บทที่ 259: หลักฐานมัดตัว
ในยุคสมัยนี้ สถานีตำรวจประจำตำบลยังมีสภาพขาดแคลน รถยนต์เป็นของหายาก ตำรวจสองนายจึงต้องเดินเท้ามาทำคดีถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา
ขากลับที่ต้องคุมตัวเว่ยฉิงเข้าตัวเมือง ตลอดทางที่ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ล้วนดึงดูดสายตาของผู้คนให้มายืนมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้ออึง
เว่ยฉิงก้มหน้าซุกอกแน่น พยายามหลบสายตาผู้คนไม่ให้ใครจำหน้าได้
แต่ก็ไม่พ้นสายตาอันแหลมคมของชาวบ้านบางคน "นั่นมันลูกสาวของหลี่หงอิงไม่ใช่เหรอ?"
ชื่อของหลี่หงอิงนั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วสิบหมู่บ้านแปดตำบล
แม่ม่ายลูกติดจากชนบทที่สามารถหาสามีใหม่และย้ายไปใช้ชีวิตกินดีอยู่ดีในเมืองได้ ใครบ้างจะไม่นึกอิจฉา
"ดูที่มือสิ ใส่กุญแจมือด้วย คงโดนจับไปยิงเป้าแน่ๆ ไม่รู้ไปก่อเรื่องอะไรไว้"
แม้การสื่อสารในชนบทจะยังล้าหลัง แต่ข่าวซุบซิบนินทานั้นแพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
เว่ยฉิงยังเดินไปไม่ถึงครึ่งทาง ข่าวที่เธอถูกตำรวจจับก็ลือกระฉ่อนไปทั่วสารทิศแล้ว
…
"แม่! แม่ครับ!"
หลิวซู่เฟินกำลังเช็ดตัวให้ลูกสาวอยู่พอดี พอได้ยินเว่ยกั๋วเหลียงวิ่งตะโกนโหวกเหวกเข้ามา ก็หันไปเอ็ดตะโรทันที
"จะแหกปากทำไม! เรียกผีสางรึไงฮะ?"
เว่ยกั๋วเหลียงยืนพิงกำแพง หอบแฮ่กๆ จนตัวโยน
ทันทีที่เห็นเว่ยฉิงโดนจับ เว่ยซวนก็รีบไล่ให้ลูกชายคนรองวิ่งมาส่งข่าวที่สถานีอนามัย
เขาใช้วิธีวิ่งลัดเลาะตามทางลัด ระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร วิ่งรวดเดียวไม่มีหยุดพัก
"แม่... เว่ย... เว่ยฉิง... มันโดน... โดนตำรวจ... จับไปแล้ว!"
พอได้ยินคำนี้ หลิวซู่เฟินโยนผ้าเช็ดตัวโปะหน้าลูกสาวทันที แล้วก้าวสามขุมเข้าไปหาลูกชายคนรอง ดวงตาเป็นประกายวาววับ
"จริงเหรอ? เมื่อไหร่?"
"ก... ก็... ว... วันนี้!"
"วันนี้ตอนไหน?"
"ช... เช้า... เมื่อเช้า"
หลิวซู่เฟินตบไหล่ลูกชายดังเพียะ "แกหยุดหอบก่อนได้ไหม! ตำรวจปล่อยมันไปเมื่อวานไม่ใช่เรอะ วันนี้จะมาจับอีกทำไม? ไม่ใช่ว่าจับไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ปล่อยอีกนะ?"
เว่ยกั๋วเหลียงพยายามกลั้นเสียงหอบหายใจไม่ให้แม่ด่า แล้วรีบอธิบาย "ตำรวจบอกว่า... เว่ยฉิงตกเป็นผู้ต้องหาฐานพยายามฆ่าเว่ยซาน เขาใส่กุญแจมือพามันไปเลย คนทั้งหมู่บ้านเห็นกันหมด!"
ได้ยินดังนั้น หลิวซู่เฟินก็ตบเข่าฉาดด้วยความสะใจ "สวรรค์มีตา! สวรรค์มีตาจริงๆ! ฉันว่าแล้วต้องเป็นฝีมือมัน นังเดรัจฉานใจดำอำมหิต สมควรโดนกรรมตามสนองแล้ว!"
เว่ยซานที่นอนอยู่บนเตียงทำหน้าเหลือเชื่อ
คนที่ขุดหลุมฝังเธอทั้งเป็น คือเว่ยฉิงจริงๆ งั้นเหรอ?
พอนึกถึงว่าตัวเองต้องนอนร่วมเตียงกับคนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้มาเป็นเดือนๆ ขนทั่วร่างก็ลุกชันด้วยความสยดสยอง
ชาตินี้เธอคงไม่กล้าเฉียดกรายไปใกล้ถ้ำหรือภูเขาอีกแล้ว!
…
หมู่บ้านหลี่จื้อโกว
จินอวี้หลานกำลังจะออกจากบ้านไปหาอาสะใภ้รองฟ่าน เพื่อเจรจาเรื่องค่าสินสอด
อาสะใภ้รองฟ่านมีหลานสาวคนหนึ่งที่ดูเหมาะสมกับลูกชายคนรองของเธอ แต่ติดตรงที่ฝ่ายหญิงเรียกค่าสินสอดแพงลิบลิ่ว
เพิ่งเดินพ้นหน้าบ้านไปไม่ไกล ก็เห็นเก๋อเยว่เอ๋อกับชาวบ้านอีกกลุ่มกำลังจับกลุ่มนินทาอะไรกันอยู่
สามีของเก๋อเยว่เอ๋อเคยมีเรื่องชกต่อยจนทำให้สามีของเธอตาบอด สองบ้านนี้จึงกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน
จินอวี้หลานเบ้ปากเตรียมจะเดินเลี่ยงไป แต่เก๋อเยว่เอ๋อกลับตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
"ลูกสะใภ้เธอโดนตำรวจจับแล้วนะ! ได้ยินว่าอาจจะโดนยิงเป้าด้วย!"
"เก๋อเยว่เอ๋อ กินมันเทศเน่าเข้าไปจนท้องอืดรึไงถึงได้มาพ่นอะไรเลอะเทอะแถวนี้?"
"ถ้าไม่เชื่อก็เรื่องของเธอ แต่คนเขาเห็นกันทั้งบางว่าเจียงฉิงโดนตำรวจใส่กุญแจมือลากตัวไป!"
จินอวี้หลานชะงักกึก
ตอนแรกเธอนึกว่าเก๋อเยว่เอ๋อหาเรื่องกวนประสาท เพราะลูกชายเธอสองคนยังโสด จะมีลูกสะใภ้ที่ไหน
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เธอยังมี อดีตลูกสะใภ้ อยู่คนหนึ่ง
เจียงฉิง... โดนตำรวจจับงั้นเหรอ?
นี่มันข่าวดีชัดๆ!
จินอวี้หลานล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปบ้านอาสะใภ้รองฟ่าน แล้วรีบวิ่งแจ้นไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทันที
พอได้รับคำยืนยันว่าคดีของเจียงฉิงจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ถึงลูกชายของเธอ เธอก็หัวเราะจนตัวงอด้วยความโล่งใจ
"ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้ามัน!"
"เวรกรรมตามทันจริงๆ ฮ่าๆๆ!"
เธอเดินหัวเราะร่าไปตลอดทาง หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ทำให้ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างมองด้วยสายตาแปลกๆ นึกว่าเธอเป็นบ้าไปแล้ว
…
"พวกคุณจับคนผิดแล้ว ไม่ใช่ฉัน ฉันถูกใส่ร้าย! ฉันถูกใส่ร้ายจริงๆ นะคะ!"
ในห้องสอบสวน เว่ยฉิงบีบน้ำตาคร่ำครวญ พยายามใช้ความอ่อนแอหลอกลวงเจ้าหน้าที่
แต่ตำรวจไม่หลงกลอีกต่อไป เขาวางหลักฐานที่รวบรวมมาได้กองลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
"พลั่วเหล็กด้ามนี้ คุณไปซื้อมาจากร้านตีเหล็กของจูเหล่าอู่เมื่อเดือนก่อน จูเหล่าอู่มีนิสัยชอบทำตำหนิไว้บนเครื่องมือเหล็กทุกชิ้นที่เขาตีขึ้นมา"
เว่ยฉิงจ้องมองตัวอักษร "จู" ที่สลักบิดเบี้ยวอยู่ด้านในด้ามพลั่ว พยายามจะอ้าปากเถียง แต่ตำรวจไม่เปิดโอกาส
"เทียนไขครึ่งเล่มกับกล่องไม้ขีดไฟนี่ เราเจอในบริเวณที่เว่ยซานถูกฝัง จากการตรวจสอบ ลายนิ้วมือบนเทียนไขและกล่องไม้ขีดตรงกับลายนิ้วมือของคุณ"
เว่ยฉิงหน้าซีดเผือด จ้องมองเทียนไขและกล่องไม้ขีดตาไม่กระพริบ
เธอเป็นคนรอบคอบ และรู้ดีว่าการก่ออาชญากรรมต้องไม่ทิ้งร่องรอย
ตอนออกจากถ้ำ เธออุตส่าห์เก็บเทียนไขและกล่องไม้ขีดออกมาด้วยแล้วเชียว
แต่... เพราะคิดน้อยไป พอออกมาจากถ้ำได้เธอก็โยนทิ้งข้างทาง
ถ้ารู้ว่าจะถูกตำรวจตามเจอแบบนี้ เธอคงเอากลับไปเผาทิ้งที่บ้านแล้ว!
ตำรวจโยนปึกรูปถ่ายลงตรงหน้าเธออีก "นี่คือภาพร่องรอยในที่เกิดเหตุ ตรงจุดที่ฝังเว่ยซาน นอกจากรอยเท้าของเหยื่อแล้ว ก็มีแค่รอยเท้าของคุณคนเดียว! คุณลากแผ่นหินมาปิดปากหลุม คุณโกยดินมากลบทับแผ่นหิน ทุกก้าวย่างของคุณปรากฏชัดเจนบนพื้นดิน!"
"บนแผ่นหินที่ปิดปากหลุม เราพบรอยเท้าของคุณไม่ต่ำกว่าห้าสิบรอย! คุณย่ำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงกลัวว่าเว่ยซานจะรอดตายสินะ ถึงได้พยายามปิดตายปากหลุมขนาดนั้น!"
"ส่วนคดีขโมยของที่สถานีธัญพืช เราปิดคดีไปตั้งหลายวันแล้ว คนร้ายคือยามเฝ้าประตูที่ขโมยของเอง แต่เพราะยังมีผู้ร่วมขบวนการหลบหนีอยู่ เราเลยยังไม่แถลงข่าว"
"กลุ่มคนลึกลับที่คุณอ้างถึง มันคือนิทานหลอกเด็ก! คุณคิดว่าหลอกเว่ยซานได้แล้วจะมาตบตาตำรวจได้งั้นเหรอ? บอกตามตรงนะ เราไม่เคยเลิกสงสัยในตัวคุณเลย ที่ปล่อยตัวคุณไปเมื่อวาน ก็แค่จะดูว่าคุณมีผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นอีกหรือเปล่า"
"เว่ยฉิง หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ คุณดิ้นไม่หลุดแล้ว สารภาพมาซะดีๆ โทษหนักจะได้เป็นเบา"
เว่ยฉิงอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ลำคอตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก
เธอรู้ตัวดีว่า... จบเห่แล้ว
คราวนี้ไม่มีใครช่วยเธอได้อีกแล้ว
ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง ความเสียใจ และความเคียดแค้น ถาโถมเข้ามาในจิตใจจนหนาวสะท้านไปทั้งร่าง แต่ลึกๆ แล้ว เธอก็ยังเจ็บใจไม่หาย
เธอไม่เข้าใจ... สวรรค์ให้โอกาสเธอมาเกิดใหม่ทำไม ถ้าจะขัดขวางเธอทุกวิถีทางแบบนี้
"คุณมีความแค้นอะไรกับเว่ยซาน ทำไมถึงต้องลงมือฆ่าแกงกันขนาดนี้?"
"พวกคุณเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ก็ไปสืบเอาเองสิ ฉันไม่มีอะไรจะพูด จะต้มยำทำแกงยังไงก็เชิญ!"
ตำรวจมองใบหน้าซีดเผือดและดวงตาที่ฉายแววอาฆาตของเว่ยฉิงด้วยความสะพรึงกลัว ยากจะเชื่อว่าหญิงสาวหน้าตาซื่อๆ คนนี้ จะมีจิตใจอำมหิตผิดมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
…
บ้านตระกูลลู่
อันฮุ่ยตักน้ำแกงไก่ถ้วยใหญ่มาวางตรงหน้าเจียงโม่หลี่ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา "ป้าหม่าอุตส่าห์ตุ๋นใส่เครื่องยาจีนให้เป็นพิเศษ ดื่มเยอะๆ หน่อยนะลูก หายไปเป็นเดือน ดูสิผอมไปตั้งเยอะ"
เจียงโม่หลี่ซดน้ำแกงไก่รสกลมกล่อมอย่างมีความสุข "ก็คิดถึงแม่นี่คะ กินไม่ได้นอนไม่หลับจนผอมโซเลย"
อันฮุ่ยได้ยินลูกสะใภ้อ้อนก็ยิ้มแก้มปริจนตาหยี
ลู่เต๋อเจามองถ้วยน้ำแกงในมือลูกสะใภ้ตาละห้อย กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ "ผมก็ผอมเหมือนกันนะ ผมก็อยากกินไก่ตุ๋นยาจีนบำรุงบ้าง"
อันฮุ่ยปรายตามองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ็ดเบาๆ "ดูไม่ออกเลยว่าคุณผอมลงตรงไหน"
[จบบท]