บทที่ 33 วิชามาร
"โม่หลี่! โม่หลี่! คุณอย่าเป็นอะไรไปนะ!"
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นโดยไม่ห่วงความสง่างาม วงแขนแกร่งประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของเจียงโม่หลี่ขึ้นมาแนบอก ใบหน้าคมเข้มที่มักจะเรียบเฉยอยู่เสมอบัดนี้ฉายแววตื่นตระหนก ร้อนรนจนแทบทำอะไรไม่ถูก
ลู่เฉิงเงยหน้าขึ้นกวาดตามองกลุ่มคนจากสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชน นัยน์ตาคมกริบดุดันจนเจ้าหน้าที่หลายคนเผลอถอยหลังกรูด
"พวกคุณกดดันเธอจนเป็นแบบนี้ พอใจหรือยัง! เห็นไหมว่าเธอหมดสติไปแล้ว! นี่มันเรื่องความเป็นความตาย ผมต้องรีบพาเธอไปหาหมอเดี๋ยวนี้!"
เจ้าหน้าที่หญิงจากสำนักงานฯ ยืนอึกอัก มองร่างของหญิงสาวที่คอพับคออ่อนอยู่ในอ้อมกอดชายหนุ่มด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ
ร้อยทั้งร้อยเชื่อว่าแม่นี่แกล้งเป็นลมหนีความผิด แต่ใครจะกล้าเข้าไปพิสูจน์ล่ะ ขืนเข้าไปจับผิดแล้วเกิดตายขึ้นมาจริงๆ ใครจะรับผิดชอบไหว
"เอาเถอะ... ในเมื่อเธอสำนึกผิดจนถึงกับเป็นลมล้มพับไปแบบนี้ ทางเราก็จะถือว่าเธอได้รับบทเรียนแล้ว" เจ้าหน้าที่เกาตัดสินใจเอ่ยขึ้นเพื่อตัดปัญหาและรักษาหน้าตัวเอง "สหายลู่รีบพาคนป่วยกลับไปพักผ่อนเถอะ"
คำอนุญาตจากหัวหน้าทีมเปรียบเสมือนใบเบิกทาง ลู่เฉิงไม่รอช้า ช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิงแล้วสาวเท้าก้าวยาวๆ ฝ่าวงล้อมออกไปทันที ทิ้งให้บรรดาเจ้าหน้าที่ยืนมองตาปริบๆ ด้วยความเจ็บใจที่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปต่อหน้าต่อตา
เจียงฉิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มชาวบ้านมองภาพนั้นด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
นังมารร้ายนั่นมันหนังเหนียวตายยากจริงๆ! หล่อนอุตส่าห์วางแผนให้คนมารุมประณาม หวังจะเห็นมันถูกลากไปแห่ประจานให้ขายขี้หน้าชาวบ้านจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่นี่อะไร... นอกจากจะไม่โดนจับแล้ว ยังมีผู้ชายมาอุ้มหนีไปอีก
แต่สิ่งที่เจียงฉิงและคนอื่นๆ ไม่รู้ก็คือ เจียงโม่หลี่ไม่ได้กลัวการถูกประจานเลยสักนิด กลับกัน... ถ้าเป็นไปได้ เธออยากจะขอไมโครโฟนประกาศความเลวของตัวเองให้ดังไปสามบ้านแปดบ้านด้วยซ้ำ ยิ่งคนเกลียดเยอะ แต้มยิ่งพุ่ง เธอชอบ!
ทันทีที่ลับหลังลู่เฉิง เสียงซุบซิบนินทาก็ดังกระหึ่มขึ้นเหมือนผึ้งแตกรัง
"ยัยนั่นแกล้งเป็นลมชัดๆ! เมื่อกี้ยังยืนเถียงฉอดๆ อยู่เลย พอจะโดนจับเข้าหน่อยดันเป็นลมซะงั้น"
"มารยาจริงๆ! คนอะไรหน้าด้านหน้าทน ฉันล่ะเกลียดขี้หน้ามันเข้าไส้!"
ชาวบ้านร้านตลาดต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่านี่คือการแสดงละครตบตา ความหมั่นไส้และความรังเกียจที่มีต่อเจียงโม่หลี่พุ่งสูงทะลุปรอท
[ติ๊ง! 'ค่าความรังเกียจ +1... +3... +5... +8…]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังรัวราวกับเสียงประทัดตรุษจีน ทำเอาคนที่แกล้งสลบอยู่ในอ้อมแขนลู่เฉิงเกือบจะหลุดขำพรืดออกมา ดีที่ซุกหน้าอยู่กับอกเสื้อเขาเลยเนียนไปได้
...
เจียงต้าไห่ที่ยืนชะเง้อคอรออยู่หน้าบ้าน พอเห็นว่าที่ลูกเขยอุ้มลูกสาวตัวดีเดินหน้าเครียดเข้ามา หัวใจคนเป็นพ่อก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"เกิดอะไรขึ้น!? โม่หลี่เป็นอะไร!?"
"เข้าไปคุยข้างในครับ" ลู่เฉิงตอบสั้นๆ โดยไม่ชะลอฝีเท้า เดินดุ่มๆ ผ่านหน้าว่าที่พ่อตาเข้าไปในตัวบ้าน วางร่างหญิงสาวลงบนเตียงไม้ในห้องโถงกลางอย่างเบามือ
"ตกลงมันยังไงกันแน่พ่อหนุ่ม ลูกสาวฉัน..."
เจียงต้าไห่ยังไม่ทันจะซักไซ้ให้รู้ความ ร่างผอมแห้งของเจียงเผิงก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องราวกับจรวดทางเรียบ ในมือถืออ่างล้างหน้าเคลือบอีนาเมลลายดอกโบตั๋นกับตะหลิวเหล็กด้ามยาว
เคร้งงง!!!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวเหนือศีรษะเจียงโม่หลี่พอดิบพอดี
"เฮ้ย!!"
คนป่วยที่นอนนิ่งสนิทสะดุ้งโหยง เด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงตาเหลือกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
พอเห็นว่าลูกสาวฟื้นคืนชีพแล้ว ทุกคนในห้องต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เจียงโม่หลี่นั่งมึนงงอยู่ครู่ใหญ่ หูอื้อตาลายไปหมด "เกิดอะไรขึ้น... ฟ้าผ่าเหรอ? หรือแผ่นดินไหว? ทำไมโลกมันหมุนๆ แบบนี้..."
ลู่เฉิงเห็นท่าทางสะลึมสะลือของเธอก็รีบขยับเข้าไปใกล้ ยกมือใหญ่ขึ้นปิดหูทั้งสองข้างของเธอไว้ แล้วตบเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อช่วยไล่เสียงวิ้งๆ ในหู พร้อมกับเอ่ยปลอบ
"ไม่มีอะไรหรอก คุณแค่หูฝาดไปเอง"
ฝ่ามือที่แนบอยู่กับแก้มและใบหูนั้นหยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่น ความร้อนจากฝ่ามือแผ่ซ่านเข้ามาจนเจียงโม่หลี่รู้สึกจั๊กจี้และหน้าร้อนวูบขึ้นมาอย่างประหลาด
สติสัมปชัญญะเริ่มไหลย้อนกลับมา เธอจำได้แล้ว... ตอนที่กำลังจะถูกแห่ประจาน จู่ๆ อีตานี่ก็ใช้วิชามารบางอย่าง "สับ" เข้าที่ท้ายทอยเธอจนภาพตัดวูบ!
นึกว่าจะช่วยพาหนีดีๆ ที่ไหนได้ เล่นซะคอเกือบหัก!
'ระบบ... ตอนนี้แต้มความรังเกียจของฉันเป็นไงบ้าง?' เธอรีบถามในใจ
[รายงานโฮสต์ ความคืบหน้าภารกิจอยู่ที่ 1,679/10,000 แต้ม]
เจียงโม่หลี่ตาโตเท่าไข่ห่าน ตัวเลขมันดีดขึ้นมาเร็วมาก! ก่อนสลบยังอยู่ที่พันสองนิดๆ เอง แสดงว่ายิ่งเธอหนี ยิ่งทำให้คนเกลียดขี้หน้ามากขึ้นงั้นสิ? เยี่ยมไปเลย!
"นี่คุณ... เมื่อกี้คุณไปทำเรื่องบัดซบอะไรไว้ตอนฉันหลับหรือเปล่า?" เธอหันขวับไปจ้องหน้าลู่เฉิงอย่างจับผิด
ลู่เฉิงเลิกคิ้ว เข้าใจผิดคิดว่าเธอกำลังโกรธเรื่องที่เขาลงมือหนัก เขาจึงหันไปส่งสายตาเชิงขอร้องให้เจียงต้าไห่ หลี่หงอิง และเจ้าตัวแสบเจียงเผิงออกไปรอนอกห้องก่อน
เมื่อประตูปิดลง ชายหนุ่มจึงเอ่ยเสียงขรึม "ทางสำนักงานฯ เขาทำตามหน้าที่ ถ้าผมเข้าไปขวางโต้งๆ นอกจากจะช่วยคุณไม่ได้แล้ว เรื่องมันจะยิ่งบานปลาย วิธีเดียวที่จะทำให้พวกเขายอมถอยคือคุณต้องป่วยกะทันหัน ทางนั้นกลัวความรับผิดชอบถึงยอมปล่อยมา วิธีนี้ปลอดภัยที่สุดแล้ว"
เจียงโม่หลี่ฟังแล้วก็ต้องยอมรับว่าแผนของเขาฉลาดเป็นกรด สมกับเป็นทหารระดับหัวกะทิ แต่เรื่องอะไรจะยอมรับง่ายๆ ปากเธอเลยยื่นยาวเถียงกลับไป
"ปลอดภัยกับผีน่ะสิ! นี่ฉันไม่ได้แกล้งเป็นลมนะ แต่โดนคุณสับคอจนสลบไปจริงๆ ต่างหาก! มือหนักเป็นบ้าเลย กะจะฆ่ากันให้ตายหรือไง"
"เจ็บมากไหม? ไหนผมขอดูหน่อย"
ไม่พูดเปล่า เขาเอื้อมมือมาหมายจะดูรอยช้ำที่ต้นคอ แต่เจียงโม่หลี่ไวกว่า ปัดมือเขาออกดังเพียะ
"ไม่ต้องมาแต๊ะอั๋งเลยนะ!"
"ถ้าปวด เดี๋ยวผมเอายาหม่องมานวดให้ จะได้คลายเส้น"
เจียงโม่หลี่ยกมือคลำท้ายทอยตัวเองป้อยๆ จะว่าเจ็บก็ไม่เชิง แต่มันรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ พิกล
"ถามจริง... คุณทำได้ยังไงน่ะ? มีเคล็ดลับอะไรเหรอ? สอนหน่อยสิ" ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที
ถ้าเธอเรียนรู้วิชานี้ไว้ อนาคตเวลาไปกวนประสาทใครแล้วโดนรุมสกรัม จะได้มีท่าไม้ตายไว้ป้องกันตัว หรือเอาไว้จัดการพวกน่ารำคาญให้หลับกลางอากาศได้บ้าง
ลู่เฉิงมองท่าทางตื่นเต้นของเธอแล้วก็หลุดขำ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "อีกสองวันผมจะสอนให้"
"ทำไมต้องรออีกสองวัน? จะสอนก็สอนเลยสิ ลีลาอยู่ได้" เธอบ่นอุบ
"ช่วยไม่ได้ครับ มันเป็นวิชาลับเฉพาะประจำตระกูลลู่ กฎเหล็กคือห้ามถ่ายทอดให้คนนอก คุณต้องแต่งเข้าบ้านผมมาเป็นคนสกุลลู่ก่อน ผมถึงจะสอนให้ได้"
"ชิ! งก!"
เจียงโม่หลี่เบ้ปากใส่ พร้อมกับกลอกตาเป็นเลขแปดแนวนอน
ในขณะเดียวกัน ที่นอกประตูห้อง...
เจียงต้าไห่เดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น ยิ่งเห็นประตูปิดสนิทนานสองนาน เขาก็ยิ่งคิดไปไกล หรือว่าเห็นนิสัยเสียของลูกสาวเขาแล้ว ว่าที่ลูกเขยเกิดเปลี่ยนใจอยากจะถอนหมั้นขึ้นมา?
เขาเหลือบไปเห็นเจียงเผิงที่กำลังยืนแคะขี้มูกเล่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว จึงคว้าคอเสื้อลูกชายมาใกล้ๆ แล้วกระซิบเสียงเครียด
"ไอ้ลูกชาย... เอ็งลองเอาหูไปแนบประตูฟังซิ ว่าพี่เขยกับพี่สาวเอ็งคุยอะไรกัน"
เจียงเผิงสะบัดตัวออกทันควัน "พ่ออยากรู้พ่อก็ไปฟังเองดิ เรื่องอะไรผมจะไป"
"เชื่อพ่อสิ! ไปฟังหน่อย เผื่อพี่เขยเอ็งจะขอถอนหมั้น..."
"โธ่พ่อ... วางใจเถอะ ต่อให้พี่เขยอยากถอนหมั้น พี่ไม่มีทางยอมหรอก พี่แกต้องเกาะติดเป็นปลิง... เอ้ย ต้องสู้ยิบตาแน่ๆ ผู้ชายงานดีพรีเมียมขนาดนี้หาไม่ได้แล้วนะพ่อ"
ถึงคำพูดจะฟังดูทะแม่งๆ แต่เนื้อความกลับสมเหตุสมผลจนเจียงต้าไห่ต้องพยักหน้าเห็นด้วย
หารู้ไม่ว่า... หูผีของ 'ป้าหวัง' หวังเหลียนฮวาที่กำลังแอบเด็ดผักอยู่ริมรั้ว ได้ยินบทสนทนาท่อน 'ถอนหมั้น' ของสองพ่อลูกเข้าเต็มๆ!
ดวงตาของป้าหวังลุกวาวราวกับเจอขุมทรัพย์ หล่อนทิ้งงานตรงหน้าแล้วสับเท้าวิ่งออกไปทางหลังบ้านด้วยความเร็วดุจนักวิ่งทีมชาติ
ไม่กี่นาทีต่อมา ณ ลานซักล้างของบ้านพักข้าราชการ
"นี่ๆ รู้หรือยัง! ทหารหนุ่มหล่อตระกูลลู่คนนั้นทนพฤติกรรมนังหนูโม่หลี่ไม่ไหว ตอนนี้กำลังปิดประตูเจรจาขอถอนหมั้นอยู่ล่ะ!"
"จริงเหรอป้าหวัง!?"
"จริงสิ! พ่อเจ้าหล่อนหน้าดำคร่ำเครียดเชียว ได้ยินมาว่าฝ่ายชายจะถอนหมั้นให้ได้เลย!"
"สมน้ำหน้า! ในที่สุดฟ้าก็มีตา เจียงโม่หลี่โดนเทแล้วจ้า!"
ด้วยอานุภาพแห่งปากป้าหวัง ข่าวลือเรื่องเจียงโม่หลี่ถูกถอนหมั้นแพร่ระบาดไปทั่วบ้านพักข้าราชการเร็วกว่าไฟลามทุ่ง
เจียงฉิงที่กำลังเดินคอตกกลับบ้าน พอได้ยินเสียงชาวบ้านซุบซิบกันเรื่องนี้ ฝีเท้าก็ชะงักกึก รอยยิ้มสะใจผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้านตระกูลเจียงทันที เพื่อรอชมฉากเด็ดตอนที่เจียงโม่หลี่ร้องไห้ฟูมฟายที่ถูกทิ้ง
...
กลับมาที่ในห้องโถง
เมื่อเห็นว่าเจียงโม่หลี่ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ลู่เฉิงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมตัวจะกลับ
ใจจริงเขาไม่อยากก้าวขาออกไปเลย อยากจะนั่งมองหน้าว่าที่ภรรยาตัวแสบต่ออีกสักหน่อย แต่ภาระหน้าที่มันค้ำคอ อีกแค่สองวันก็จะถึงฤกษ์รับตัวเจ้าสาวแล้ว งานล้นมือไปหมด ทั้งขบวนรับตัวเจ้าสาวที่ต้องจัดให้สมเกียรติ รายชื่อแขก ของชำร่วย ทุกอย่างรอให้เขาไปจัดการ
"คุณพักผ่อนให้ดีนะ อย่าซนล่ะ ผมกลับก่อน"
"อือ จะไปก็ไปสิ" เธอตอบห้วนๆ พลางหยิบผ้าห่มมาคลุมโปง
ลู่เฉิงมองก้อนผ้าห่มบนเตียงด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววขบขัน
"คุณทำตัวเป็นเด็กดีหน่อย... อย่าให้ผมต้องเป็นห่วงเข้าใจไหม"
น้ำเสียงของเขามีเสน่ห์ร้ายกาจ ฟังดูอบอุ่นแต่ก็แฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เจียงโม่หลี่หน้าร้อนวูบอยู่ภายใต้ผ้าห่ม
"รู้แล้วน่า! จะไปก็รีบไปสิ พูดมากอยู่ได้ รำคาญ!" เธอตะโกนอู้อี้ออกมา
"ผมไปจริงๆ นะ?" เขายังมียึกยัก
"รีบไสหัวไปเลยไป๊~"
ลู่เฉิงหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่ยากจะหุบลง
[จบบท]