บทที่ 67: เคล็ดลับเพิ่มเงินเดือนสิบเท่า
แม้อันฮุ่ยจะเป็นหญิงแกร่งที่มีความถือดีในศักดิ์ศรีชนิดที่ว่าฆ่าได้หยามไม่ได้ แต่ลึกๆ ในใจของเธอก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้อยู่ดี เธอเดาทางไม่ออกเลยว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในรูปแบบไหน
ยิ่งพอลองคิดดูว่ามีความเป็นไปได้ที่คนซึ่งโดนลงโทษทางวินัยอาจจะเป็นสามีของตัวเอง หัวใจที่เคยหนักแน่นก็เริ่มเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
แต่ถึงอย่างนั้น ภายนอกเธอก็ยังคงเชิดหน้า ปากแข็งไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้าเด็ดขาด
"ใครบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติล่ะคะ ในเขตทหารมีเจ้าหน้าที่ตั้งเยอะแยะ จะมีสักคนโดนท่านผู้นำเรียกไปตักเตือนบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดาโลกจะตายไป ไม่เห็นจะมีอะไรน่าแปลกประหลาดตรงไหนเลย"
อันฮุ่ยพยายามบังคับน้ำเสียงให้ฟังดูราบเรียบเป็นธรรมชาติที่สุด ราวกับว่าเรื่องคอขาดบาดตายนี้เป็นเพียงสายลมพัดผ่านผิวกายเท่านั้น
"นั่นสินะ"
อู๋เมี่ยวอวิ๋นเออออห่อหมกตามน้ำไปอย่างนั้นเอง แต่ในใจกลับแอบเบ้ปากหมั่นไส้ความมั่นใจเกินเบอร์ของอีกฝ่าย
เธอนึกค่อนขอดในใจว่าอันฮุ่ยช่างเป็นคนใจกว้างดั่งแม่น้ำฮวงโหเหลือเกิน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังทำทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้อีก
ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวหล่อนนะ รับรองได้เลยว่าหล่อนคงไม่อยู่เฉยแน่ ต้องหาทางจัดการขั้นเด็ดขาด รีบเขี่ยตัวซวยอย่างเจียงโม่หลี่ออกจากบ้านไปให้พ้นหูพ้นตา จะได้ไม่ต้องมาเป็นตัวถ่วงความเจริญของวงศ์ตระกูลแบบนี้
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เฮ่อชิวเสีย ประธานคณะกรรมการบ้านพัก ก็เดินนำขบวนเข้ามาเพื่อเก็บรวบรวมและนับคะแนนผลงานการห่อบ๊ะจ่าง
"โอ้โห! กลุ่มพวกคุณห่อได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย ดูจากกองภูเขานี้แล้ว ปีนี้ตำแหน่งชนะเลิศคงไม่หลุดมือไปไหนแน่ๆ"
พอได้ยินคำชม อู๋เมี่ยวอวิ๋นก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม รีบเสนอหน้าพูดเอาความดีความชอบทันที
"ถ้าพวกเราได้ที่หนึ่งจริงๆ เย็นนี้เชิญคุณประธานไปทานข้าวที่บ้านฉันเลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงเนื้อฉลองชุดใหญ่เอง"
"ได้เลยค่ะ ตกลงตามนั้น"
เฮ่อชิวเสียมองท่าทางระริกรี้เกินเหตุของอู๋เมี่ยวอวิ๋นแล้ว แววตาของเธอก็ไหววูบไปเล็กน้อย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะพูดเตือนสติด้วยความหวังดีที่แฝงความเวทนาไว้จางๆ
"นับถือใจคุณจริงๆ ที่ยังมองโลกในแง่ดีได้ขนาดนี้ แต่ก็นะ... การถูกเรียกไปตักเตือนมันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวพอคลื่นลมสงบ คนเขาก็ลืมกันไปเองนั่นแหละค่ะ"
อู๋เมี่ยวอวิ๋นรีบรับลูกต่อทันควัน
"ฉันก็บอกพี่อันฮุ่ยไปแบบนี้เหมือนกันเปี๊ยบเลยค่ะ"
ทว่าเฮ่อชิวเสียนั้นเป็นคนหัวไวและทันคน พอได้ยินคำตอบแบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าอู๋เมี่ยวอวิ๋นยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ จึงตัดสินใจพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่มีนัยแอบแฝง
"แต่คำพูดพวกนี้เอาไปพูดปลอบใจภรรยาของคุณลู่ไม่ได้หรอกนะคะ เพราะรองผู้บัญชาการลู่เขาไม่ได้เป็นคนที่ถูกลงโทษสักหน่อย"
ประโยคนั้นทำให้อันฮุ่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาช่วยคณะกรรมการนับจำนวนบ๊ะจ่างอยู่ถึงกับมือไม้ชะงัก เธอเงยหน้าขวับขึ้นมามองด้วยความประหลาดใจ บรรดาสมาคมแม่บ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็หูผึ่ง พากันกรูเข้ามามุงด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนแทบจะเกาะติดขอบสนาม
"คุณประธานคะ คนที่โดนลงโทษไม่ใช่รองผู้บัญชาการลู่หรอกหรือ แล้วตกลงเป็นใครกันแน่ล่ะคะ"
ข่าวลือที่สะพัดออกมาก่อนหน้านี้บอกแค่เพียงว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกเรียกไปตักเตือน แต่ไม่ได้ระบุชื่อเสียงเรียงนามชัดเจน พอเอามาจับแพะชนแกะกับวีรกรรมสุดแสบของเจียงโม่หลี่ ทุกคนเลยปักใจเชื่อไปแล้วว่าคนที่ซวยรับเคราะห์ต้องเป็นลู่เต๋อเจาชัวร์ๆ
ถ้าไม่ใช่ลู่เต๋อเจา แล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?
ยังมีคนอื่นอีกเหรอ?
ถึงแม้ความจริงจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า แต่การพูดชื่อออกมาโต้งๆ ต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้มีแต่จะสร้างศัตรูเปล่าๆ เฮ่อชิวเสียจึงเลือกที่จะรักษาระยะปลอดภัย ไม่ยอมทำเรื่องที่เข้าเนื้อตัวเองเด็ดขาด
"ฉันเองก็ได้ยินเขาเล่าลือกันมาอีกที ไม่กล้ายืนยันความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ แต่ที่แน่ๆ ฉันรับรองได้ว่าไม่ใช่รองผู้บัญชาการลู่แน่นอน"
ผลการแข่งขันออกมาตามคาด กลุ่มของอันฮุ่ยคว้าแชมป์การห่อบ๊ะจ่างไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี สมาชิกทุกคนได้รับรางวัลเป็นตั๋วแลกซื้อเนื้อคนละหนึ่งจิน
แต่ทว่า ณ เวลานั้น ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะมาชื่นชมยินดีกับรางวัลตรงหน้าเลยสักนิด จิตใจของทุกคนลอยไปเกาะติดอยู่ที่ประเด็นร้อนฉ่าว่าใครกันแน่คือเจ้าหน้าที่ดวงซวยคนนั้น
เหล่าแม่บ้านต่างรีบสลายตัวแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง เพื่อโทรศัพท์ไปสืบข่าวจากสามีให้รู้ดำรู้แดง พอกลับถึงบ้าน อันฮุ่ยก็ไม่รอช้า รีบต่อสายตรงไปที่ห้องทำงานของลู่เต๋อเจาทันที
"พี่สะใภ้ ท่านเขาว่ายังไงบ้างคะ ตกลงคนที่โดนลงโทษคือใครกันแน่"
ป้าหม่าที่นั่งลุ้นตัวโก่งรีบเอ่ยถามทันทีที่เห็นอันฮุ่ยวางหูโทรศัพท์ลง อันฮุ่ยหันกลับมามองสีหน้าของเธอฉายแววโล่งอกปนตลกขบขัน ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้อีกฝ่ายต้องอ้าปากค้าง
"เฉินต้าตง"
ป้าหม่าอุทานออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจ
"หา! ทำไมถึงเป็นเฉินต้าตงไปได้ล่ะคะ"
ทางด้านอู๋เมี่ยวอวิ๋นเอง พอรู้ข่าวก็แทบช็อกจนตั้งตัวไม่ติด เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยแม้แต่นิดเดียวว่าหวยจะมาออกที่สามีของตัวเองแบบนี้ พอภาพเหตุการณ์ที่เธอเพิ่งจะพูดปลอบใจอันฮุ่ยในห้องกิจกรรมย้อนกลับเข้ามาในหัว มันก็เหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นตบหน้าเธอฉาดใหญ่ จนรู้สึกแสบชาไปทั้งแถบหน้า
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านี้...
ถึงแม้อู๋เมี่ยวอวิ๋นจะชอบบ่นว่าลูกสาวของตัวเองเป็นคนซุ่มซ่ามทำอะไรไม่รู้จักคิด แต่ตัวเธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ เพราะทันทีที่รู้เรื่อง เธอก็รีบโทรศัพท์ไปฟ้องสามี เล่าเรื่องที่เจียงโม่หลี่แอบขายตำแหน่งงานให้กับญาติฝั่งแม่แบบใส่สีตีไข่เสียจนน่ากลัว
เฉินต้าตงได้ฟังดังนั้นก็รีบวิ่งแจ้นไปรายงานเรื่องนี้กับอู๋ลี่เฟิง ผู้เป็นผู้นำอาวุโส เพื่อหวังจะทำคะแนนความดีความชอบ
ความจริงแล้ว เฉินต้าตงเองก็ไม่ได้เชื่อน้ำหน้าหรอกว่าคนอย่างลู่เต๋อเจาจะกล้าทุจริตรับสินบน คนระดับนั้นรักศักดิ์ศรีและชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิต ไม่มีทางที่จะมาตกม้าตายด้วยเรื่องตื้นเขินแบบนี้แน่นอน แต่ที่เขาคาบข่าวไปบอก ก็เพื่อเป็นการประจบสอพลออู๋ลี่เฟิงต่างหาก
อู๋เมี่ยวอวิ๋นกับเขานับญาติกับอู๋ลี่เฟิงในฐานะอา แต่ก็เป็นญาติห่างๆ ที่พ้นห้ารุ่นไปแล้ว ถึงอย่างนั้นการมีเส้นสายกับคนระดับผู้นำอาวุโสก็มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย
ประกอบกับช่วงปีสองปีมานี้ มีข่าวลือหนาหูว่าลู่เต๋อเจาอาจจะขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของอู๋ลี่เฟิง เขาจึงคำนวณในใจว่าอู๋ลี่เฟิงคงจะไม่ปลื้มลู่เต๋อเจาสักเท่าไหร่ ลองคิดดูสิว่าจะมีหัวหน้าคนไหนชอบลูกน้องที่จ้องจะมาเลื่อยขาเก้าอี้ตัวเองบ้าง
โอกาสนี้จึงเหมาะเจาะที่อู๋ลี่เฟิงจะได้ใช้เรื่องนี้กดหัวลู่เต๋อเจาไม่ให้ผยองจนเกินไป
แต่ใครจะไปรู้ว่าการกระทำครั้งนี้กลับกลายเป็นการยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง นอกจากจะไม่ได้ความดีความชอบแล้ว ยังโดนด่ากลับมาจนหน้าชาอีกต่างหาก
ส่วนทางด้านอู๋ลี่เฟิงนั้น เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เฉินต้าตงไม่ได้ทำหนังสือร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร และก็ไม่ได้กล่าวหาตรงๆ แค่เอาเรื่องนินทาในบ้านพักมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันให้ฟัง พอเรียกสหายลู่มาสอบถามและได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน เรื่องมันก็ควรจะจบลงตรงนั้น
แต่จุดพลิกผันมันอยู่ที่ประโยคเด็ดของเจียงโม่หลี่ที่ว่า ‘ชอบนินทาเหมือนพวกปากหอยปากปู’ คำพูดนี้มันแทงใจดำและชี้ให้เห็นถึงปัญหาความหย่อนยานทางวินัยของเจ้าหน้าที่ ที่วันๆ เอาแต่จับกลุ่มนินทาชาวบ้านแทนที่จะตั้งใจทำงาน
ปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทัศนะของผู้นำ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด เขาจำเป็นต้องจัดระเบียบและเข้มงวดกับวินัยของผู้ใต้บังคับบัญชาให้มากขึ้น ผลลัพธ์ก็เลยกลายเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู และคนที่กลายเป็นไก่ตัวนั้นก็คือเฉินต้าตงนั่นเอง
...
ตัดภาพมาที่เจียงโม่หลี่ เธอใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่ข้างนอกทั้งวันจนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำถึงได้คิดจะกลับบ้านพักข้าราชการ
คณะกรรมการบ้านพักอุตส่าห์เดินมาเคาะประตูบอกล่วงหน้าว่าให้แม่บ้านที่ว่างงานทุกคนไปร่วมกิจกรรมห่อบ๊ะจ่าง แต่เธอหรือจะสนใจ เรื่องน่าเบื่อพรรค์นั้นไม่ใช่ทางของเธอเลยสักนิด พอออกจากเขตทหารได้ เธอก็มุ่งหน้าตรงไปยังห้างสรรพสินค้า เดินทอดน่องดูของสวยๆ งามๆ พอตกบ่ายก็ไปนั่งจิบชาฟังงิ้วในโรงน้ำชาอย่างสบายอารมณ์
ขณะที่เธอกำลังยืนรอรถประจำทางเพื่อกลับบ้าน หูของเธอก็แว่วเสียงบทสนทนาอันแสนดุเดือดของพี่สาวสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
สายตาของเจียงโม่หลี่จดจ้องไปที่ถุงตาข่ายในมือของพี่สาวคนหนึ่ง ภายในนั้นมีไข่เยี่ยวม้าลูกกลมดิ๊กนอนแอ้งแม้งอยู่ เห็นแล้วน้ำลายในปากก็เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ
ท้องเริ่มร้องประท้วงนิดๆ แล้วสิ
บทสนทนาของพี่สาวทั้งสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือน พี่สาวผมบ๊อบสั้นเสมอหูคุยโวอย่างภาคภูมิใจว่า
"นี่เธอรู้ไหม เงินเดือนเดือนนี้ของฉันได้เยอะกว่าเดือนที่แล้วอีกนะ ตั้ง 35 หยวน 7 เหมาแหนะ"
พี่สาวอีกคนที่ถักเปียยาวทำหน้าตาอิจฉาตาร้อนผ่าว
"ดีจังเลยแฮะ ของฉันเดือนนี้ได้แค่ 33 หยวน 3 เหมาเอง น้อยกว่าเธอตั้งสองหยวนกว่าแน่ะ..."
เจียงโม่หลี่เห็นช่องทางทำมาหากิน จึงรีบขยับตัวเข้าไปแทรกกลางวงสนทนา แล้วหันไปพูดกับพี่สาวที่เงินเดือนน้อยกว่าด้วยแววตามุ่งมั่นจริงจัง
"พี่สาวคะ ฉันมีวิธีที่จะทำให้เงินเดือนของพี่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าเลยนะ สนใจไหมคะ"
พี่สาวคนนั้นหันมามองหน้าเธอด้วยสายตาแปลกประหลาด เหมือนกำลังมองคนสติไม่ดี
"เธอเป็นใครยะ"
เจียงโม่หลี่ไม่ตอบคำถาม แต่ชี้นิ้วไปที่ถุงไข่เยี่ยวม้าในมือของพี่สาวอีกคน
"ถ้าพี่ทำให้พี่สาวคนนั้นเลี้ยงไข่เยี่ยวม้าฉันสักฟองได้ ฉันจะบอกเคล็ดลับวิธีทำให้เงินเดือนเด้งขึ้นสิบเท่าให้เอาบุญ"
ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะตอบรับหรือปฏิเสธ กองเชียร์รอบข้างที่ยืนรอรถเมล์อยู่ก็เริ่มส่งเสียงยุยงส่งเสริมกันยกใหญ่
"ให้ๆ แม่หนูเขาไปเถอะน่า ไข่เยี่ยวม้าฟองเดียวมันจะกี่ตังค์กันเชียว"
"นั่นสิๆ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำยังไงเงินเดือนถึงจะขึ้นสิบเท่าได้"
ข้อเสนอเรื่องเงินเดือนเพิ่มสิบเท่ามันช่างหอมหวานยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้
วันนี้เจียงโม่หลี่แต่งตัวดูดีมีสกุลเป็นพิเศษเพราะต้องไปพบผู้ใหญ่ เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวสะอาดตากับกางเกงขายาวสีเทาอมฟ้า รองเท้าหนังขัดมันวับสวมทับถุงเท้าสีขาว ผมเผ้าถักเปียคู่ดูเรียบร้อยน่าเอ็นดู
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นเด็กสาวหน้าตาดีมีการศึกษา ประกอบกับเสียงเชียร์จากคนรอบข้าง ในที่สุดพี่สาวเจ้าของถุงไข่เยี่ยวม้าก็ยอมควักไข่ออกมาส่งให้เจียงโม่หลี่หนึ่งฟอง
"ใจเย็นๆ นะคะทุกคน ขอฉันกินไข่ให้หมดก่อน แล้วจะเฉลยให้ฟัง"
ไข่เยี่ยวม้าฟรีนี่มันอร่อยกว่าปกติจริงๆ เนื้อวุ้นเด้งดึ๋งสู้ฟัน ไข่แดงข้างในก็หอมมันเค็มกำลังดี เจียงโม่หลี่ค่อยๆ บรรจงแกะเปลือกและละเลียดชิมรสชาติอย่างมีความสุข
คนทั้งป้ายรถเมล์ต่างพากันยืนมองตาปริบๆ เฝ้ารอให้เธอเคี้ยวไข่คำสุดท้ายให้หมดปาก ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นคนมุงกันเยอะก็นึกว่ามีเรื่องราวอะไรน่าสนใจ จึงพากันเข้ามามุงดูบ้าง
"ทำอะไรกันอยู่น่ะ มุงดูอะไรกัน"
"อ๋อ แม่หนูคนนี้บอกว่ามีวิธีเสกให้เงินเดือนเพิ่มสิบเท่าน่ะสิ"
"จริงดิ โม้หรือเปล่าเนี่ย"
"ใครจะไปรู้ล่ะ ก็รอดูกันอยู่นี่ไง ดูฟรีไม่เสียตังค์สักหน่อย"
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ริมฝีปากของเด็กสาวอย่างใจจดใจจ่อ
ในที่สุด เจียงโม่หลี่ก็กลืนไข่คำสุดท้ายลงท้อง เธอแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย ก่อนจะหันไปพูดกับพี่สาวถักเปียด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด
"วิธีก็คือ... เวลาใครถามเงินเดือน พี่ก็เปลี่ยนคำพูดใหม่นะคะ จาก 33 หยวน ให้บอกไปว่าเงินเดือนฉัน 330 เหมา แค่นี้ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นสิบเท่าแล้วค่ะ"
ทุกคนในที่นั้นถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก เครื่องหมายคำถามลอยว่อนเต็มอากาศเหนือศีรษะ
???
จังหวะนั้นเอง รถประจำทางคันที่รอคอยก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าพอดี
เจียงโม่หลี่อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังสตั๊นจนวิญญาณหลุด รีบเบียดตัวแทรกฝูงชนกระโดดขึ้นรถไปอย่างว่องไวปานวานร
กว่าพี่สาวทั้งสองจะตั้งสติได้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว พวกเธอชี้หน้าด่าไล่หลังรถเมล์ด้วยความเจ็บใจจนแทบกระอักเลือด
"นังเด็กบ้า! จะหนีไปไหนยะ"
"ยัยสิบแปดมงกุฎ! เอาไข่เยี่ยวม้าฉันคืนมานะ!"
เจียงโม่หลี่โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถเมล์ โบกไม้โบกมือพร้อมส่งยิ้มกว้างจนตาหยีตะโกนกลับไปว่า
"พี่สาวคะ แล้วตกลงตัวเลขมันเพิ่มขึ้นสิบเท่าจริงไหมล่ะคะ ไม่ได้โกหกสักคำเลยนะ!"
"สิบเท่าบ้านแกสิ! ยัยเด็กเปรตเอ๊ย!"
บรรดาจีนมุงที่เฝ้ารอเคล็ดลับเด็ดต่างพากันโห่ร้องด้วยความผิดหวังระคนขบขัน
นี่มันวิธีเพิ่มเงินเดือนแบบไหนกัน ยัยเด็กนี่มันต้มตุ๋นระดับเซียนชัดๆ
ร้ายกาจจริงๆ!
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +17 ยอดเงินเข้าบัญชี 170,000 หยวน]
[จบบท]