บทที่ 41: เจ้าสาวจอมป่วน
ความน่าเกรงขามของเขตบ้านพักข้าราชการระดับสูงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทหารยามรักษาการณ์ยืนหลังตรงทำความเคารพลู่เต๋อเจาด้วยท่าทีขึงขังเปี่ยมด้วยความยำเกรง วินาทีนั้นเจียงโม่หลี่ถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ต้นทุนชีวิตและรากฐานของลู่เฉิงนั้นสูงส่งกว่าที่เธอมโนภาพไว้มากโข
เขาเกิดมาบนยอดพีระมิด แถมความสามารถส่วนตัวก็โดดเด่น การที่คนระดับนั้นลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับของมีตำหนิอย่างเธอ... จะเรียกว่า ‘ดอกฟ้าโน้มลงมาหาหมาวัด’ ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่สลับเพศกันเท่านั้นเอง
เธอเป็นคนเอ่ยปากขอหย่าเองปาวๆ ป่านนี้เขาคงโกรธจนควันออกหูแล้วมั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่เคยระเบิดอารมณ์ใส่หน้า หรือแสดงกิริยาหยาบคายออกมาเลยสักครั้ง ต้องยอมรับจริงๆ ว่าการอบรมบ่มนิสัยของบ้านตระกูลลู่นั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
รถยนต์คันงามเคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้าเรือนอิฐสีเทาหลังคามุงกระเบื้องแดงที่ดูร่มรื่น สายตาของเจียงโม่หลี่สะดุดเข้ากับมุมพักผ่อนในสวนหย่อม มีชุดโต๊ะกลมและเก้าอี้หวายวางไว้อย่างลงตัว ด้านบนมีเพิงบังแดดทรงเห็ดดอกใหญ่ทำจากหญ้าแฝกและตอไม้ ดูเก๋ไก๋ไม่หยอก
เจียงโม่หลี่จำได้แม่น ตอนที่ตกลงจะซื้อชุดเก้าอี้หวาย เธอแค่เปรยๆ ว่าอยากได้ที่นั่งเล่นในสวน ไม่คิดเลยว่าผู้ชายคนนั้นจะเก็บทุกคำพูดไปใส่ใจ แถมยังเนรมิตให้มันเป็นจริงขึ้นมา
ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก... เธอนี่มันเลวโดยสันดานจริงๆ ให้ตายสิ
"เสี่ยวเจียง ถึงบ้านแล้วลูก ลงรถเถอะ" ลู่เต๋อเจาเอ่ยเรียกสะใภ้ใหม่ด้วยน้ำเสียงปรานี
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น สายตาของเจียงโม่หลี่ก็กวาดมองเหล่าเพื่อนบ้านที่มายืนเบียดเสียดรอดูหน้าเจ้าสาวกันอย่างคับคั่ง ความง่วงเหงาหาวนอนเมื่อครู่พลันหายเป็นปลิดทิ้ง วิญญาณนักแสดงเข้าสิงทันที
เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นรอบทิศทาง
"โอ้โห เจ้าสาวสวยหยาดเยิ้มจริงๆ"
"ตาเฒ่าลู่ ลูกชายคนเล็กบ้านนายวาสนาดีชะมัด ได้เมียสวยขนาดนี้ น่าอิจฉาจริงๆ!"
"พี่ฮุ่ย ลูกสามบ้านพี่นี่บทจะทำอะไรก็รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ นึกจะแต่งก็แต่งปุบปับ ขยันทำผลงานขนาดนี้ ปีหน้าพี่กับตาเฒ่าลู่เตรียมตัวอุ้มหลานได้เลย"
ตระกูลลู่นับว่าเป็นที่รักใคร่และนับหน้าถือตาในบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ ทุกคนต่างสรรหาคำพูดหวานหูและคำอวยพรมามอบให้ไม่ขาดปาก
ลู่เต๋อเจายิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง หุบยิ้มแทบไม่ลง รีบหันไปสั่งการป้าหม่าให้เร่งเอาบุหรี่และลูกอมมงคลออกมาแจกจ่ายให้ทั่วถึง
"เดี๋ยวก่อนค่ะ!"
เสียงตะโกนแหลมสูงของเจียงโม่หลี่ดังแทรกกลางวง ทำเอาบรรยากาศชื่นมื่นเมื่อครู่ชะงักกึกราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา
อันฮุ่ยหันขวับมามองลูกสะใภ้จนหนังตากระตุกยิกๆ... แม่ตัวดีนี่จะงัดลูกไม้อะไรมาเล่นอีก?
ท่ามกลางสายตางุนงงนับสิบคู่ เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่น "ฉันเกิดมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยมีใครรุมชมเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ! ถ้าพวกคุณชมเก่งกันนัก ก็ช่วยชมให้ดังกว่านี้อีกหน่อยสิคะ ฉันชอบฟัง... เอาอีกๆ!"
ความเงียบเข้าครอบงำพื้นที่ในบัดดล เงียบชนิดที่ว่าเข็มตกยังได้ยิน
ชาวบ้านร้านตลาดต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตาปริบๆ ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งเคยเจอคนประเภทนี้... คนที่กล้าเสนอหน้าขอให้คนอื่นเยินยอตัวเองโต้งๆ แบบไม่อายฟ้าดิน
หน้าหนาจนกำแพงเมืองจีนยังอาย!
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +5]
เสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว แต่เจียงโม่หลี่กลับขมวดคิ้วมุ่น... คนตั้งเยอะแยะ ได้มาแค่ 5 แต้มเนี่ยนะ? กระจอกชะมัด
"อ้าว... ทำไมเงียบกันไปหมดล่ะคะ? หรือว่า... กำลังแอบด่าฉันในใจกันอยู่? แหม... ในบ้านพักข้าราชการอันทรงเกียรติแบบนี้ คงไม่มีพวก 'หน้าไหว้หลังหลอก' หรือพวก 'มือถือสากปากถือศีล' หรอกใช่ไหมคะ?"
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมาตรงๆ แต่ประโยคเมื่อครู่ก็เหมือนการตบหน้าคนทั้งบาง ใครที่ไม่ได้ชมเธอก็กลายเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกไปโดยปริยาย
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +1... +2... +3…]
เสียงแจ้งเตือนแต้มเด้งรัวๆ เหมือนเสียงสวรรค์ เจียงโม่หลี่ยืนยิ้มแก้มปริด้วยความฟิน
'แม่คุณเอ๊ย... หน้าตาก็สะสวยจิ้มลิ้ม แต่ทำไมปากคอเลาะร้ายขนาดนี้นะ' ลู่เต๋อเจายกมือกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบๆ เหมือนไมเกรนจะกำเริบ รีบส่งสายตาให้อันฮุ่ยลากตัวเจียงโม่หลี่เข้าบ้านไปเสีย ส่วนตัวเขาต้องรับบทนักแก้สถานการณ์จำเป็น
"เอ่อ... คือเสี่ยวเจียงเขาเพิ่งเคยเจอคนเยอะๆ แบบนี้ครั้งแรก คงจะตื่นเต้นจนลนลาน พูดผิดพูดถูกไปบ้าง ทุกคนอย่าถือสาหาความเด็กมันเลยนะ มาๆๆ รับลูกอมไปกินให้หวานปาก รับความเฮงกันถ้วนหน้า..."
ที่มุมหนึ่งไม่ไกลนัก แม่ของเมิ่งเวยกระซิบกระซาบกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เห็นรึยัง? แม่บอกแล้วไม่มีผิด จะแต่งเมียทั้งทีต้องดูที่นิสัยใจคอ ลู่สามดันไปคว้าเอาตัวเสนียดจัญไรแบบนี้มาทำเมีย อีกไม่นานหรอก เขาจะต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า!"
เมิ่งเวยยืนหน้าเศร้า แววตาเต็มไปด้วยความตัดพ้อ "ทำไมคะแม่... ทำไมเขาถึงยอมเลือกผู้หญิงพรรค์นั้น แต่ไม่เลือกหนู?"
"ก็เพราะมันตาถั่วไงลูก! จำไว้นะ คนมีบุญวาสนาเขาก็ต้องอยู่กับคนระดับเดียวกัน ไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับพวกไร้หัวนอนปลายเท้าหรอก หนูตั้งสติหน่อย"
เมิ่งเวยทอดสายตามองบ้านตระกูลลู่ที่ประดับประดาด้วยโคมไฟแดงสว่างไสว และธงทิวปลิวไสว ความเจ็บใจมันจุกอยู่ที่คอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การที่เธอต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงกะโหลกกะลาอย่างเจียงโม่หลี่ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ
...
ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่ตัวบ้านตระกูลลู่ โลกทั้งใบของเจียงโม่หลี่ก็กลายเป็นสีแดงเพลิง ตั้งแต่รั้วหน้าบ้าน ลามไปถึงห้องรับแขก แม้กระทั่งเพดานก็ยังถูกประดับประดาด้วยกระดาษตัดลายมงคลซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูวิจิตรตระการตา
บรรดาเครือญาติของตระกูลลู่ยืนเรียงแถวขนาบสองข้างทางเดินในสวน ชะเง้อคอรอดูโฉมหน้าสะใภ้คนใหม่ ทันใดนั้น กระดาษสีชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็โปรยปรายลงมาจากเบื้องบนราวกับสายฝนหลากสี
เจียงโม่หลี่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายหนุ่มสองคนยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง กำลังกอบกระดาษสีสาดลงมาอย่างเมามัน ราวกับกลัวว่าถ้าโปรยไม่หมดแล้วจะไม่ได้บุญ
"เจ้าสาว ข้ามกระถางไฟ!"
เจียงโม่หลี่รวบชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวข้ามกระถางไฟที่วางดักรออยู่ เสียงแม่สื่อแผดร้องบทกลอนอวยพรดังลั่นไล่หลังมา
"ข้ามกระถางไฟ ขจัดภัยไร้เสนียดจัญไร... สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว... ชีวิตรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล..."
วินาทีที่ไอความร้อนวูบผ่านเรียวขา เจียงโม่หลี่เกิดความรู้สึกวูบไหวในใจ... นี่เธอกำลังแต่งงานออกเรือนไปเป็นภรรยาของใครสักคนจริงๆ แล้วหรือนี่?
หลังจากเสร็จพิธีข้ามกระถางไฟ เธอก็ถูกพาตัวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ พิธีการต่างๆ แทบไม่ต่างจากตอนที่อยู่บ้านตระกูลเจียง เจียงโม่หลี่บรรจงยกน้ำชาให้ลู่เต๋อเจาและอันฮุ่ย รับซองแดงหนาปึกที่เป็นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนคำเรียกขาน จากนั้นก็ถูกกึ่งลากกึ่งจูงขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารสำหรับงานเลี้ยงฉลอง
...
ภายในรถยนต์ที่กำลังแล่นฉิว ลู่เต๋อเจาหันมาพูดกับลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะนุ่มนวลที่สุด
"เสี่ยวเจียง เดี๋ยวพอถึงงานเลี้ยง หนูคอยเดินประกบแม่เขาไว้นะ แม่เขาบอกให้ทักใครค่อยทัก ถ้าไม่ได้บอกอะไรก็แค่ยิ้มไว้ ไม่ต้องพูดอะไรมาก เดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่าๆ เข้าใจไหมลูก?"
เจตนาที่แท้จริงของลู่เต๋อเจาคือเขากลัว... กลัวจนขนหัวลุกว่าถ้าปล่อยให้แม่คุณคนนี้อ้าปากพูดเมื่อไหร่ แขกเหรื่อคงได้วงแตกกระเจิงกันหมด ไอ้ลูกชายตัวดีนี่ก็หาเรื่องให้พ่อมันปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน หาเมียทั้งทีก็ดันหาคนที่ 'พิเศษ' ใส่ไข่แบบนี้มาให้อีก
นี่ชาติที่แล้วเขาไปเผาวัดเผาวาที่ไหนมาหรือเปล่านะ?
"พ่อคะ หนูไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สบายมาก!"
เจียงโม่หลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วแต่แข็งทื่อไร้จริตจะก้าน ทำเอาลู่เต๋อเจาถึงกับสะอึก
เมื่อเห็นว่าอ้อมค้อมไปคงไม่รู้เรื่อง เขาจึงตัดสินใจเปิดอกพูดตรงๆ "เอาอย่างนี้นะเสี่ยวเจียง วันนี้แขกที่มาร่วมงานมีแต่ระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น มีผู้นำอาวุโสหลายท่าน หนูยังเด็ก ยังไม่เจนจัดเรื่องมารยาททางสังคม พ่อกลัวหนูจะเผลอพูดอะไรผิดหูผู้ใหญ่เขา เพราะงั้น... พูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เข้าใจตรงกันนะ?"
"อ้อ... ทราบแล้วค่ะ"
ความจริงแล้ว ต่อให้ลู่เต๋อเจาไม่มานั่งกำชับ เจียงโม่หลี่ก็ไม่ได้มีความคิดพิเรนทร์ที่จะไปป่วนงานแต่งตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองในมุมของลู่เฉิง หรือศักดิ์ศรีของตระกูลลู่ พวกเขาให้เกียรติและทุ่มเทกับงานแต่งนี้อย่างเต็มที่
ตัวเธอเอง พอทำภารกิจเสร็จก็สะบัดก้นหนีไปได้สบายใจเฉิบ แต่ลู่เฉิงนี่สิ... เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ต้องมองหน้าผู้คนในสังคมนี้ต่อไป อีกอย่าง เธอต้องไม่ลืมหัวอกของเจียงต้าไห่กับเจียงเผิงด้วย
ขืนเธอทำงามหน้ากลางงานแต่งจนตระกูลลู่ต้องเอาปี๊บคลุมหัว แล้ววันหลังเธอชิ่งหนีไปหย่า คนที่ซวยอาจจะไม่ใช่เธอ แต่เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอที่ต้องมารับกรรมแทน
เอาเถอะ... ไหนๆ ก็แต่งแล้ว ก็ทำให้มันดีๆ หน่อย อย่างน้อยก็เก็บไว้เป็นความทรงจำสีจางๆ ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าสาว
...
บรรยากาศในภัตตาคารดูโอ่อ่าสมฐานะ สถานที่จัดงานถูกเนรมิตไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ของชำร่วยอย่างบุหรี่ เหล้า และใบชาชั้นดี ถูกจัดเรียงเป็นระเบียบสวยงามบนโต๊ะต้อนรับหน้างาน
เจียงโม่หลี่ยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างกายอันฮุ่ยราวกับตุ๊กตาไขลาน มีแขกมาเธอก็ฉีกยิ้มการค้า แม่สามีสะกิดให้เรียกใครเธอก็เรียกเสียงใส พอไม่มีคำสั่งเธอก็ยืนนิ่งเป็นเสาหิน ดูไปดูมาก็น่าเอ็นดูเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้
ที่มุมหนึ่งไม่ไกลนัก ลู่ถิงถิงนั่งล้อมวงอยู่กับกลุ่มเพื่อนสาวไฮโซ แทะเมล็ดแตงโมพลางซุบซิบกันอย่างออกรส
"นี่ถิงถิง... ต่อไปยัยเจียงโม่หลี่ก็จะกลายเป็นอาสะใภ้สามของเธอจริงๆ แล้วเหรอ? ตายจริง... อย่างนี้เธอก็ต้องยอมก้มหัวให้ยัยนั่นน่ะสิ?"
ลู่ถิงถิงเบ้ปากจนแทบจะถึงหู "ผายลมน่ะสิ! ไม่รู้ยัยนั่นไปทำเสน่ห์ยาแฝดหรือใช้วิชามารอะไร ถึงทำให้อาสามของฉันหลงจนโงหัวไม่ขึ้นแบบนี้!"
เพื่อนสาวอีกคนเสริมทัพ "สังเกตไหม วันนี้อาสามของเธอไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลย เขาอาจจะคิดเหมือนพวกเราก็ได้นะ คือเหม็นขี้หน้ายัยเจียงโม่หลี่เต็มทน ที่ต้องยอมแต่งคงเพราะจำใจถูกมัดมือชก ดูทรงแล้วยัยนี่ต้องตามตื้ออาสามเธอเช้าเย็นจนเขารำคาญแน่ๆ"
ถึงแม้ลู่ถิงถิงจะรู้อยู่เต็มอกว่าที่ลู่เฉิงหายหัวไปเพราะติดภารกิจด่วนของกองทัพ แต่ทฤษฎีสมคบคิดของเพื่อนสาวกลับถูกใจเธออย่างจัง
ก็นั่นน่ะสิ... ผู้ชายที่เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ และเลือกมากอย่างอาสาม จะมาตกม้าตายคว้าเจียงโม่หลี่มาทำเมียได้ยังไง? ผู้หญิงดีๆ ในโลกไม่ได้สูญพันธุ์ไปหมดสักหน่อย มันต้องมีเงื่อนงำ... ยัยเจียงโม่หลี่ต้องวางยา หรือไม่ก็แก้ผ้ากระโดดใส่แน่ๆ แล้วอาสามก็คงพลาดท่าเสียที
เผลอๆ... ในท้องยัยนั่นอาจจะมี 'มารหัวขน' ติดมาแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้!?
ลู่เฉิง (ในจินตนาการ): ขอบใจนะหลานรักที่อวยพรกันขนาดนี้
...
"เต้าฮวยจ้า... วุ้นเส้นเย็นๆ... บะหมี่เย็นเจี๊ยบชื่นใจ..."
เสียงพ่อค้าหาบเร่ร้องเรียกลูกค้าดังแว่วเข้ามาจากนอกภัตตาคาร กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาเตะจมูก เจียงโม่หลี่เผลอกลืนน้ำลายดังเอื้อก... ความทรงจำเพิ่งจะไหลย้อนกลับมา เธอตระหนักได้เดี๋ยวนั้นว่า... ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่หว่า!
มิน่าล่ะ ถึงได้ยืนจนขาสั่นพั่บๆ ตอนแรกก็นึกว่าตื่นเต้นหรือเหนื่อย ที่ไหนได้... หิวนี่เอง! โรคกระเพาะครากมันเรียกร้อง!
"พ่อคะ แม่คะ... คือว่า... ช่วยรับหน้าแขกไปก่อนนะคะ หนูขอตัวไปจัดการธุระส่วนตัวแป๊บหนึ่ง"
ลู่เต๋อเจามองลูกสะใภ้ด้วยสายตาเอ็นดู เข้าใจไปเองว่า 'ธุระส่วนตัว' ของผู้หญิงคงหนีไม่พ้นเรื่องเข้าห้องน้ำ หรือไปเติมแป้ง เลยยิ้มพยักหน้าอนุญาต
ทว่าทันทีที่เจียงโม่หลี่เดินลับสายตาไป ลู่ถิงถิงก็ขยิบตาให้กลุ่มเพื่อนสาว แล้วพากันย่องตามไปติดๆ ราวกับนักสืบ
[จบบท]