บทที่ 8: ว่าที่ลูกสะใภ้
ลู่เฉิง ชายชาติทหารรูปร่างสูงใหญ่กว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร กำลังวิ่งหนีการไล่ล่าของอันฮุ่ย หญิงวัยกลางคนร่างเล็กที่สูงไม่ถึงร้อยหกสิบด้วยซ้ำ ภาพที่ออกมาจึงดูทุลักทุเลปนน่าขันพิลึก
"โอ๊ย แม่! เจ็บนะ เบามือหน่อยสิ ถ้าผมช้ำในตายไป ใครจะรับผิดชอบความรู้สึกว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ล่ะ"
สำหรับคนที่กินนอนอยู่กับค่ายทหารและผ่านการฝึกหนักราวนรกแตกมาตลอดทั้งปีอย่างลู่เฉิงแล้ว การโดนไม้ขนไก่ฟาดไม่กี่ที มันก็แค่สะกิดผิวให้คันยุบยิบเท่านั้นแหละ
"รับผิดชอบกะผีน่ะสิ แกเห็นฉันเป็นเด็กสามขวบเหรอ พูดจาเหลวไหลสองสามคำคิดว่าจะตบตาฉันได้งั้นสิ"
อันฮุ่ยยิ่งตียิ่งของขึ้น อารมณ์พุ่งพล่านจนอยากจะฟาดไอ้ลูกตัวดีให้จมดิน
หลายปีมานี้ เรื่องแต่งงานของลูกชายคนเล็กกลายเป็นวาระแห่งชาติประจำบ้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับ บนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสารทิศก็ทำมาหมดแล้ว แต่ผลลัพธ์คือศูนย์
ไอ้ลูกเวรไม่เคยเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ วันๆ เอาแต่ตั้งป้อมเป็นศัตรู
สองแม่ลูกตระกูลเมิ่งที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ได้แต่อึ้งกิมกี่ ทั้งตกใจทั้งทำตัวไม่ถูก
แม้กิตติศัพท์ความดุระดับแม่เสือสาวของอันฮุ่ยจะเป็นที่เลื่องลือ แต่ทุกครั้งที่เจอกัน อันฮุ่ยก็วางตัวเป็นผู้ดีมีสกุล พูดจาอ่อนหวานมาตลอด
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นโหมดเกรี้ยวกราดของจริง
แม่เมิ่งหันมองลูกสาวผู้เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้อย่างเมิ่งเวยแล้วก็นึกหวั่นใจ
ถ้าต้องมาเจอกับแม่ผัวที่ดุดันแถมฝีปากกล้าขนาดนี้ ชีวิตหลังแต่งงานของลูกสาวเธอจะรอดไหมเนี่ย
"ผมพูดเรื่องจริงนะแม่ ไม่ได้โกหกสักคำ ผมหาเมียได้แล้วจริงๆ ทำไมแม่ถึงไม่เชื่อลูกตัวเองบ้างล่ะ" ลู่เฉิงพยายามแก้ตัวพลางกระโดดหลบวิถีไม้ขนไก่
"ถ้าฉันเชื่อแก ฉันก็บ้าแล้ว!"
สังขารไม่เที่ยง อันฮุ่ยวิ่งไล่กวดไปได้สองรอบก็เริ่มหอบแฮ่ก หมดแรงข้าวต้ม
เธอยืนเท้าสะเอว มือข้างหนึ่งชี้หน้าลูกชาย พลางสูดลมหายใจเข้าปอด "ไหนล่ะรูปถ่าย เอาหลักฐานมาแสดงสิ ถ้ามีรูปมายืนยันฉันถึงจะเชื่อ"
"จะดูรูปไปทำไม อีกสองวันผมพาตัวเป็นๆ มาให้แม่ดูถึงที่เลยเอ้า"
เห็นท่าทีแม่ลูกจะตีกันจนบ้านแตกสาแหรกขาด เมิ่งเวยจึงตัดสินใจเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หวังช่วยลดอุณหภูมิเดือดของอันฮุ่ย
"ป้าฮุ่ยคะ ใจเย็นๆ ก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเสียสุขภาพเปล่าๆ ให้หนูได้ลองคุยกับพี่สามดีๆ เถอะนะคะ"
อันฮุ่ยตวัดสายตาพิฆาตใส่ลูกชายทิ้งท้าย ก่อนจะโยนไม้ขนไก่ทิ้งอย่างไม่ไยดี "ไปสิ พาหนูเวยออกไปหาอะไรกินข้างนอก"
ลู่เฉิงทำหน้าเซ็ง "ไม่ไป ผมจะกินข้าวที่บ้าน"
สถานะเขาตอนนี้มีเจ้าของจับจองแล้ว ขืนไปกินข้าวสองต่อสองกับสาวโสด เดี๋ยวชาวบ้านร้านตลาดเอาไปนินทาเสียหายหมด
"ข้าวที่บ้านไม่ได้หุงเผื่อแก!"
เมิ่งเวยรีบพูดไกล่เกลี่ย "ทานที่บ้านเถอะค่ะ ข้างนอกแดดร้อน หนูเองก็ไม่อยากออกไป รบกวนป้าหม่าช่วยเพิ่มกับข้าวสักอย่างก็พอ พี่สามคะ เราไปคุยกันที่สวนหน้าบ้านสักหน่อยเถอะค่ะ"
แค่คุยกันคงไม่เสียหายอะไรมั้ง
เมื่อเดินออกมาถึงสวนหน้าบ้าน เมิ่งเวยก็หันกลับมาจ้องมองลู่เฉิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาลัยอาวรณ์
"พี่สาม พี่ไม่จำเป็นต้องโกหกผู้ใหญ่เพื่อหาข้ออ้างปฏิเสธฉันหรอกค่ะ สำหรับฉันแล้ว พี่คือขุนเขาที่ยิ่งใหญ่ คือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ฉันยอมไม่ได้หรอกถ้าพี่จะต้องมีมลทินมัวหมอง เพียงเพราะเรื่องของฉัน"
เมิ่งเวยปักใจเชื่อว่าลู่เฉิงโกหก เรื่องหาแฟนได้แล้วคงเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก
เธอมั่นคงในรักที่มีต่อลู่เฉิงมาร่วมยี่สิบปี เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย รู้ไส้รู้พุงกันหมด ทั้งชาติตระกูล การศึกษา หน้าตา ไม่มีอะไรที่เธอไม่เหมาะสมกับเขา
ลู่เฉิงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะเมินเธอ แล้วไปคว้าผู้หญิงโนเนมที่ไหนไม่รู้มาทำเมีย
"พี่สาม ฉันเข้าใจดีค่ะว่าพี่มีอุดมการณ์รักชาติยิ่งชีพ และเข้าใจด้วยว่าพี่ไม่อยากให้ครอบครัวมาเป็นภาระผูกมัด ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอพี่ได้ แต่ฉันแค่อยากบอกให้พี่รู้ว่า ฉันจะไม่มีวันเป็นตัวถ่วงของพี่เด็ดขาด ฉันพร้อมจะยืนอยู่ข้างหลัง เป็นลมใต้ปีกที่มั่นคงให้พี่ตลอดไป"
เจอคำสารภาพรักที่ทั้งจริงใจและเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ขนาดนี้ ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะเลือดเย็นเกินไป
ลู่เฉิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เสี่ยวเวย ฟังพี่นะ ข้อแรก พี่เจอคนที่ชอบแล้วจริงๆ และพี่ก็จะแต่งงานกับเธอคนนั้น ข้อสอง พี่เห็นเธอเป็นน้องสาวมาตลอด อดีตเป็นยังไง อนาคตก็เป็นอย่างนั้น เราเป็นพี่น้องกันได้ เป็นเพื่อนกันได้ แต่จะเป็นผัวเมียกันน่ะ...ไม่ได้ พี่ขออวยพรให้เธอเจอคนที่ดีเร็วๆ ก็แล้วกัน"
เมิ่งเวยรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อพูดประโยคเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธแบบขวานผ่าซาก ไม่เหลือเยื่อใยให้ได้ลุ้น
ร่างบางโงนเงนเหมือนจะล้มพับ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดูน่าสงสารจนใครเห็นก็ต้องใจอ่อน
แต่น่าเสียดายที่คู่สนทนาของเธอคือลู่เฉิง ชายชาติทหารผู้มีความรู้สึกตายด้านกับมารยาหญิง เห็นเธอยืนเซ เขาก็ยังยืนนิ่งไม่กระพริบตาแม้แต่นิดเดียว
เมิ่งเวยพยายามทรงตัวให้ตรง "ฉันไม่เชื่อ พี่สาม... ฉันไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเข้ามาแทนที่ในใจพี่ได้"
"ไม่เชื่อก็ตามใจ เอาเป็นว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะ"
ลู่เฉิงขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด
ความจริงก็คือ ก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้านี้ เขาก็ยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำ
ใครจะหาว่าเขาหน้ามืดตามัวเพราะความสวยก็ช่าง แต่เขาปักธงแล้วว่าจะเอาเจียงโม่หลี่มาทำเมียให้ได้
พอจินตนาการถึงแม่สาวน้อยตัวนุ่มนิ่มคนนั้นที่จะมาใช้นามสกุลร่วมกัน แถมยังมีลูกตัวเล็กๆ วิ่งยั้วเยี้ยเต็มบ้าน หัวใจเขาก็เต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก!
สุดท้าย สองแม่ลูกตระกูลเมิ่งก็กลับไปโดยที่ข้าวยังไม่ตกถึงท้อง
ตัดภาพมาที่ลู่เฉิง เขากำลังโซ้ยข้าวอย่างเอร็ดอร่อย มูมมามราวกับตายอดตายอยากมาจากไหน
อันฮุ่ยนั่งจ้องลูกชายตาเขียวปั๊ด "แกนี่ยังมีกะจิตกะใจกินข้าวลงอีกนะ หนูเวยเขาไม่ดีตรงไหนฮะ หน้าตาก็สะสวย การศึกษาก็ดี รักแกปานจะกลืนกิน แกยังมีอะไรไม่พอใจอีก"
"คนเขาชอบผม แล้วผมจำเป็นต้องแต่งกับเขาเหรอแม่ ถ้าตรรกะเป็นแบบนั้น ผมคงต้องเปิดฮาเร็มมีเมียสามพันคนเหมือนฮ่องเต้แล้วมั้ง"
อันฮุ่ยโมโหจนแทบอยากจะถุยน้ำลายใส่หน้า "ฝันกลางวันไปเถอะ! หัดมียางอายซะบ้าง คิดว่าตัวเองเป็นทองแท่งหรือไงที่ใครๆ ก็ต้องแย่งกัน ดูเพื่อนรุ่นเดียวกับแกในบ้านพักข้าราชการโน่น เขาแต่งงานมีลูกมีเต้ากันหมดแล้ว มีแต่แกนี่แหละที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งขึ้นคานทองนิเวศน์ ฉันล่ะอายชาวบ้านเขาจริงๆ"
"แม่อย่าเพิ่งตีโพยตีพายสิ อีกไม่กี่วันคนอื่นเขาจะอิจฉาแม่จนตาลุกเป็นไฟ ที่ได้ลูกสะใภ้ดีๆ"
ลู่เฉิงพูดไปเคี้ยวข้าวไป จนสำลักไอโขลกๆ ออกมา
อันฮุ่ยเห็นแล้วก็อดสมเพชปนสงสารไม่ได้ "ตายอดตายอยากมาจากไหน กินช้าๆ หน่อยสิ ไม่มีใครเขาแย่งแกกินหรอก"
"บ่ายนี้ผมมีธุระ"
"กลับมาไม่ทันไร ก็จะร่อนไปข้างนอกอีกแล้ว"
"มีธุระจริงๆ แม่"
ลู่เฉิงรับชามน้ำแกงจากป้าหม่า ซดโฮกเดียวเกือบหมดชามเพื่อกลั้วคอ "แม่ เอาสมุดบัญชีเงินฝากของผมมาให้หน่อย"
ลู่เฉิงประจำการอยู่ชายแดนตลอดปี กินนอนในค่ายทหาร แทบไม่ได้ใช้เงินสักแดง เบี้ยเลี้ยงเงินเดือนทั้งหมดก็ส่งกลับมาให้อันฮุ่ยเก็บรักษา
อันฮุ่ยเองก็มีเงินเหลือเฟือ จึงเก็บสะสมเงินส่วนของลูกชายไว้ทั้งหมด หวังจะเอาไว้เป็นทุนสินสอดขอเมียให้เขานั่นแหละ
อันฮุ่ยเดินไปหยิบสมุดบัญชีเงินฝากออกมาวาง "อยู่ในนี้ครบทุกหยวนทุกเหมา แกจะเอาเงินไปทำอะไร"
ลู่เฉิงเปิดสมุดดูตัวเลข ยิ้มมุมปากแล้วตอบว่า
"เอาไปเป็นค่าสินสอดแต่งเมียไง"
"ไอ้ลูกบ้า! แกจะเลิกเล่นลิ้นสักทีได้ไหม มาพูดพล่อยๆ ต่อหน้าฉันอีก เดี๋ยวแม่จะโทรตามพ่อแกกลับมาจัดการให้น่วม"
ลู่เฉิงปิดสมุดบัญชี ยัดใส่กระเป๋าเสื้อหน้าตาเฉย "เธอชื่อเจียงโม่หลี่"
"หือ? ใครนะ"
ลู่เฉิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ "ก็ลูกสะใภ้แม่ไง รายงานขออนุมัติแต่งงานผมก็ส่งไปแล้ว ไม่เชื่อแม่ลองโทรไปถามตาแก่ที่กรมดูสิ"
พอรู้ว่าลูกชายเอาจริงเอาจัง ไม่ได้มาล้อเล่น อันฮุ่ยก็ปรับอารมณ์ไม่ถูก ทั้งดีใจทั้งโมโห "เรื่องใหญ่คอขาดบาดตายขนาดนี้ ไม่คิดจะปรึกษาหารือที่บ้านก่อนเลยเรอะ แกเห็นฉันกับพ่อแกเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง"
ลู่เฉิงสวนกลับทันควัน "ทีตอนพ่อกับแม่ทำให้ผมเกิดมา ก็ไม่เห็นจะมาปรึกษาผมล่วงหน้าเหมือนกันนี่"
อันฮุ่ยโกรธจนควันออกหู อยากจะเอาตะเกียบทิ่มปากมันสักที
"ถ้ารู้ว่าโตมาแล้วแกจะกวนประสาทขนาดนี้ สู้ฉันเบ่งหมูออกมายังจะดีซะกว่า! ไสหัวไปเลยไป ต่อไปเรื่องของแกฉันจะไม่ยุ่งแล้ว!"
"แม่ก็เป็นซะอย่างนี้ ผมไม่แต่งงานแม่ก็บ่น พอผมจะแต่งงานแม่ก็ด่า แล้วจะให้ผมทำตัวยังไงล่ะเนี่ย"
ถึงปากจะด่าลูกชายว่าทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา แต่ลึกๆ แล้วหัวอกคนเป็นแม่ พอรู้ว่าลูกยอมมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา ก็ย่อมดีใจจนเนื้อเต้น
"แล้วไปรู้จักมักจี่กันตอนไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร อายุเท่าไหร่ พ่อแม่ทำงานทำการอะไร"
อันฮุ่ยรัวคำถามใส่เป็นชุด ลู่เฉิงก็ตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
"เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญหรอกแม่ ผมจะแต่งเมีย ผมดูแค่ข้อเดียว... คือผมชอบเธอ"
***
ณ ห้องทำงานกรมการเมือง
ลู่เต๋อเจาขยับแว่นสายตายาว เพ่งมองรายงานในมือ ไล่อ่านซ้ำไปซ้ำมาทีละตัวอักษร
"ขออนุญาตครับ!"
"เข้ามา"
เจียงเสี่ยวกวงเดินเข้ามา ปิดประตูห้องทำงานเบาๆ แล้วตรงมาที่โต๊ะ "ผู้บัญชาการครับ ผมมีเรื่องของคุณชายสามมารายงาน"
ลู่เต๋อเจาปรือตามองลอดแว่นแวบหนึ่ง "เรื่องอะไร"
"คุณชายสามหาแฟนได้แล้วครับ!"
"แค่นี้เหรอ"
ปฏิกิริยาที่นิ่งสนิทของลู่เต๋อเจาทำเอาเจียงเสี่ยวกวงไปต่อไม่ถูก "อ้าว ก็ท่านบ่นเช้าบ่นเย็นว่าอยากจิบน้ำชาลูกสะใภ้ไม่ใช่เหรอครับ พอคุณชายสามยอมสละโสด ท่านไม่ดีใจเหรอครับเนี่ย"
"แกเอาตาข้างไหนมองว่าฉันไม่ดีใจ"
ก็เห็นอยู่ทนโท่ทั้งสองลูกกะตานั่นแหละครับ
เจียงเสี่ยวกวงแอบนินทาในใจ
ลู่เต๋อเจาฟาดรายงานในมือลงบนโต๊ะดังปัง "ไอ้ลูกหมา! จะมีเมียทั้งทีไม่บอกไม่กล่าวสักคำ จู่ๆ ก็ส่งรายงานขอแต่งงานข้ามหัวขึ้นมาเฉยเลย"
เจียงเสี่ยวกวงชำเลืองมองเอกสารบนโต๊ะ ถึงได้บางอ้อว่าลู่เฉิงโผล่มาที่กรมการเมืองทำไม
บทจะเร็วก็เร็วปานสายฟ้าฟาดจริงๆ พ่อคุณ
กริ๊งๆ!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจียงเสี่ยวกวงรับสาย กรอกเสียงลงไปคำหนึ่ง ก่อนจะยื่นกระบอกโทรศัพท์ให้ลู่เต๋อเจา "ผู้บัญชาการครับ สายถึงท่าน"
[จบบท]