บทที่ 263: งานศพ
ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วผืนฟ้าในค่ำคืนที่เงียบสงัด เจียงโม่หลี่และเจียงต้าไห่ต้องรีบเดินทางฝ่าความมืดกลับไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวาอย่างเร่งด่วนโดยไม่มีเวลาได้พักผ่อน
ข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของหลี่หงอิงสร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน โดยเฉพาะคนในตระกูลเว่ยที่ตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์นี้ พวกเขาทำอะไรไม่ถูกและจัดการสถานการณ์ได้อย่างทุลักทุเล ร่างไร้วิญญาณของหลี่หงอิงจึงถูกนำไปวางพักไว้ในกระท่อมฟางหลังเก่าซอมซ่ออย่างน่าเวทนา
นอกจากจะส่งข่าวไปบอกเจียงต้าไห่แล้ว ทางตระกูลเว่ยยังได้แจ้งข่าวร้ายนี้ไปยังบ้านเดิมของหลี่หงอิงด้วย เมื่อเจียงโม่หลี่และพ่อเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ภาพแรกที่เห็นคือความโกลาหล ญาติพี่น้องจากฝั่งตระกูลหลี่กำลังยืนประจันหน้าทะเลาะเบาะแว้งกับหลิวซู่เฟินอย่างดุเดือด เสียงตะโกนด่าทอดังลั่นไปทั่วบริเวณทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้าน
สาเหตุของการโต้เถียงครั้งนี้มาจากจุดที่หลี่หงอิงเลือกจบชีวิตตัวเอง เธอใช้เชือกแขวนคอตายบนต้นไม้ใหญ่หน้าปากถ้ำ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เว่ยฉิงลูกสาวของเธอเคยก่อเหตุฝังคนทั้งเป็น
เรื่องราวเริ่มบานปลายเพราะประจวบเหมาะกับเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา หลิวซู่เฟินได้พูดจากระทบกระเทียบแดกดันหลี่หงอิงต่อหน้าธารกำนัลว่า
"ถ้าฉันเป็นเธอนะ ฉันคงไม่มีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว คงจะหาเชือกมาผูกคอตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปซะ"
คำพูดผรุสวาทนั้นไม่ได้เลือนหายไปกับสายลม ชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียนฮวาหลายคนต่างได้ยินกันเต็มสองหู เมื่อเกิดเหตุสลดขึ้นจริงๆ ทางครอบครัวตระกูลหลี่จึงปักใจเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าหลี่หงอิงถูกหลิวซู่เฟินกดดันจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย พวกเขาจึงยกขบวนมาเรียกร้องความเป็นธรรมและต้องการคำอธิบายจากปากของหลิวซู่เฟิน
แต่คนอย่างหลิวซู่เฟินมีหรือจะยอมรับผิดง่ายๆ เธอยืนเท้าสะเอวโต้กลับเสียงแข็งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความบึ้งตึงและไม่ยี่หระ
"หล่อนไม่อยากมีชีวิตอยู่เองแล้วมันธุระกงการอะไรของฉันไม่ทราบ ฉันบอกให้พวกแกไปตาย พวกแกจะไปตายตามที่ฉันสั่งไหมล่ะ คนมันจะตายเองแต่มาโทษคนอื่น อย่าเที่ยวเอาหม้อเอาไหเน่าๆ มาครอบหัวชาวบ้านส่งเดชแบบนี้นะ ฉันไม่รับ!"
ทางฝั่งตระกูลหลี่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งโกรธจัด ชี้หน้าด่ากลับไม่ลดละ "คนก็ตายกลายเป็นศพไปแล้ว เธอยังมีหน้ามาพูดจาหมาๆ แบบนี้อีก ไม่กลัวเวรกรรมจะตามทันหรือไง"
หลิวซู่เฟินแค่นหัวเราะเสียงเย็น แววตาแข็งกร้าวไม่มีความสลดแม้แต่น้อย
"คนอย่างฉันไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้นแหละ ถ้าหล่อนเก่งจริงคืนนี้ก็ให้มาหาฉันเลย ฉันจะรอ!"
เมื่อเห็นว่าการต่อล้อต่อเถียงกับคนปากตลาดอย่างหลิวซู่เฟินมีแต่จะเสียเวลาและไม่ได้ความคืบหน้า ญาติฝั่งตระกูลหลี่จึงหันหน้ามาปรึกษาหารือกับเจียงต้าไห่เรื่องการจัดการงานศพแทน
อย่างไรเสียคนตายก็ต้องได้รับการทำพิธีฝังให้เรียบร้อย จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้ แต่การจัดงานศพย่อมมีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทางตระกูลหลี่เองก็ไม่อยากจะแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ พวกเขาจึงโยนความรับผิดชอบมาทางสามีอย่างเจียงต้าไห่
เจียงต้าไห่หันมาปรึกษากับเจียงโม่หลี่ลูกสาวคนโต ทั้งสองตกลงกันว่าจะจัดงานให้เรียบง่ายที่สุดเพื่อลดความยุ่งยาก
"เราจะแจ้งข่าวให้เฉพาะญาติสนิทมาร่วมไว้อาลัยเท่านั้น ไม่ต้องตั้งศาลาสวดอภิธรรมใหญ่โต ไม่มีการเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อ และที่สำคัญคือจะไม่รับเงินช่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น"
ขั้นตอนการจัดการร่างไร้วิญญาณดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ขณะที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดและแต่งตัวให้ศพเป็นครั้งสุดท้าย เจียงโม่หลี่ก็พบจดหมายลาตายฉบับหนึ่งซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าของหลี่หงอิง ข้อความในกระดาษเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียว แต่กลับอธิบายความรู้สึกทั้งหมดในชีวิตของผู้หญิงคนนี้ได้จนหมดสิ้น
‘ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง ฉันขอชดใช้กรรมแทนเสี่ยวฉิง’
ตัวอักษรไม่กี่ตัวนั้นหนักอึ้งราวกับขุนเขา มันคือคำสารภาพและคำบอกลาของผู้เป็นแม่ที่ยอมแลกชีวิตเพื่อไถ่โทษให้ลูกสาว
เจียงโม่หลี่จัดการจ้างคนมาช่วยดำเนินการเรื่องโลงศพและการบรรจุศพทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นตามพิธีการ ก่อนที่จะทำการปิดฝาโลง จะต้องมีพิธีให้ญาติพี่น้องเดินดูหน้าศพเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อร่ำลา แต่เวลานั้นเจียงโม่หลี่กลับมองไม่เห็นพ่อของเธออยู่ในบริเวณงาน
หญิงสาวเดินตามหาอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเดินลัดเลาะมาถึงริมแม่น้ำสายเล็กท้ายหมู่บ้าน เธอเห็นร่างคุ้นตานั่งเหม่อลอยอยู่บนแท่นหินบดแป้งเก่าๆ ริมตลิ่ง ในมือหยาบกร้านคู่นั้นกำกระดาษจดหมายลาตายของหลี่หงอิงไว้แน่น สายตาทอดมองไปยังสายน้ำที่ไหลเอื่อยอย่างเลื่อนลอย
"พ่อ" เธอส่งเสียงเรียกเบาๆ
เจียงต้าไห่สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมา นัยน์ตาของเขาแดงก่ำและมีร่องรอยของคราบน้ำตาอย่างเห็นได้ชัด
เจียงโม่หลี่เดินเข้าไปใกล้แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นพ่ออย่างเงียบๆ พลางเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เสียใจเหรอพ่อ ไม่เป็นไรนะ หนูอยู่นี่แล้ว"
คำพูดสั้นๆ ของลูกสาวทำให้กำแพงความเข้มแข็งของเจียงต้าไห่พังทลายลง ขอบตาของเขาแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครือเมื่อเอ่ยปากเล่าความหลัง
"พ่อยังจำได้ดี ครั้งแรกที่แม่สื่อพาพ่อมาเจอน้าหงอิงของลูก ก็ที่ริมแม่น้ำตรงนี้แหละ ตอนนั้นเขาพูดกับพ่อว่า งานซักผ้า ทำกับข้าว เลี้ยงลูก เขาทำได้หมดทุกอย่าง ขอแค่ข้อเดียวคือขอหนีบลูกสาวติดมาด้วยคนหนึ่ง"
"พ่อเห็นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง แล้วไอ้เสี่ยวฉิงเองก็รุ่นราวคราวเดียวกับลูก พ่อเลยคิดว่าถ้าตกลงปลงใจกัน ลูกก็จะได้มีเพื่อนเล่น พ่อเลยตอบตกลงไป"
เจียงต้าไห่สูดหายใจลึกพยายามกลั้นก้อนสะอื้น "พูดกันตามตรงนะลูก พ่อกับน้าหงอิงเราอยู่กันเหมือนสหายร่วมทุกข์มากกว่าคู่ผัวตัวเมีย พ่อมีหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน เขาคอยดูแลจัดการเรื่องในครอบครัว เราต่างคนต่างทำหน้าที่ประคับประคองกันมาจนพวกลูกโตป่านนี้"
"กับเขา...พ่อไม่ได้มีความรักลึกซึ้งตรึงใจเหมือนที่พ่อมีต่อแม่แท้ๆ ของลูก แต่การที่ได้ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นสิบปี เขากลายเป็นคนใกล้ชิดที่สุด เป็นคนที่พ่อคุ้นเคยที่สุด พอวันหนึ่งเขาหายวับไปกะทันหันแบบนี้ มันเหมือนแขนซ้ายแขนขวาของพ่อถูกตัดขาดหายไป มันโหวงเหวง...แล้วมันก็เจ็บจุกในอกบอกไม่ถูก"
พูดจบชายวัยกลางคนก็ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร เจียงโม่หลี่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้พ่ออย่างเบามือ
เธออดคิดในใจไม่ได้ว่า พ่อของเธอก็ช่างอาภัพนัก อายุยังไม่ทันจะถึงสี่สิบดีก็ต้องมาเสียภรรยาไปถึงสองคนแล้ว
...
ในสถานการณ์ปกติ เว่ยฉิงซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรงและอยู่ระหว่างการฝากขัง ย่อมไม่มีสิทธิ์ออกมาร่วมงานศพ
แต่ทางเจ้าหน้าที่กงอันกำลังปวดหัวกับการที่เว่ยฉิงปิดปากเงียบไม่ยอมให้การใดๆ เกี่ยวกับคดีฆาตกรรม พวกเขาจึงมองว่าการเสียชีวิตของหลี่หงอิงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกของเว่ยฉิงได้ จึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เธอออกมาเคารพศพแม่ได้ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด
เว่ยฉิงเดินก้าวพ้นประตูเรือนจำออกมาโดยมีกุญแจมือล็อกอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้าง และมีเจ้าหน้าที่กงอันคอยประกบซ้ายขวา ทันทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างของเจียงโม่หลี่ที่ยืนรออยู่ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
"เธอมาเพื่อจะสมน้ำหน้าฉันใช่ไหม!" เว่ยฉิงตวาดถามเสียงกร้าว
เจียงโม่หลี่กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเรียบนิ่ง "เธอเนี่ยก็กตัญญูดีนะ กตัญญูจนแม่ตรอมใจตายเพราะความกตัญญูของเธอเลย"
เว่ยฉิงหน้าถอดสี "แม่ฉันเป็นอะไร"
เจียงโม่หลี่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแล้วเอ่ยความจริงที่โหดร้าย "แม่เธอผูกคอตายบนภูเขาลูกเดียวกับที่เธอเอาคนไปฝัง เพื่อชดใช้กรรมแทนเธอไงล่ะ"
"แกโกหก! อีบ้า! แกมันตอแหล! แกแช่งแม่ฉัน แกนั่นแหละที่สมควรตาย!"
เว่ยฉิงสติแตกกรีดร้องด่าทอเสียงดังลั่น พยายามจะพุ่งตัวเข้ามาทำร้ายเจียงโม่หลี่ หากไม่ได้เจ้าหน้าที่กงอันช่วยกันล็อกตัวไว้ เธอคงกระโจนเข้าใส่ไปแล้ว
เจียงโม่หลี่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา "พอเถอะ รีบไป แม่เธอยังรอเธออยู่"
คำพูดทิ้งท้ายนั้นทำให้เว่ยฉิงเริ่มมีความหวังลมๆ แล้งๆ ผุดขึ้นมาในใจ เจียงโม่หลี่ต้องโกหกแน่ๆ แม่ไม่มีทางเป็นอะไรไป แม่ต้องรอเธออยู่ที่บ้านเหมือนทุกครั้ง
รถของเจ้าหน้าที่พาพวกเธอมาถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา บริเวณทางเข้าหมู่บ้านมีชาวบ้านจำนวนมากมารอเมียงมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคนต่างรู้ข่าวว่าวันนี้เว่ยฉิงจะถูกคุมตัวกลับมา
ทันทีที่เว่ยฉิงปรากฏตัว เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
"ดูสิ นังฆาตกรกลับมาแล้ว!"
"นังตัวซวย! ทำพ่อแม่ตายยังไม่พอ ยังฆ่าแกงญาติพี่น้องตัวเองได้ลงคอ คนแบบนี้กงอันน่าจะลากไปยิงเป้าให้จบๆ ไป!"
เด็กเล็กๆ ในหมู่บ้านที่รู้ความแล้ววิ่งกรูเข้ามาถ่มน้ำลายใส่เว่ยฉิง บางคนหยิบก้อนหินและเศษกระเบื้องขว้างปาใส่จนเจ้าหน้าที่กงอันต้องตะโกนห้ามปรามเสียงดังลั่น
เว่ยฉิงยกมือที่ถูกพันธนาการขึ้นปัดป้องใบหน้า สายตาอาฆาตมาดร้ายจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของเจียงโม่หลี่ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เธอปักใจเชื่อว่าฉากความอัปยศเหล่านี้เป็นฝีมือของเจียงโม่หลี่ที่จัดฉากขึ้นเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ
ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าเธอรอดไปได้เมื่อไหร่ เธอจะเอาคืนให้สาสมเป็นพันเท่า!
...
เมื่อเดินลัดเลาะมาจนใกล้ถึงเขตบ้านตระกูลเว่ย ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาหัวใจของเว่ยฉิงกระตุกวูบ ผ้าดิบสีขาวและธงกระดาษสำหรับงานศพถูกแขวนระโยงระยางอยู่หน้าบ้านเก่าซอมซ่อ
เกิดอะไรขึ้น? ใครตาย?
ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วร่าง ขาของเธอเริ่มอ่อนแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอเดินเซถลากระท่อนกระแท่นไปจนถึงหน้ากระท่อมฟาง สายตาปะทะเข้ากับโลงศพไม้สีดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้า เว่ยฉิงเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
"ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้! แม่! แม่จ๋า! แม่ไปไหน? แม่ออกมาหาฉันสิ!"
เธอหวีดร้องเรียกหาแม่ราวกับคนเสียสติ ดวงตาแดงก่ำกวาดมองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง
ลุงคนหนึ่งจากตระกูลหลี่เดินปรี่เข้ามา กระชากคอเสื้อเธอแล้วลากไปที่หน้าโลงศพอย่างแรง
"แม่แกนอนอยู่ในนั้นไง! เขาตายแทนแก นังลูกอกตัญญู!"
สิ้นเสียงตวาด ฝ่าเท้าหนักๆ ก็ถีบเข้าที่กลางหลังของเว่ยฉิงเต็มแรงจนเธอหน้าคะมำไปกระแทกกับพื้นหน้าโลงศพ
เว่ยฉิงในสภาพกึ่งนั่งกึ่งคลานเงยหน้าขึ้นมองโลงศพสีดำที่แผ่ไอเย็นเยียบออกมา น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาเป็นสายเลือด
"แม่? แม่จ๋า!"
"แม่ทิ้งฉันไปแบบนี้ได้ยังไง"
"แม่...ฟื้นสิแม่ ไม่มีแม่แล้วฉันจะอยู่ยังไง"
"แม่! แม่จ๋า—"
เสียงร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจของเว่ยฉิงดังก้องไปทั่ว เจียงโม่หลี่ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก ไม่ใช่เพราะสงสารเว่ยฉิง แต่เธอเวทนาในชะตากรรมของหลี่หงอิงมากกว่า
สำหรับเธอแล้ว แม่เลี้ยงคนนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร หากจะพูดให้ถูก หลี่หงอิงถือเป็นแม่เลี้ยงที่ดีคนหนึ่ง ขยันขันแข็ง จิตใจดี และเจียมเนื้อเจียมตัว
แต่อนิจจา ความอ่อนแอและใจอ่อนจนเกินพอดีของหลี่หงอิงนั่นแหละ คือบ่อเกิดที่บ่มเพาะความเห็นแก่ตัว ความบิดเบี้ยว และความอิจฉาริษยาในใจของเว่ยฉิงจนเติบใหญ่กลายเป็นปีศาจร้าย
บางทีหลี่หงอิงอาจจะตระหนักถึงความผิดพลาดนี้ในวินาทีสุดท้าย แต่ก็สายเกินแก้ เธอจึงเลือกทางเดินมรณะ หวังใช้ความตายของตัวเองเป็นเครื่องเตือนสติ และแลกกับโอกาสให้ลูกสาวได้กลับตัวกลับใจ
...
"แม่! แม่..."
เว่ยฉิงสะดุ้งเฮือกตื่นจากภวังค์ เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วใบหน้า เมื่อสายตาปรับโฟกัสจนมองเห็นลูกกรงเหล็กและผนังห้องขังที่เย็นเฉียบ ความเป็นจริงก็กระแทกเข้าใส่หน้าจนชาหนึบ น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลพรากออกมาอีกครั้ง
เธฝันเห็นหลี่หงอิง...ฝันถึงเรื่องราวในวัยเด็ก
ในความทรงจำนั้น พ่อแท้ๆ ของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน หลี่หงอิงต้องกระเตงเธอสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ ท้องไส้กิ่วหิวโหยจนแสบท้องทุกวัน
ตอนนั้นความฝันสูงสุดในชีวิตของเด็กหญิงตัวน้อยคือขอแค่ได้กินข้าวอิ่มท้องสักมื้อก็พอใจแล้ว
แล้ววันหนึ่ง จู่ๆ แม่ก็รื้อค้นเอาเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มีออกมาสวมให้เธอ ใบหน้าของแม่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข บอกกับเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าจะพาไปอยู่ในเมือง จะได้มีชีวิตที่ดี ได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อ
เธอดีใจจนเนื้อเต้น รีบสะพายห่อผ้าใบเก่าเดินตามหลังแม่ต้อยๆ เข้าไปในบ้านตระกูลเจียง และในวันนั้นเอง...เธอก็ได้พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่งดงามราวกับตุ๊กตาแก้ว...เจียงโม่หลี่
[จบบท]