกาสนี้เจรจาเรื่องความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ”
ยิ่งเล่ายิ่งมีความสุข เจียงต้าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ‘อิอิ’ ออกมาอย่างอารมณ์ดี เจียงโม่หลี่เห็นพ่อมีความสุขก็พลอยยิ้มตามไปด้วย
“ใช้ได้เลยนี่นาพ่อ แป๊บเดียวก็ยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว”
เจียงต้าไห่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอก พลางรำพึงกับตัวเอง
“พ่อเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่างานในหน่วยงานราชการจะทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด”
เจียงโม่หลี่ได้ยินดังนั้นจึงสบโอกาสสอนปรัชญาการทำงานฉบับเจียงโม่หลี่ให้ผู้เป็นพ่อฟัง
“พ่อจำไว้นะ ต่อไปถ้าเจอปัญหาอะไร ให้สะท้อนตัวเองให้น้อยที่สุดแล้วโทษคนอื่นให้เยอะเข้าไว้ ถึงจะทำผิดก็ไม่เป็นไร แค่ต้องตั้งสติแล้วคิดให้ออกว่าจะโยนความผิดนี้ไปให้คนอื่นยังไงก็พอ”
เจียงต้าไห่ “...”
คำสอนของลูกสาวทำเอาคนเป็นพ่อถึงกับไปต่อไม่ถูก ได้แต่กระพริบตาปริบๆ
...
ตัดภาพมาทางด้านหยางตง หลังจากที่เขาเดินออกจากบ้านตระกูลเจียงด้วยความรีบร้อน เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพักคนงานเพื่อตามหาเจียงฉิงทันที เมื่อเจอตัวหญิงสาว เขาก็ไม่รอช้าที่จะแจ้งข่าวร้าย
“คุณรีบย้ายออกไปให้เร็วที่สุด ที่นี่... ใช่สิ โรงอาหารคุณก็ไม่ต้องไปทำแล้วนะ”
สีหน้าของเจียงฉิงที่ดูหม่นหมองอยู่แล้วพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชังทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เธอจ้องหน้าหยางตงเขม็ง
“หัวหน้าหยาง ฉันทำตามสัญญาที่คุณขอทุกอย่างแล้ว เทคโนโลยีคุณก็ได้ไปแล้ว คิดจะ ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล’ ถีบหัวส่งกันดื้อๆ แบบนี้เหรอ!”
หยางตงแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเหลืออด
“พ่อของคุณไม่อยู่ที่โรงงานแล้ว ถ้าไม่มีเขา เทคโนโลยีใหม่นั่นมันก็แค่เศษกระดาษกองหนึ่ง!”
เจียงฉิงสวนกลับทันควันด้วยความโมโห
“นั่นมันเป็นเพราะคุณโง่เองต่างหาก ของก็ให้ไปแล้วแต่ดันใช้ไม่เป็น จะมาโทษฉันได้ยังไง?”
หยางตงโกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาแสยะยิ้มเย็นชาใส่หญิงสาวตรงหน้า
“ว่าผมโง่เหรอ? แล้วคุณคิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือไง! สองพ่อลูกตระกูลเจียงน่ะ ถ้าคุณรู้จักเข้าหาหรือเอาอกเอาใจสักคน ป่านนี้ชีวิตคุณคงสุขสบายไปแล้ว มีไพ่ดีอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับเล่นไม่เป็น ผมไม่เคยเจอใครโง่บรมโง่เท่าคุณมาก่อนเลย!”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะหายใจก่อนจะตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวด
“แล้วที่บอกว่าผมถีบหัวส่งน่ะ คุณลองใช้สมองคิดดูนะ ตอนนี้คุณกลายเป็นคนทะเบียนบ้านชนบทไปแล้ว ถ้าผมขืนยังให้ที่พักคุณต่อ ก็เท่ากับผมให้ที่ซ่อนพวกลักลอบเข้าเมืองน่ะสิ!”
ในยุคสมัยนี้ กฎระเบียบเคร่งครัดมาก คนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ชนบทจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานหรือหารายได้ในเมือง และไม่สามารถพำนักอยู่ในเมืองได้เป็นเวลานานหากไม่มีเหตุจำเป็น
นี่คือสาเหตุที่ทำให้เจียงฉิงรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลาย เจียงโม่หลี่เล่นงานเธอถึงขั้นย้ายชื่อเธอกลับไปไว้ที่ชนบท ตอนนี้เธอไม่ต่างอะไรกับแรงงานเถื่อนที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่ในเมืองนี้ด้วยซ้ำ!
และทันทีที่หยางตงกลับไปถึงโรงงาน เขาก็ถูกหยางจื้อกางเรียกตัวเข้าไปพบที่ห้องทำงานเพื่อสอบสวนเรื่องข้อบกพร่องของเทคโนโลยี เมื่อได้รับรู้คำพูดที่เจียงโม่หลี่ฝากมา หยางจื้อกางก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นั่งนิ่งด้วยความเสียดาย
เขาเสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้ง นอกจากจะเสียบุคลากรทรงคุณค่าและเทคโนโลยีดีๆ ไปแล้ว ยังสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับสองพ่อลูกตระกูลเจียงอีก
แต่น่าเสียดายที่ความรู้สึกผิดในตอนนี้มันสายเกินไปเสียแล้ว
...
ช่วงเย็นหลังเลิกงาน เจียงโม่หลี่ลงจากรถประจำทางแล้วเดินทอดน่องไปตามทางเท้า ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตาเดินอยู่ข้างหน้า
“เฮ้ หลานรัก!”
ลู่ถิงถิงชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงโม่หลี่ เธอก็ส่งเสียง 'ฮึ' ในลำคอแล้วเชิดหน้าเดินหนีต่อทันทีโดยไม่สนใจ
เจียงโม่หลี่ไม่ยอมแพ้ เธอก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินตามทัน แล้วยกแขนขึ้นพาดไหล่ลู่ถิงถิงอย่างถือวิสาสะ
“อะไรกันเนี่ย เจอผู้หลักผู้ใหญ่ไม่รู้จักทักทาย ไม่มีมารยาทเลยนะเรา”
“เธอไม่ใช่แม่ฉันสักหน่อย ทำไมฉันต้องมีมารยาทด้วย” ลู่ถิงถิงตอบกลับอย่างกวนประสาท
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วมองเด็กสาวข้างตัวอย่างขบขัน ยัยเด็กนี่ฝีปากกล้าขึ้นเยอะเลยแฮะ
“เดี๋ยวมีธุระไปไหนต่อหรือเปล่า?”
“ถามทำไม?” ลู่ถิงถิงถามกลับเสียงห้วน
“จะเลี้ยงรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวด”
คำว่า 'รังนก' ทำให้ลู่ถิงถิงเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ฐานะทางบ้านของเธอจะดี แต่ของบำรุงราคาแพงระยับอย่างรังนกก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้กินกันบ่อยๆ
ด้วยความตะกละนำทาง ลู่ถิงถิงจึงยอมเดินตามเจียงโม่หลี่กลับมาที่บ้านตระกูลลู่อย่างว่าง่าย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน กลิ่นหอมหวานละมุนก็ลอยมาแตะจมูก ลู่ถิงถิงรีบวิ่งไปหาอันฮุ่ยที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความตื่นเต้น
“คุณย่าคะ วันนี้ตุ๋นรังนกเหรอคะ เสร็จหรือยังคะ?”
อันฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวแล้วตอบเสียงเรียบ
“ตุ๋นเสร็จแล้ว แต่ไม่ใช่ของหลานนะ”
“อ้าว แล้วตุ๋นให้ใครกินล่ะคะ?” ลู่ถิงถิงหน้ามุ่ย
จังหวะนั้นเอง ป้าหม่าหรือหม่าหงเหมยก็เดินถือกระติกน้ำเก็บความร้อนออกมาจากครัว
“อาสะใภ้สามของคุณสั่งให้ตุ๋นไปให้รองผู้พันหยางน่ะ”
พูดจบก็นำกระติกน้ำมายื่นให้เจียงโม่หลี่ “รังนกอยู่ในกระติกแล้วค่ะ ป้าใส่น้ำตาลกรวดไปนิดเดียวตามที่คุณสั่งเลย”
“ขอบคุณค่ะป้าหม่า ลำบากป้าแย่เลย”
เจียงโม่หลี่รับกระติกน้ำมาเปิดฝาออก กลิ่นหอมหวานของรังนกคุณภาพดีลอยฟุ้งออกมา เธอแกล้งแกว่งกระติกไปมาตรงหน้าลู่ถิงถิง
“หอมไหม? อยากกินหรือเปล่า?”
ลู่ถิงถิงจ้องมองรังนกสีใสในกระติกตาเป็นมัน ก่อนจะตวัดสายตาค้อนขวับใส่เจียงโม่หลี่ด้วยความหมั่นไส้
เจียงโม่หลี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ระเบียง
“เห็นกระถางดอกไห่ถังตรงนั้นไหม ไปอุ้มมา แล้วตามฉันไปบ้านรองผู้พันหยาง”
ลู่ถิงถิงมองกระถางดอกไม้ใบใหญ่แล้วร้องโวยวาย “ทำไมเธอไม่ถือเองล่ะ!”
“สรุปจะกินไหม รังนกน่ะ?” เจียงโม่หลี่ถามยิ้มๆ เป็นเชิงข่มขู่
เมื่อนึกถึงรสสัมผัสลื่นคอ หอมหวานของรังนก และความอยากกินที่พุ่งสูงปรี๊ด ลู่ถิงถิงจำต้องยอมจำนน เธอกัดฟันเดินไปอุ้มกระถางดอกไห่ถังที่บานสะพรั่งด้วยความทุลักทุเล แล้วเดินตามเจียงโม่หลี่ออกจากบ้านไปอย่างจำใจ
เมื่อมาถึงบ้านของหยางลี่ฉยง
เจียงโม่หลี่หยิบกุญแจออกมาไขประตู แล้วชี้นิ้วสั่งงานลู่ถิงถิงต่อทันที
“เอากระถางไปวางที่ระเบียงเลยนะ”
ลู่ถิงถิงอุ้มกระถางดอกไม้หนักอึ้งเดินไปที่ระเบียง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าพื้นที่เต็มไปด้วยข้าวของจนแทบไม่มีที่วาง เธอหันกลับมาตะโกนถาม
“นี่! จะให้วางตรงไหนเนี่ย มันไม่มีที่แล้ว!”
เจียงโม่หลี่วางกระติกน้ำไว้บนโต๊ะรับแขก แล้วเดินตามออกไปที่ระเบียงเพื่อช่วยดูที่ทาง เป็นจังหวะเดียวกับที่หยางลี่ฉยงกลับมาถึงบ้านพอดี
ดอกไห่ถังที่ลู่ถิงถิงอุ้มอยู่นั้น กิ่งก้านของมันคดเคี้ยวสวยงาม ดอกสีแดงสดดุจเปลวเพลิง ดูเย้ายวนและทรนงในเวลาเดียวกัน หยางลี่ฉยงเห็นแล้วก็ถูกใจ จึงบอกให้วางไว้บนโต๊ะข้างทีวี
เมื่อจัดวางดอกไม้เรียบร้อย เจียงโม่หลี่ก็หยิบกระติกน้ำรังนกส่งให้หยางลี่ฉยง
“รังนกยังร้อนๆ อยู่เลยค่ะ ทานตอนนี้กำลังดี”
“ขอบใจนะ”
หยางลี่ฉยงรับกระติกน้ำไปวางไว้บนโต๊ะรับแขก แล้วหันมาพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ลำบากเธอแย่เลยที่ต้องอุตส่าห์เอามาส่งให้ถึงที่ ดอกไม้นั่นฉันก็ชอบมาก นี่ก็ดึกแล้ว ฉันคงไม่รั้งพวกเธอไว้นะ”
เจียงโม่หลี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยายามบอกใบ้
“เอ่อ... คือรังนกตุ๋นมาเยอะเลยนะคะ ใส่มาเกือบเต็มกระติกแน่ะ”
“อื้ม ฉันจะทานให้หมด ไม่ให้เหลือทิ้งแน่นอนจ้ะ” หยางลี่ฉยงตอบรับด้วยน้ำเสียงปกติ
เมื่อเดินออกมาจากตึกที่พักของหยางลี่ฉยง ลู่ถิงถิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเจียงโม่หลี่ทันที
“สมน้ำหน้า! เขาไม่ได้คิดจะชวนเธอกินด้วยซ้ำ ตลกชะมัดเลย ฮ่าๆๆ”
เจียงโม่หลี่เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าหยางลี่ฉยงจะตัดบทไล่แขกแบบนี้โดยไม่ชวนกินสักคำ
ความรักความเอ็นดูที่มีให้กันมันจางหายไปไหนหมดแล้วนะ?
[จบบท]