บทที่ 5: สายเปย์ที่แท้ทรู
ภาพตรงหน้าคือดรุณีวัยแรกแย้ม ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือขาวผ่องไร้ตำหนิ เรือนผมดำขลับถูกถักเป็นเปียคู่ทิ้งตัวลงมาอย่างเรียบร้อย เธอสวมชุดเดรสสีฟ้าอ่อนที่ขับผิวให้ดูละมุนตายิ่งขึ้น
ยามเธอก้าวเดิน ชายกระโปรงสีฟ้าพลิ้วไหวล้อไปกับสายลม ดูราวกับดอกลิลลี่ที่เพิ่งแย้มกลีบบานสะพรั่งกลางหยาดน้ำค้างยามรุ่งอรุณ เป็นความงามที่ผสมผสานความบริสุทธิ์และความยั่วยวนไว้ได้อย่างลงตัว
วินาทีนั้น ลู่เฉิงบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในอกคืออะไร
มันเหมือนกับว่าในใจของเขามีดอกไม้ต้นหนึ่งที่ฟูมฟักดูแลมาตลอด 26 ปี จู่ๆ มันก็ตัดสินใจเบ่งบานออกมาอวดโฉมในวินาทีนี้
"พี่! นั่นไงจางเจียหมิง!"
เสียงตะโกนของน้องชายทำให้เจียงโม่หลี่ได้สติ แต่พอเธอมองตามนิ้วของเจียงเผิงไป เจ้าตัวต้นเรื่องอย่างจางเจียหมิงก็หายวับไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตาของเธอมีเพียงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่
ผู้ชายคนนี้ตัวสูงชะลูด ผิวสีแทนเข้มแบบคนทำงานกลางแจ้ง ตัดผมทรงสกินเฮดเกรียนติดหนังหัว เครื่องหน้าหล่อเหลาคมเข้มราวกับรูปสลัก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่มองมา มันมีความดุดันแฝงความเฉียบขาดแบบคนที่ผ่านความเป็นความตายในสนามรบมาแล้ว
สมกับเป็นพระเอกของเรื่อง ดูดีมีราศีจับจนน่าหมั่นไส้
ยัยเจียงฉิง นางเอกนิสัยเสียนั่น รสนิยมดีใช้ได้เลยนี่ที่จับผู้ชายเกรดพรีเมียมแบบนี้ได้
เจียงโม่หลี่เดาะลิ้นในปากอย่างนึกหมั่นไส้ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินอาดๆ เข้าไปหาลู่เฉิงด้วยท่าทางของนางพญา
แต่พอเดินเข้าไปใกล้จริงๆ เธอก็พบว่าตัวเองคิดผิดถนัด หมอนี่สูงกว่าที่จินตนาการไว้มาก จนเธอต้องแหงนหน้ามองคอตั้งบ่า "จางเจียหมิง ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะ..."
"พี่ เขาไม่ใช่..."
เจียงเผิงพยายามจะทักท้วง แต่ก็โดนพี่สาวตัวดีดุกลับทันควัน "นายหุบปากไปก่อน อย่าเพิ่งแทรก!"
"ไม่ใช่พี่ คือเขา..."
เจียงเผิงชี้ไม้ชี้มือไปที่ลู่เฉิง พยายามจะบอกใบ้สุดชีวิตว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่ว่าที่พี่เขยเฮงซวยคนนั้น แต่ยังไม่ทันได้อธิบาย ลู่เฉิงก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ให้พี่สาวนายพูดเถอะ"
เจียงเผิงทำหน้าเลิ่กลั่ก "แล้วพี่เป็นใครเนี่ย?"
"ว่าที่พี่เขยนายไง"
คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความทำเอาเจียงเผิงมองหน้าพี่สาวสลับกับชายแปลกหน้า แล้วสมองอันชาญฉลาดก็ประมวลผลทันที
อ๋อ... ที่แท้ก็หลงเสน่ห์ยัยปีศาจโม่หลี่เข้าให้แล้ว
เด็กหนุ่มกวาดตามองสำรวจลู่เฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เครื่องแบบทหารเนื้อดี ข้อมือสวมนาฬิกาซ่างไห่เรือนหรู ท่าทางภูมิฐานแบบนี้ ฐานะทางบ้านต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
สมองของเจียงเผิงดีดลูกคิดรางแก้วดังเปรี้ยงปร้าง เขารู้ดีว่าผู้ชายคนนี้คงแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะเพราะความสวยของเจียงโม่หลี่ เดี๋ยวพอธาตุแท้ของพี่สาวเขาเผยออกมา รับรองว่าวิ่งหนีป่าราบเร็วกว่ากระต่ายตื่นตูม
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น... น้ำขึ้นต้องรีบตัก
"อยากเป็นพี่เขยผมเหรอ? งั้นขอค่าผ่านทางหน่อยสิ"
"จะเอาเท่าไหร่?"
คำตอบสวนกลับทันควันที่มาพร้อมท่าทีสบายๆ ทำเอาเจียงเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลังเลนิดหน่อยก่อนจะค่อยๆ ชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
ลู่เฉิงไม่แม้แต่จะต่อรอง เขาล้วงมือหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ดึงธนบัตรใบละสิบหยวนที่เรียกกันว่า 'ต้าถวนเจี๋ย' ออกมาส่งให้หน้าตาเฉย
"พอใช้ไหม?"
"พอครับ! พอมากๆ!"
โว้ย! จะบ้าตาย!
เขาแค่จะขอสักหยวนเดียว แต่พ่อเจ้าประคุณรุนช่องเล่นยัดใส่มือมาให้ตั้งสิบหยวน!
นี่มันเศรษฐีหน้าโง่จากที่ไหนวะเนี่ย ให้ตายเถอะโรบิ้น!
"พี่สาว พี่เขย เชิญพวกพี่คุยกันตามสบายเลยนะคร้าบ ผมมีธุระด่วน ขอตัวก่อน!"
เจียงเผิงใส่ตีนหมาโกยแน่บหายไปในฝูงชนทันที เพราะกลัวว่าถ้าลู่เฉิงได้สติขึ้นมาจะมาทวงเงินคืน
ฉากการรีดไถเมื่อครู่ในสายตาของเจียงโม่หลี่กลับดูสมเหตุสมผลไร้ที่ติ
เธอตีความเข้าข้างตัวเองว่า ที่เจียงเผิงเรียกลู่เฉิงว่า 'พี่เขย' ก็เพราะคิดว่าหมอนี่คือ 'จางเจียหมิง' ที่จะมาแต่งงานกับเธอ ส่วนที่ 'จางเจียหมิง' ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินง่ายๆ ก็คงเพราะต้องการตีสนิทน้องชายของเจียงฉิง หวังจะใช้เป็นสะพานทอดไปหาพี่สาวคนโตนั่นเอง
โธ่เอ๊ย... สมกับเป็นพระเอก พ่อบุญทุ่มตัวจริงเสียงจริง
ไม่รู้ว่าถ้าเธอลองเรียก 'พี่เขย' บ้าง จะได้อั่งเปาสักซองไหมนะ
ระหว่างที่กำลังจินตนาการถึงเงินก้อนโต เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มก็ดึงเธอกลับสู่โลกความเป็นจริง "โม่หลี่"
"หือ?"
"มีอะไรก็พูดมาสิ ผมรอฟังอยู่"
เสียงของผู้ชายคนนี้ทุ้มลึกมีเสน่ห์ แต่แฝงความหยาบกร้านนิดๆ เหมือนกระดาษทรายเกรดดี
เจียงโม่หลี่เอานิ้วก้อยแคะหูเบาๆ พลางคิดในใจว่าเสียงหล่อขนาดนี้ ทำเอาหูจะท้องได้เลยนะเนี่ย
เธอกระแอมไอเรียกความมั่นใจ แล้วตะโกนใส่หน้าเขา "ฉันมาสาย! ใช่ ฉันมาสายครึ่งชั่วโมง แต่จะมาโทษฉันฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะ ถ้านายซื้อจักรยานให้ฉันสักคัน ฉันก็ไม่ต้องมายืนรอรถเมล์ให้เมื่อยขา แล้วฉันก็คงไม่มาสายหรอก!"
คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวหลังมองด้วยความตกตะลึง
แม่คุณเอ๊ย... ตัวเองตื่นสายเองแท้ๆ ยังมีหน้ามาโทษชาวบ้าน แถมยังโบ้ยว่าเป็นความผิดฝ่ายชายที่ไม่ซื้อจักรยานให้เนี่ยนะ?
[ค่าความรังเกียจ +2 ยอดเงินเข้าบัญชี 20,000 หยวน]
"มีเหตุผล คุณชอบจักรยานแบบไหนล่ะ? งั้นตอนนี้เราไปห้างสรรพสินค้ากันเลยไหม คุณไปเลือกเองได้เลย อยากได้รุ่นไหนชี้ได้เลย"
คำตอบของลู่เฉิงทำเอาเจียงโม่หลี่ถึงกับสตั๊นไปสามวิ
เดี๋ยวนะ... นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?
ทำไมบทมันเพี้ยนไปขนาดนี้ล่ะเฮ้ย?
"อย่าคิดว่าแค่จักรยานคันเดียวจะมาสู่ขอฉันได้นะ! ของขวัญแต่งงาน 'สามหมุนหนึ่งเสียง' ต้องครบชุด ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว แถมด้วยสินสอดเงินสดอีก 500 หยวน! พ่อเลี้ยงฉันมาจนโตป่านนี้ หมดข้าวสุกไปตั้งเท่าไหร่ ส่วนตัวฉันเหรอ... งานการก็ไม่มี รายได้ก็เป็นศูนย์ เพราะงั้นบอกไว้ก่อนเลยนะว่าสินเดิมฝ่ายหญิงแดงเดียวก็ไม่มีให้หรอกนะ!"
ฝูงชนที่เริ่มมามุงดูต่างอ้าปากค้างกับความหน้าด้านระดับตำนานของเจียงโม่หลี่
ยุคนี้ใครหาของขวัญเป็นหนึ่งในสามหมุนหนึ่งเสียงได้สักชิ้นก็ถือว่าหรูแล้ว นี่แม่คุณเล่นจะเอาให้ครบเซ็ต แถมเรียกสินสอดอีก 500 หยวน แต่ตัวเองกลับไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายสินเดิมสักเฟินเดียว
ต้องเป็นคนประเภทไหนกัน ถึงได้กล้าพ่นวาจาหน้าไม่อายขนาดนี้ออกมาได้กลางตลาด?
[ค่าความรังเกียจ +5 ยอดเงินเข้าบัญชี 50,000 หยวน]
"ยังไม่หมดนะ! แต่งงานแล้วเงินเดือนนายต้องยกให้ฉันเก็บทุกหยวน แต่นายห้ามมาสะเออะยุ่งเรื่องการใช้เงินของฉันเด็ดขาด! แล้วอีกอย่าง ฉันไม่ทำงานบ้าน ไม่ไปอยู่รวมบ้านกับพ่อแม่นาย แล้วก็จะไม่คลอดลูกด้วย! ถ้านายทำไม่ได้ตามนี้ ก็ไสหัวไปซะ อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา!"
เงื่อนไขมหาโหดหลุดออกมาเป็นชุด จะยึดเงินเดือนผัวแต่ห้ามผัวยุ่งเรื่องเงิน งานบ้านไม่แตะ พ่อแม่ผัวไม่แล แถมลูกเต้าก็ไม่ยอมมีให้ แล้วจะแต่งเมียแบบนี้ไปทำซากอะไร?
เอาไปตั้งบูชาบนหิ้งพระหรือไง?
[ค่าความรังเกียจ +10 ยอดเงินเข้าบัญชี 100,000 หยวน]
เสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีดังรัวๆ ในหัวเหมือนเสียงแจ็กพอตแตก เจียงโม่หลี่แทบจะลงไปกราบกรานฟ้าดินด้วยความซาบซึ้งใจ
ทำไมเราไม่เจอกันให้เร็วกว่านี้สักสองเดือน... ไม่สิ แค่สองวันก็พอ! ถ้าระบบโผล่มาเร็วกว่านี้สักสองวัน ป่านนี้เธอคงนอนกลิ้งบนกองเงินกลายเป็นเศรษฐีนีร้อยล้านไปแล้ว!
[โฮสต์ครับ ผมยอมรับเลยว่าสกิลการเรียกตีนของคุณนี่ระดับเทพจริงๆ แต่ช่วยดูทิศทางลมหน่อยเถอะครับ ไม่กลัวโดนชาวบ้านรุมสกรัมตายคาที่เหรอครับ?]
กลัวสิยะ!
ถึงได้หนีบเอาเจ้าเจียงเผิงมาเป็นไม้กันหมาไง แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าน้องชายตัวแสบจะชิ่งหนีเอาตัวรอดไปก่อนแบบนี้
ช่างเถอะ เป้าหมายที่ถ่อสังขารมาเจอจางเจียหมิงวันนี้ก็เพื่อปั๊มค่าความรังเกียจ ล้วนๆ ตอนนี้ภารกิจลุล่วงแล้ว เจียงโม่หลี่เตรียมใส่เกียร์หมาโกยแน่บ
"นายเงียบแบบนี้แสดงว่ารับไม่ได้ใช่ไหม? ดี! งั้นถือว่าเราถอนหมั้นกันซะ ต่อไปทางใครทางมัน..."
เจียงโม่หลี่พูดรัวเร็วพลางขยับขาเตรียมวิ่ง แต่ยังไม่ทันจะก้าวออกไปได้กี่ก้าว ข้อมือบางก็โดนมือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าเอาไว้แน่น "จะรีบไปไหน?"
ไม่รีบก็รอโดนตบสิคะคุณพี่!
"สินสอดผมให้ เงินเดือนก็จะยกให้คุณจัดการทั้งหมด ผมเป็นทหารอาชีพ ปีหนึ่งกลับบ้านได้แค่ครั้งสองครั้ง คุณรับเงื่อนไขนี้ได้ไหม?"
เจียงโม่หลี่ตาโตเท่าไข่ห่าน สมองหยุดทำงานกะทันหัน นี่มันสวรรค์โปรดชัดๆ! มีผัวรวยแต่ตัวไม่อยู่บ้านให้รำคาญใจเนี่ยนะ?
ลู่เฉิงเห็นท่าทางตื่นตะลึงจนแก้มป่องเหมือนปลาทองของเธอก็หลุดขำออกมา "คุณเงียบแบบนี้ผมถือว่าตกลงนะ งั้นเอาตามนี้ อีกสามวันผมจะไปสู่ขอคุณที่บ้าน"
เฮ้ย... นี่พี่แกเอาจริงดิ?
แล้วนางเอกของนายล่ะ? จะเอาไปลอยแพที่แม่น้ำสายไหน?
"นายจะไม่แต่งงานกับเจียงฉิงแล้วเหรอ?"
"เจียงฉิง? ใครกัน?"
โอ้โห... ไอ้ผู้ชายสารเลว ทิ้งกันหน้าด้านๆ แบบนี้เลยเหรอ ความจำเสื่อมกะทันหันเลยนะพ่อคุณ
เจียงโม่หลี่ยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก "ได้! ฉันจะรอนาย ถ้าไม่มานายต้องเรียกฉันว่าย่านะ"
เธออยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายเฮงซวยคนนี้จะมีลูกไม้ตื้นลึกหนาบางอะไรอีก
"ผมไปแน่ อากาศร้อนขนาดนี้ รีบกลับบ้านเถอะ ให้ผมเดินไปส่งไหม?"
"ไม่ต้องมาทำดีกลบเกลื่อน ฉันไม่หลงกลหรอก! สินสอดที่คุยกันไว้ห้ามขาดแม้แต่แดงเดียวนะ จำไว้! ฮึ!"
เจียงโม่หลี่สะบัดมือออกอย่างแรง แล้วเดินเชิดหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
สายตาคมกริบของชายหนุ่มมองตามหลังร่างเล็กไปไม่วางตา ราวกับนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ แววตาที่ส่งมาทำให้เจียงโม่หลี่ขนลุกซู่จนต้องรีบสับขาเดินให้เร็วยิ่งขึ้น
พอมองจนแผ่นหลังบอบบางของเด็กสาวหายลับไปกับฝูงชน ลู่เฉิงถึงค่อยละสายตาลงมามองมือขวาของตัวเอง
สัมผัสนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูกยังติดตรึงอยู่ที่ฝ่ามือ ความอุ่นซ่านนั้นทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ อยากจะสัมผัสมันอีกครั้ง... และอีกครั้ง
"พ่อหนุ่ม เงื่อนไขเธอดีขนาดนี้ หน้าตาก็หล่อเหลา จะหาเมียดีๆ แบบไหนก็ได้ ทำไมต้องไปคว้าผู้หญิงพรรค์นั้นด้วยล่ะ?"
ป้าคนหนึ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่นานเดินยิ้มเข้ามาหาลู่เฉิง "ลูกสาวป้าปีนี้อายุ 22 เป็นครูโรงเรียนมัธยม นิสัยเรียบร้อย การงานมั่นคง เธอให้สินสอดเท่าไหร่ทางเราจะแถมสินเดิมกลับไปให้เท่ากันเลย สนใจจะลองไปดูตัวไหมจ๊ะ?"
"ไม่ล่ะครับ ผมชอบแบบนี้แหละ แบบอื่นผมไม่สน"
ป้าคนนั้นถึงกับมองบนจนตาแทบถลนออกจากเบ้า ก่อนจะเดินกระแทกเท้าหนีไปพร้อมเสียงบ่นงึมงำ
ไม่เอาลูกสาวแสนดีของฉัน แต่ไปคว้าผู้หญิงขี้เกียจตัวเป็นขนสันดานหยาบอย่างนังนั่น แกมันก็ตาต่ำพอกันนั่นแหละ!
[ค่าความรังเกียจ +1 ยอดเงินเข้าบัญชี 10,000 หยวน]
ความไม่พอใจที่โดนลู่เฉิงปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย ทำให้ป้าคนนั้นพาลเกลียดเจียงโม่หลี่เข้าไส้ไปด้วย
พอจีนมุงเริ่มสลายตัว จางเจียหมิงที่แกล้งหนีไปเข้าห้องน้ำ (ความจริงคือแอบดูอยู่ห่างๆ) ก็เดินกลับมายืนข้างลู่เฉิงด้วยสีหน้ากระตือรือร้น "ผู้บัญชาการครับ! เป็นไงบ้างครับ เจียงโม่หลี่ยอมตกลงถอนหมั้นหรือยังครับ?"
ลู่เฉิงตบไหล่ลูกน้องหนุ่มเบาๆ สีหน้าเรียบเฉยแต่อ่านยาก "วางใจเถอะ ฉัน 'จัดการ' ให้เรียบร้อยแล้ว"
จางเจียหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก "ค่อยยังชั่ว! ผู้บัญชาการครับ บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมเลย ชาตินี้ผมยอมถวายหัวให้ท่านเลยครับ!"
ลู่เฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ "นายอยากแต่งงานกับพี่สาวต่างแม่ของเธอใช่ไหม? วางแผนจะเข้าไปสู่ขอวันไหนล่ะ?"
"ก็น่าจะเร็วๆ นี้แหละครับ ผู้บัญชาการครับ... คือผมคงต้องรบกวนท่านช่วยไปเป็นพยานให้ผมอีกรอบนะครับ จะได้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล"
"ได้สิ แต่สองวันนี้ฉันมีธุระด่วน เอาเป็นอีกสามวันค่อยไปพร้อมกันก็แล้วกัน"
"ได้ครับ! ขอบคุณครับผู้บัญชาการ!" จางเจียหมิงยิ้มจนแก้มปริ หารู้ไม่ว่าหายนะกำลังรออยู่
***
ทางด้านเจียงเผิงที่วิ่งหนีมาได้ไม่ไกล จู่ๆ ก็โดนชายฉกรรจ์ในชุดทหารคนหนึ่งมายืนขวางทางไว้เหมือนยักษ์ปักหลั่น "น้องชาย ขอคุยด้วยหน่อยสิ"
[จบบท]