บทที่ 54: รสชาติแห่งความเสียใจ
“แม่คะ ช่วงนี้ฉันขอตัวไปอ่านหนังสือเตรียมสอบก่อนนะคะ งานในไร่คงต้องรบกวนแม่กับพ่อช่วยจัดการกันเองไปก่อน”
ประโยคที่ดูเหมือนคำขออนุญาตแต่แฝงความดื้อดึงของลูกสะใภ้ ทำเอาจินอวี้หลานที่กำลังง่วนกับการเตรียมอุปกรณ์ทำนาชะงักกึก รอยยิ้มการค้าที่เคยประดับหน้าหุบลงฉับพลัน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งการตรากตรำเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันตาเห็น
“เสี่ยวฉิง ที่นี่มันบ้านนอกคอกนา ไม่ใช่ในเมืองศิวิไลซ์นะ แถวนี้เขาถือคติว่าตราบใดที่ยังเดินไหว จะแก่เฒ่าหรือลูกเล็กเด็กแดงก็ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกันทั้งนั้น หล่อนแต่งเข้าบ้านตระกูลจางมาเป็นเมียชาวนา ก็ต้องหัดลงนาตากแดดตากลมช่วยกันทำมาหากินสิ”
คำพูดเสียดแทงของแม่สามีไม่ได้ทำให้เจียงฉิงสะทกสะท้าน แต่คนที่หูผึ่งกลับเป็นจางเถี่ยเซิงที่นั่งสูบยาเส้นอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้มีความคิดคับแคบแบบเมียตัวเอง พอได้ยินคำว่า ‘สอบ’ ดวงตาของชายชราก็วาวโรจน์ขึ้นมาทันที
“จะสอบอะไรเรอะนังหนู” จางเถี่ยเซิงถามแทรกขึ้นมา ถ้าสอบแล้วได้เป็นข้าราชการหรือได้งานทำในเมือง มันก็คุ้มที่จะแลก การไม่ต้องลงนาไม่กี่วันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เจียงฉิงลอบยิ้มมุมปาก เธอเตรียมบทละครนี้มาอย่างดีแล้ว
“ฉันมีเพื่อนเก่าสมัยเรียน พ่อเขาทำงานใหญ่โตอยู่ในกรมการศึกษาค่ะ” เจียงฉิงเริ่มปั้นน้ำเป็นตัวด้วยน้ำเสียงจริงจังและน่าเชื่อถือ “เพื่อนคนนี้แอบกระซิบข่าววงในมาว่า ปีนี้รัฐบาลอาจจะประกาศรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันเลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ”
สมาชิกบ้านจางต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่กเหมือนไก่ตาแตก สำหรับคนในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ แค่จบมัธยมต้นก็เดินยืดอกได้ทั่วตำบลแล้ว แต่เจียงฉิงจบถึงมัธยมปลาย ในสายตาพวกเขา เธอคือปัญญาชนผู้ทรงภูมิปัญญาแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอะไรอีก
จินอวี้หลานเบ้ปาก ส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ
“เป็นสาวเป็นนาง จะไปร่ำเรียนอะไรกันนักกันหนา เรียนสูงไปก็เท่านั้น แต่งงานแล้วหน้าที่ของเธอคือวนเวียนอยู่หน้าเตาไฟ ปรนนิบัติผัว ดูแลคนแก่ หัวหลักหัวตอในบ้าน แล้วก็ไปช่วยงานในนา นู่น...นั่นต่างหากคืองานที่เธอต้องทำ!”
เจียงฉิงฟังแล้วแทบอยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นบ้าน ตรรกะป่วยๆ ของคนชนบททำเอาเธอคลื่นไส้ ถ้าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยได้จริง มันคือเกียรติยศที่พวกชาวบ้านร้านตลาดจุดธูปขอพรยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่ยายเฒ่าคนนี้กลับจะกดหัวเธอไว้ให้เป็นแค่แจ๋ว คอยรองมือรองตีนคนทั้งบ้าน แถมยังจะให้ไปลุยโคลนทำนาอีก นี่เธอแต่งงานนะ ไม่ได้ขายตัวมาเป็นทาสในเรือนเบี้ย!
แม้ในอกจะร้อนรุ่มไปด้วยไฟโทสะ แต่ใบหน้าของเจียงฉิงยังคงเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าสถานะสะใภ้ใหม่นั้นเปราะบาง หากเปิดฉากทะเลาะกับแม่สามีตั้งแต่วันแรก ชาวบ้านคงเอาไปนินทาจนหูชา ที่สำคัญเธอไม่ได้กะจะฝังรากอยู่ที่นี่ พอจางเจียหมิงได้เลื่อนยศเมื่อไหร่ เธอจะเก็บข้าวของสะบัดก้นตามไปเสวยสุขที่ค่ายทหารทันที ไม่มีประโยชน์ที่จะมาแตกหักกับแม่จางตอนนี้ให้เสียแผน
“พ่อคะ แม่คะ ฟังฉันก่อน” เจียงฉิงสูดหายใจลึก ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “ถ้าฉันสอบติดมหาวิทยาลัย นอกจากรัฐบาลจะให้เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเทอมสักแดงแล้ว ระหว่างเรียนเขายังมีเงินเดือนอุดหนุนให้นักศึกษาอีกเดือนละสิบกว่าหยวนด้วยนะคะ”
คำว่า ‘เงิน’ เหมือนคาถาวิเศษที่สะกดจิตจินอวี้หลานได้ชะงักนัก ท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หายวับไปราวกับเล่นกล เปลี่ยนเป็นตาโตเท่าไข่ห่าน
“ได้เงินด้วยเรอะ! ตั้งสิบกว่าหยวนเชียวรึ แล้วได้ทุกเดือนเลยไหม”
“ได้ทุกเดือนจนกว่าจะเรียนจบเลยค่ะแม่” เจียงฉิงรีบตอกย้ำความโลภของอีกฝ่าย “พอเรียนจบ รัฐบาลก็จัดสรรงานราชการให้ทำ เป็นเจ้าคนนายคน มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ถ้าฉันกับพี่เจียหมิงได้ดิบได้ดีขึ้นมา เราก็ต้องดึงน้องๆ ให้สุขสบายไปด้วยกันอยู่แล้วค่ะ”
ภาพวาดฝันที่เจียงฉิงระบายออกมานั้นช่างหอมหวานและยิ่งใหญ่จนคนบ้านจางเคลิบเคลิ้ม สายตาที่ทุกคนมองมายังเจียงฉิงเปลี่ยนไปในบัดดล จากที่มองเป็นแรงงานฟรี ตอนนี้กลับมองเห็นเธอเป็นตู้เซฟเคลื่อนที่ที่เปล่งประกายสีทองอร่าม
จินอวี้หลานเปลี่ยนโหมดเสียงมาเป็นสอง สาม สี่ ทันที น้ำเสียงอ่อนหวานหยดย้อยจนน่าขนลุก
“โถ...เสี่ยวฉิงลูกแม่ แล้วหนูมั่นใจแค่ไหนว่าจะสอบติดล่ะลูก”
อัตราการแข่งขันยี่สิบคนเอาแค่คนเดียว ความจริงแล้วเจียงฉิงก็ไม่ได้มั่นใจอะไรนักหนา ผลการเรียนสมัยมัธยมเธอก็แค่ระดับกลางๆ อาศัยลูกขยันเข้าสู้ แต่ขืนพูดความจริงออกไป มีหวังแผนการล่มแน่
“ฉันมั่นใจแปดสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะว่าจะติดมหาวิทยาลัย” เจียงฉิงโกหกหน้าตาย “แต่ต่อให้พลาดมหาวิทยาลัย อย่างน้อยๆ วิทยาลัยครูหรืออาชีวะก็ต้องติดแน่นอน จบมาก็ได้บรรจุงานเหมือนกันค่ะ”
พอมั่นใจว่าสะใภ้คนนี้จะคว้าชามข้าวเหล็กของรัฐมาประเคนให้ตระกูลจางได้แน่ จินอวี้หลานก็รีบพยักหน้าหงึกหงัก อนุญาตให้อยู่บ้านอ่านหนังสือได้ แต่คนขี้งกอย่างเธอไม่มีทางยอมให้ใครกินข้าวฟรีโดยไม่ทำงาน
“เอาล่ะๆ งั้นก็อยู่บ้านดูหนังสือไป ไม่ต้องลงนา แต่ว่านะเสี่ยวฉิง งานบ้านงานเรือนก็ทิ้งไม่ได้ หุงข้าว ล้างถ้วยล้างชาม ซักผ้าผ่อน ก็ยังต้องทำนะลูก”
เจียงฉิงลอบถอนหายใจ อย่างน้อยไม่ต้องไปตากแดดจนตัวดำเป็นเหนี่ยงก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“ค่ะแม่ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ทว่าความโล่งใจของเจียงฉิงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเธอกินข้าวเสร็จแล้วเดินมาที่ลานซักล้าง สายตาปะทะเข้ากับตะกร้าหวายสองใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้ากองโต กลิ่นเหงื่อไคลผสมกลิ่นดินโคลนโชยมาเตะจมูกจนเธอแทบอาเจียน
เสื้อผ้าของคนทำไร่ทำนา เปื้อนคราบดินฝังแน่น ขยี้จนมือเปื่อยก็ไม่รู้จะสะอาดไหม ที่ร้ายไปกว่านั้นคือความมักง่ายของคนบ้านนี้ เสื้อยืด กางเกงขายาว ผ้าขี้ริ้ว รวมไปถึงกางเกงชั้นในของทุกคนถูกโยนรวมกันมั่วซั่วไปหมด
เจียงฉิงใช้ปลายนิ้วคีบกางเกงในตัวหนึ่งขึ้นมาด้วยความรังเกียจ นี่มันของพ่อปู่... แล้วนั่นของน้องชายสามี... พระเจ้า! ให้เธอซักกางเกงในของแม่ผัวยังพอทำใจได้ แต่นี่ต้องมาซักกางเกงในผู้ชายทั้งบ้านรวมกันในกะละมังเดียวเนี่ยนะ!
ความอัปยศอดสูแล่นพล่านไปทั่วอก เจียงฉิงกัดฟันกรอด ข่มความขยะแขยงแล้วลงมือซักผ้ากองมหึมานั่น น้ำในกะละมังเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ มือของเธอก็ซีดขาวและเหี่ยวย่น
เธอกัดฟันตากผ้าจนเสร็จ แล้วรีบคว้าหนังสือเรียนหนีเข้าห้องโถงกลาง หวังจะใช้ตัวอักษรเยียวยาจิตใจ แต่เพิ่งจะอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งหน้า เสียงไม้เท้ากระแทกพื้น ตึง ตึง ตึง ก็ดังใกล้เข้ามา
ร่างผอมเกร็งหลังค่อมของย่าทวดจางค่อยๆ โขยกเขยกข้ามธรณีประตูเข้ามา สายตาฝ้าฟางเพ่งมองมาที่เธอ
“เอ็ง... มานั่งทำอะไรตรงนี้ ฮึ?”
“ย่าทวด... ฉันกำลังอ่านหนังสือจ้ะ”
“อ่านหนังสือ?” ย่าทวดทวนคำเสียงแหลม “อ่านหนังสือมันจะไปทำให้อิ่มท้องได้รึ! คนอื่นเขาออกไปทำมาหากินจนเหงื่อไหลไคลย้อย แกมานั่งสบายใจเฉิบอ่านกระดาษพวกนี้ ใช้ได้ที่ไหน! ขี้เกียจสันหลังยาวชัดๆ!”
หญิงชราวัยเก้าสิบปีผู้ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว และไม่เคยเห็นโลกภายนอกหมู่บ้าน มีชุดความคิดที่ฝังรากลึกว่าการไม่ใช้แรงกายทำงานคือความเกียจคร้าน แกด่าทอเจียงฉิงด้วยถ้อยคำโบราณที่ฟังแล้วแสบแก้วหู
เจียงฉิงรู้ดีว่าต่อปากต่อคำกับคนแก่หลงลืมไปก็ป่วยการ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ รวบหนังสือแล้วเดินหนีเข้าห้องนอนตัวเองไป
ห้องนอนในบ้านดินช่างน่าหดหู่ หน้าต่างบานเล็กจิ๋วที่กรุด้วยกระดาษขุ่นๆ ยอมให้แสงลอดผ่านเข้ามาได้เพียงริบหรี่ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นน้ำมันก๊าดลอยอวลอยู่ในอากาศ ในห้องไม่มีแม้แต่โต๊ะเขียนหนังสือสักตัว จะให้นั่งอ่านบนเตียง แสงก็ไม่พอ จะจุดตะเกียงกลางวันแสกๆ ก็กลัวโดนแม่สามีด่าว่าผลาญน้ำมัน
เจียงฉิงทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงฟางที่ปูทับด้วยเสื่อสานแข็งๆ ความน้อยเนื้อต่ำใจพรั่งพรูออกมาน้ำตาซึม เธอเริ่มนึกเสียใจที่ตัดสินใจมาที่นี่ เดิมทีคิดว่าจะหนีความวุ่นวายมาตั้งใจอ่านหนังสือ แต่สภาพความเป็นจริงกลับเลวร้ายยิ่งกว่า นอกจากจะไม่มีสมาธิแล้ว ยังต้องมารองมือรองตีนคนสกปรกพวกนี้ คุณภาพชีวิตตกต่ำลงจนน่าใจหาย
รู้อย่างนี้... ทนอยู่บ้านตระกูลเจียงต่อไปยังจะดีเสียกว่า
ขณะที่กำลังนอนคิดฟุ้งซ่านพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ เสียงแหลมๆ ของจินอวี้หลานก็ดังทะลุผนังเข้ามา
“เสี่ยวฉิง! เสี่ยวฉิงโว้ย!”
“มาแล้ว!”
เจียงฉิงกระชากประตูเปิดออกด้วยความหงุดหงิด แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ความโกรธเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่น หญิงวัยกลางคนที่เดินตามหลังแม่สามีเข้ามาคือ หลี่หงอิง แม่แท้ๆ ของเธอนั่นเอง
วินาทีนั้น ความเข้มแข็งที่สร้างขึ้นพังทลายลง ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย น้ำตาพาลจะไหลออกมาเสียดื้อๆ
“แม่... มาได้ยังไงคะ” เสียงของเธอสั่นเครือ
“ลุงเจียงของแกเขาให้เอาของกินมาฝากปู่ย่าน่ะ แม่เลยถือโอกาสแวะมาดูแกด้วย”
หลี่หงอิงกวาดสายตามองลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า พอเห็นว่าอวัยวะยังอยู่ครบสามสิบสองก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอหันไปยื่นถุงตาข่ายในมือให้จินอวี้หลาน
“ฉันเตรียมของบำรุงมาฝากคนแก่จ้ะ เอาไว้บำรุงร่างกาย”
จินอวี้หลานเห็นของในมือหลี่หงอิง ดวงตาที่เป็นเส้นขีดก็หยีลงจนแทบปิดสนิท รอยยิ้มกว้างฉีกถึงใบหู
“อุ๊ยตาย... คนกันเองแท้ๆ จะเกรงอกเกรงใจอะไรกันนักหนาคะแม่ดอง”
ปากพูดปฏิเสธตามมารยาท แต่มือคู่นั้นกลับฉกถุงของฝากไปถือไว้อย่างรวดเร็วราวกับกลัวใครจะแย่ง
ในถุงนั้นมีทั้งนมมอลต์สกัดกระป๋องใหญ่และผลไม้กระป๋อง ของหรูหราหายากระดับนี้ในชนบท ใครปฏิเสธก็โง่เต็มที
จินอวี้หลานเชื้อเชิญหลี่หงอิงให้นั่งลงบนม้านั่งยาวหน้าห้องโถงกลาง แล้วชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างออกรสออกชาติ เจียงฉิงได้แต่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างเสา นิ้วมือจิกเข้าที่ฝ่ามือตัวเองแน่น
ในหัวเธอตีกันยุ่งเหยิง ถ้าแม่มาเพื่อรับเธอกลับบ้าน เธอจะยอมกลืนน้ำลายตัวเองกลับไปไหม? สภาพความเป็นอยู่บ้านจางมันนรกแตกชัดๆ แต่ถ้ากลับไปบ้านเจียง ก็ต้องไปพัวพันกับวังวนเดิมๆ ถ้าเกิดเจียงโม่หลี่ไปก่อเรื่องวินาศสันตะโรเหมือนชาติที่แล้ว เธอกับจางเจียหมิงอาจจะโดนหางเลขไปด้วยก็ได้
ความลังเลยังไม่ทันจางหาย เสียงของหลี่หงอิงก็ดึงสติเธอกลับมา
“เสี่ยวฉิง มานี่สิลูก”
เจียงฉิงเดินเข้าไปยืนข้างแม่ หลี่หงอิงดึงมือลูกสาวไปกุมไว้ ตบหลังมือเบาๆ แล้วเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ลูกเอ๋ย เป็นลูกสะใภ้เขาแล้วนะ มันจะมาทำตัวสบายๆ เหมือนตอนอยู่บ้านแม่ไม่ได้แล้ว ต้องรู้จักขยันขันแข็ง ตื่นก่อนนอนทีหลัง ช่วยพ่อปู่แม่ย่าทำงานบ้านการเรือนให้หนัก อย่าให้เขาว่าเอาได้”
คำสอนของแม่เหมือนน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า เจียงฉิงที่แอบหวังลึกๆ ว่าแม่จะเอ่ยปากชวนกลับบ้าน หรืออย่างน้อยก็ถามไถ่ความลำบาก กลับต้องมาฟังคำสอนให้ก้มหน้าก้มตารับใช้คนอื่น ความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น เธอเม้มปากแน่น สะบัดหน้าหนีไม่ยอมตอบรับ
หลี่หงอิงเห็นลูกสาวทำท่าปั้นปึ่งก็รู้ว่ากำลังงอน แต่คนเป็นแม่ซื่อบื้อเกินกว่าจะเข้าใจว่าลูกงอนเรื่องอะไร บรรยากาศระหว่างแม่ลูกเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันที
จินอวี้หลานที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกตัวเข้ามาทำลายความเงียบ...
[จบบท]