บทที่ 35: สะใภ้มหาภัย
ความอยากอาหารของอันฮุ่ยปลิวหายไปในอากาศทันทีที่สิ้นเสียงเฉลยจากปากเพื่อนรัก เธอวางตะเกียบลงช้าๆ ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยราวกับกลืนก้อนอิฐเข้าไปทั้งก้อน
ฟ่านเหวินฟางเองก็นั่งหน้าซีดเผือด ลอบมองแม่สามีสลับกับน้องชายสามีด้วยแววตาเลิ่กลั่ก สมองประมวลผลเร็วรี่...
จอมขี้เกียจอันดับหนึ่งแห่งบ้านพักโรงงานเครื่องจักร หญิงสาวผู้มีกิตติศัพท์เรื่องกินแรง กินจุ และนิสัยเสีย แต่ดันมีวาสนาจับนายทหารหนุ่มอนาคตไกลได้...
คุณพระช่วย นี่มันตรงกับนิทานเรื่อง "อาสะใภ้สาม" ที่ลูกสาวตัวน้อยของเธอเคยเจื้อยแจ้วให้ฟังเป๊ะๆ เลยไม่ใช่หรือไง!
เรื่องที่เจียงโม่หลี่ถูกจับไปเป็น ‘กรณีตัวอย่าง’ ประจานหน้าชั้นเรียนปัญญาชนนั้น ลู่เฉิงไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังทางบ้านแต่แรก เขาแค่กะว่าจะรอจังหวะดีๆ กลับไปเล่าให้อันฮุ่ยฟังเป็นการส่วนตัว
ไม่ใช่ว่าเขากลัวเจียงโม่หลี่จะขายหน้า หรืออยากจะช่วยกลบเกลื่อนความผิดของว่าที่ภรรยา แต่เขาถือคติว่าไฟในอย่านำออก เรื่องวุ่นวายในครอบครัวไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนนอกรับรู้
ทว่าในเมื่อป้าเฉียวเล่นเปิดแผลสดกลางวงข้าวขนาดนี้ เขาเลยตัดสินใจเทหมดหน้าตัก สารภาพความจริงออกไปหน้าตาย
"ป้าเฉียวครับ สหายหญิงที่ป้าพูดถึงเมื่อกี้ ก็คือเจียงโม่หลี่ ว่าที่ลูกสะใภ้ที่ผมกำลังจะพาเข้าบ้านเองครับ"
สิ้นเสียงของลู่เฉิง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันเงียบสนิทประหนึ่งป่าช้า ทุกสรรพสำเนียงหยุดชะงัก ช้อนส้อมค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ทุกสายตาพุ่งตรงมาที่ลู่เฉิงและอันฮุ่ยด้วยความตะลึงพรึงเพริด
อันฮุ่ยพยายามฝืนยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูบิดเบี้ยวและขมขื่นยิ่งกว่าคนกำลังร้องไห้ "ต้อง... ต้องให้พวกเธอมาเห็นเรื่องน่าขำซะแล้ว"
ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดพอกับการที่โฆษณาชวนเชื่อกับเพื่อนฝูงไว้ดิบดีว่าฉันมีอัญมณีล้ำค่าซ่อนไว้ ทุกคนต่างตั้งตารอชมเป็นบุญตา แต่พอถึงเวลาเปิดผ้าคลุมออกมา... ผ่าง! กลับกลายเป็นก้อนขี้หมาแห้งๆ ก้อนหนึ่ง
อู๋เมี่ยวอวิ๋นและสหายอีกสองคนหันมาสบตากันเลิ่กลั่ก สายตาสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว... ไหนบอกว่าหน้าตาสะสวย ฉลาดปราดเปรื่อง จิตใจงดงาม แถมยังเอาใจเก่ง สารพัดความดีงามไม่ใช่เหรอ? หรือว่ามาตรฐานคำว่า ‘ฉลาดและจิตใจดี’ ของตระกูลลู่มันจะกลับตาลปัตรกับชาวบ้านเขา?
แน่นอนว่าด้วยมิตรภาพอันยาวนานที่มีต่ออันฮุ่ย พวกนางย่อมไม่โพล่งสิ่งที่คิดในใจออกไปให้เพื่อนต้องช้ำใจตายคาโต๊ะ
"โธ่เอ๊ย... ไม่เป็นไรหรอกน่า คนหนุ่มสาวสมัยนี้ เลือดมันร้อน ก็ต้องมีวู่วามทำผิดพลาดกันได้เป็นธรรมดา"
"ใช่ๆ พอนโยบายส่งคนไปชนบทออกมาทีไร ก็เห็นมีเรื่องวุ่นวายกันทุกทีแหละ"
"กินข้าวกันเถอะพวกเรา กับข้าวมื้อนี้รสชาติเยี่ยมจริงๆ โดยเฉพาะปลาราดพริกจานนี้นะ เปรี้ยวหวานกลมกล่อม เจริญอาหารสุดๆ ขนาดฉันปกติไม่แตะปลา ฉันยังอดใจไม่หวเลย"
ทั้งสามคนช่วยกันเปลี่ยนเรื่องคุยกันพัลวัน จนกระทั่งจบมื้ออาหาร ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อต้องห้ามอย่าง ‘เจียงโม่หลี่’ ออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ
แต่ปากไม่พูด ไม่ได้หมายความว่าสมองจะไม่ทำงาน ภาพลักษณ์ของว่าที่สะใภ้ตระกูลลู่ถูกบันทึกไว้ในใจของทุกคนเรียบร้อยแล้วว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’
หลังจากแยกย้ายกันที่หน้าภัตตาคาร ลู่เฉิงขับรถไปส่งพวกอู๋เมี่ยวอวิ๋น ส่วนอันฮุ่ยเลือกที่จะซ้อนท้ายจักรยานของลูกสะใภ้อย่างฟ่านเหวินฟางกลับ เพื่อระบายอารมณ์ระหว่างทาง
"แม่คะ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ อย่าโกรธไปเลย ยังไงงานแต่งก็กำหนดไว้แล้ว เรามองโลกในแง่ดีกันเถอะค่ะ อย่างน้อยน้องสามก็ได้เป็นฝั่งเป็นฝา ปีหน้าแม่กับพ่ออาจจะได้อุ้มหลานตัวน้อยๆ อีกคนก็ได้นะ" ฟ่านเหวินฟางพยายามเฟ้นหาคำพูดมาปลอบใจแม่สามีอย่างสุดความสามารถ
เมื่อตอนกลางวัน เธอสังเกตเห็นว่าอันฮุ่ยแทบจะกลืนข้าวไม่ลง แสดงว่าไฟโทสะคงกำลังลุกโชนอยู่ในอก
อันฮุ่ยกัดฟันกรอด "ถ้ารู้ว่าเมียที่มันหน้ามืดตามัวเลือกมาจะเป็นคนพรรค์นั้น ฉันยอมจุดธูปแช่งให้มันเป็นโสด ขึ้นคานไปจนตายยังจะดีซะกว่า!"
ฟ่านเหวินฟางพยักหน้าเห็นด้วยในใจอย่างยิ่งยวด... จริงค่ะแม่ ถ้าเป็นฉันนะ ยอมไม่มีสะใภ้ดีกว่าต้องได้ตัวแม่แบบเจียงโม่หลี่มาปวดกบาล แต่ปากเธอก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบประโลมต่อไป ขืนยุส่งให้แตกหักตอนนี้รังแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย
เมื่อจักรยานปั่นมาถึงหน้ากองบัญชาการ อันฮุ่ยก็สั่งให้ฟ่านเหวินฟางจอดส่งเธอลงทันที
ภายในห้องทำงาน ลู่เต๋อเจาเงยหน้าขึ้นเห็นภรรยาเดินหน้าถมึงทึงเข้ามาก็รีบเอ่ยทักด้วยความเอาใจ "เป็นอะไรไปคุณ วันนี้ไปชิมอาหารแล้วไม่ถูกปากเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนร้านไหม ผมว่าภัตตาคารหงซิ่งอาหารก็ใช้ได้นะ"
ปัง!
อันฮุ่ยเหวี่ยงกระเป๋าถือใส่หน้าอกสามีเต็มแรง "ตาถั่วหรือไงฮะ! ผู้หญิงดีๆ ในโลกนี้มันตายห่ากันไปหมดแล้วหรือไง ลูกชายคุณถึงได้ไปคว้าเอาตัวหายนะแบบนั้นมาทำเมีย!"
ลู่เต๋อเจารับกระเป๋ามาแขวนไว้อย่างชำนาญ ก่อนจะเดินไปปิดประตูห้องทำงาน แล้วค่อยๆ ตะล่อมถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ
พอลู่เต๋อเจาได้ฟังวีรกรรมล่าสุดของว่าที่ลูกสะใภ้ เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกัน แม่คุณคนเล็กนี่ช่างขยันสรรหาเรื่องปวดหัวมาให้ไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ
หลังจากใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกล่อมให้อันฮุ่ยอารมณ์เย็นลงและยอมกลับบ้านไปได้ ลู่เต๋อเจาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วตะโกนเรียกทหารคนสนิท
"เสี่ยวกวง! ไปลากคอไอ้ลูกหมานั่นมาหาฉันเดี๋ยวนี้!"
เจียงเสี่ยวกวงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาทำหน้าซื่อตาใส "ท่านผู้บัญชาการครับ ลูกหมาตัวไหนครับ ช่วยระบุพิกัดหน่อยครับ ผมจะได้ไปจับถูกตัว"
ลู่เต๋อเจาถลึงตาใส่จนแทบถลน "แกคิดว่าลูกหมาตัวไหนล่ะฮะ! นอกจากไอ้ลู่เฉิงเจ้าสาม จะมีใครกล้าเป็นลูกหมาในค่ายนี้อีก!"
"รับทราบครับผม!" เจียงเสี่ยวกวงตะเบ๊ะรับคำสั่งแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บออกไป
"ไอ้ทหารบื้อเอ๊ย..." ลู่เต๋อเจาส่ายหัว บ่นพึมพำไล่หลัง เขาเอื้อมมือไปคว้าแก้วชาหวังจะจิบแก้กระหาย แต่พบว่าน้ำแห้งขอด กะจะอ้าปากตะโกนใช้เจียงเสี่ยวกวงอีกรอบก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งถีบหัวส่งมันไปเมื่อกี้ ท่านนายพลใหญ่เลยจำใจต้องลุกขึ้นไปเติมน้ำร้อนเองอย่างเสียไม่ได้
ไม่นานนัก ลู่เฉิงก็โผล่หัวมา
"มีเรื่องด่วนคอขาดบาดตายอะไรครับ ถึงคุยกันที่บ้านตอนเย็นไม่ได้ ต้องเรียกตัวมาตอนนี้ ผมงานยุ่งจะตายชัก" ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ลู่เฉิงก็บ่นกระปอดกระแปด
ลู่เต๋อเจาสวนกลับทันควัน "ยุ่งกับผีน่ะสิ! เจ้าสาม ฉันว่าแกนับวันยิ่งโตยิ่งเลอะเทอะ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ยังจัดการให้เรียบร้อยไม่ได้ แกอย่าริมีเมียเลย เป็นโสดไปจนตายเถอะไป๊!"
"พ่อด่าถูกแล้วครับ เรื่องนี้ผมผิดเอง สะเพร่า คิดน้อยไปหน่อย"
การยอมรับผิดอย่างลูกผู้ชาย ไม่มีข้อแก้ตัวของลู่เฉิง ทำให้ลู่เต๋อเจาพอใจขึ้นมาบ้าง ถึงลูกคนเล็กจะดื้อด้านหัวรั้น แต่เรื่องความรับผิดชอบไม่เคยบกพร่อง ผิดก็ว่าไปตามผิด
ผู้เป็นพ่อถอนหายใจยาว "คุมเมียแกให้ดีๆ ล่ะ อย่าให้แม่แกต้องมานั่งโมโหจนความดันขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาแกไว้แน่"
ลู่เฉิงยักไหล่ตอบกลับหน้าตาย "พอกันนั่นแหละครับ ต่อไปถ้าผมไม่อยู่ พ่อก็ช่วยคุมแม่หน่อย อย่าให้มารังแกเมียผมมากล่ะ"
"ไอ้เวรนี่! มีเมียแล้วลืมแม่เหรอวะ!"
"อ้าว ก็ผมซึมซับมาจากพ่อตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอครับ ที่สอนว่าต้องรักเมีย ตามใจเมีย เชื่อฟังเมีย เจริญรอยตามพ่อเป๊ะๆ เลยนะเนี่ย"
ลู่เต๋อเจาโกรธจนหนวดกระดิก "ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเลยไป!"
...
หลังมื้อเที่ยงที่อากาศร้อนอบอ้าว เจียงโม่หลี่นอนเอกเขนกสะลึมสะลืออยู่บนเตียงในห้อง
เจียงฉิงเปิดประตูเข้ามาแล้วลงกลอนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินตรงมาที่ข้างเตียงด้วยสีหน้ามีเลศนัย
"โม่หลี่"
"มีอะไรก็รีบพ่นมา จะนอน"
"เธออยากรู้ไหมว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายร้องเรียนเรื่องบ้านเราหนีเกณฑ์ทหาร"
เจียงโม่หลี่ปรือตาขึ้นมามองอย่างเกียจคร้าน แววตาแฝงความรู้ทัน "นอกจากเธอแล้วจะมีใครอีก คนในบ้านนี้ที่ไม่อยากเห็นฉันได้ดีที่สุด ก็มีแต่เธอนั่นแหละ จ้องจะเขี่ยฉันทิ้งตลอดเวลา"
เจียงฉิงแค่นหัวเราะ "หัดใช้สมองที่มีอยู่น้อยนิดของเธอหน่อย พ่อรักและตามใจเธอจะตาย ถ้าบ้านเราต้องมีใครสักคนถูกส่งไปชนบท พ่อต้องให้ฉันไปแน่ๆ การร้องเรียนเธอไม่ได้ทำให้ฉันได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่จะซวยไปด้วย"
"งั้นที่เธออุตส่าห์ถ่อมาบอกฉันเนี่ย หวังผลประโยชน์อะไรอีกล่ะ"
เจียงฉิงชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเจียงโม่หลี่จะฉลาดทันคนขึ้นมา รู้ทันว่าเธอมีจุดประสงค์แอบแฝง เธอไม่คิดจะแก้ตัว เพราะรู้นิสัยวู่วามเหมือนประทัดแตกของน้องสาวดี ว่าต้องไม่ปล่อยโจวเสี่ยวชิงไว้แน่ แค่โยนฟืนเข้าไป ไฟก็ลุกแล้ว
"โจวเสี่ยวชิงไงล่ะ นังนั่นแหละที่เขียนจดหมายร้องเรียน ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามเอาเอง"
พอถูกเจียงฉิงเข้ามากวนใจ เจียงโม่หลี่ก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เธอเลยลุกเดินออกไปที่ห้องโถง กะจะใช้ให้เจียงเผิงไปซื้อแตงโมเย็นๆ มาดับร้อนสักหน่อย แต่ดันมารู้ว่าเจียงเผิงถูกเจียงต้าไห่เรียกตัวออกไปทำธุระข้างนอกเสียแล้ว
หลี่หงอิงกำลังนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจักรเย็บผ้าคันใหม่เอี่ยมที่บ้านตระกูลลู่เพิ่งยกมาให้
"โม่หลี่ มานั่งก่อนสิลูก ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ อีกนิดเดียว" หลี่หงอิงเงยหน้าขึ้นยิ้ม นึกว่าลูกเลี้ยงรีบออกมาดูชุด
เจียงโม่หลี่เอื้อมมือไปหมุนสวิตช์พัดลมเพดาน พัดลมเริ่มหมุนติ้วส่งลมเย็นๆ ลงมาช่วยคลายความร้อนและความหงุดหงิดในใจลงได้บ้าง เธอลากเก้าอี้มานั่งจองที่ใต้พัดลม มองดูแม่เลี้ยงเหยียบคันเร่งจักรเย็บผ้าพลางใช้ความคิด
ใจจริงเธอไม่ได้สนอกสนใจจะไปตบตีกับปลาซิวปลาสร้อยไร้ค่าอย่างโจวเสี่ยวชิงหรอก แต่ถ้าการมีเรื่องกับยัยนั่นจะช่วยปั่น "ค่าความรังเกียจ" ให้ระบบของเธอพุ่งกระฉูดได้มากขึ้น... อื้ม ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าลงทุน
เจียงฉิงมาบอกเรื่องนี้ เห็นชัดว่าหวังยืมมีดฆ่าคน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเล่นสกปรก ลอบกัดกันก่อน ก็อย่าหาว่าเธอใจร้ายก็แล้วกัน
ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการเย็บปักถักร้อยของหลี่หงอิงนั้นยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก เพียงแค่ดูจากภาพร่างไก่เขี่ยคร่าวๆ ของเธอ ก็สามารถเนรมิตกระโปรงหม่าเมี่ยนออกมาได้สวยสมใจ ทรงเป๊ะ คัตติ้งเนี้ยบ
เจียงโม่หลี่หยิบมาลองสวมหมุนซ้ายขวาแล้วพอใจมาก จึงเอ่ยปากอนุญาตด้วยความป๋าว่า ให้หลี่หงอิงใช้จักรเย็บผ้าตัวนี้ตัดชุดแต่งงานให้เจียงฉิงต่อได้เลยตามสบาย
...
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง เจียงฉิงกับโจวเสี่ยวชิงเดินเกาะกลุ่มกันกลับเข้ามาในเขตบ้านพักข้าราชการ
ถึงแม้จะกำหนดวันแต่งงานกับจางเจียหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เจียงฉิงก็ยังขยันขันแข็ง ตื่นแต่เช้าไปทำงานรับจ้างปิดกล่องไม้ขีดที่โรงงานไม้ขีดไฟทุกวัน ช่างสมกับบทนางเอกผู้สู้ชีวิตและแสนดีจริงๆ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ สายตาของเจียงฉิงก็ปะทะเข้ากับร่างของเจียงโม่หลี่ที่ยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงเป็นทวารบาลขวางทางอยู่
เจียงฉิงเหลือบมองโจวเสี่ยวชิงที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังเพ้อฝันถึงเรื่องการดูตัวในวันพรุ่งนี้ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข มุมปากของเจียงฉิงยกยิ้มเย็นชาขึ้นมาแวบหนึ่ง... ความสุขของเธอกำลังจะจบลงแล้วสินะ
[จบบท]